ชีวิตของคนเราก็มีฤดูกาลเหมือนกันนะครับ อย่างชีวิตของผมมีฤดูกาลประจำปีหลายอย่าง ที่ลงกำหนดการไว้ในกำหนดนัดประจำตัวไว้ล่วงหน้าหลายๆ ปีได้เลย อย่างหนึ่งคืองานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ที่งานใหญ่ที่สุดคือพิธีพระราชทานรางวัล ต่อด้วยการประชุมวิชาการประจำปีอีก ๓ วัน โดยก่อนหน้านั้นก็จะต้องสำรองไว้อีก ๑ วัน สำหรับไปฟังการบรรยายของผู้ได้รับรางวัล
อย่างปีนี้ ผมสำรองวันจันทร์ที่ ๒๕ – วันเสาร์ที่ ๓๐ ม.ค. ไว้เพื่องานนี้ทั้งหมด ไม่รับงานอื่นเลย แทรกเข้ามาได้เฉพาะงานของมูลนิธิสยามกัมมาจล เรื่องการเตรียมงานมหกรรมพลังเยาวชน ครั้งที่ ๒ ซึ่งผมให้เวลาเฉพาะช่วงเช้าวันที่ ๒๖ เท่านั้น งานอื่นๆ ผมปฏิเสธหมด
ผมถามตัวเองบ่อยๆ ว่างานต่างๆ ที่ผมทำมีคุณค่าอย่างไรบ้าง จะให้เกิดคุณค่าที่แท้จริงต่อสังคมต้องทำงานนั้นๆ อย่างไร คำตอบของผมคือ ผมต้องไม่ทำเอง หรือถ้าทำเองก็ต้องหาทางผ่องถ่ายให้รุ่นน้องให้เร็วที่สุด ซึ่งผมก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
เมื่อผมอายุน้อย ผมรู้สึกอึดอัดบ่อยๆ กับการที่มีการตั้งกรรมการโดยเอาคนอาวุโสมาเป็นประธาน ตอนนั้นผมอาวุโสน้อย แต่คิดว่างานนั้นผมทำได้ดีกว่า แต่เขาก็ไม่ให้ผมทำ เพราะสังคมของเราเป็นสังคมที่เน้นอาวุโส ตอนนี้ผมอาวุโส และมีงานไหลมาเทมา ทั้งๆ ที่ผมเห็นว่างานหลายอย่างมีรุ่นน้องหรือรุ่นศิษย์ทำได้ดีกว่า ลงท้ายคนแบบผมอึดอัดทั้งตอนหนุ่มและตอนแก่ โดยอึดอัดสวนทาง เป็นชีวิตที่แปลก
ผมได้เรียนรู้และฝึกฝนตนเองมาก จากการทำงานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ เพราะผมค่อยๆ เข้าไปทำงานนี้แทนท่านผู้ใหญ่ที่ลาออกไป หรือถึงแก่กรรม โดยที่ท่านผู้ใหญ่เหล่านั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีความสามารถและได้รับการยอมรับในระดับอัจฉริยะ เมื่องานตกมาถึงผมโดยไม่ควรตกถึงผมเลย ผมก็ต้องหาทางสวมรองเท้าคู่ใหญ่ที่ oversize หลายเบอร์
ยุทธศาสตร์ของผมก็ง่ายๆ ครับ คนไม่เก่ง จะทำให้งานยากๆ สำเร็จได้ต้องจัดระบบการทำงานเป็นทีม หาคนที่เก่งกว่าตนเองมาร่วมกันทำงาน ย้ำเคล็ดลับการหาคนที่เก่งกว่าตนเองมาร่วมทีมนะครับ เทพยดาประทานเคล็ดลับนี้แก่ผมตั้งแต่สมัยผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เมื่อปลายปี ๒๕๒๔ แล้วผมก็เอามาใช้อีกตอนมารับหน้าที่ ผอ. สกว. ในปี ๒๕๓๖ และกลายเป็นอาวุธลับประจำตัวผมเรื่อยมา
ที่จริงผมใช้ยุทธศาสตร์นี้แบบ Tacit Knowledge คือไม่รู้ตัว อธิบายไม่ได้ ผู้ที่ทำให้ผม externalize ตัวความรู้แบบ Tacit Knowledge ออกมาเป็น Explicit Knowledge เอามาลงบันทึกนี้ได้คือ ศ. ดร. เกษม สุวรรณกุล ที่เล่าการทำงานของท่านที่ยึดหลักเอาคนที่ท่านคิดว่าเก่งกว่าท่านมาร่วมทีม ทำให้ผมนึกออกว่าผมก็ใช้หลักนี้เหมือนกัน
การที่มีผู้ใหญ่ไว้วางใจมอบหมายงานที่ยากเกินกำลังของตัวเรานี้ ถือเป็นลาภอันประเสริฐนะครับ ทำให้เราต้องดิ้นรนหาทางเอาตัวรอด ในการทำงานให้สำเร็จ และค้นพบเคล็ดลับในการทำงานและการดำรงชีวิต
การที่จะชวนคนเก่งมากๆ มาร่วมงานไม่ใช่ของง่ายนะครับ เพราะบางครั้ง บางคน เขาก็ไม่ศรัทธาเรา (เพราะเราไม่เก่ง) อย่างตอนผมเป็น ผอ. สกว. ผมชวนคนมาร่วมงานสำเร็จไม่ถึงครึ่งของคนที่ผมชวน แต่ก็โชคดีที่ผมไม่ละความพยายาม โดยเอาเรื่องเล่าปี่กับขงเบ้งมาปลอบใจ
แต่ในกรณีงานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ชวนคนไม่ยากครับ เพราะมีทั้งตัวคุณค่าในงานเอง และจากบารมีของสมเด็จพระบรมราชชนก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ และพระบรมราชจักรีวงศ์
กลายเป็นว่า การได้รับงานที่เกินตัว กลับเป็นพรที่ประทานจากฟ้า ให้ผมได้มีโอกาสทำงานกับคนเก่งจำนวนมาก ได้มีโอกาสเรียนรู้จากท่านเหล่านี้
งานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ส่วนใหญ่เป็นงานที่ผมไม่ถนัด และไม่ต้องการลงลึก ไม่ต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนวิชาการนั้น ซึ่งจะต้องใช้เวลามาก และต้องเข้าไปอยู่ในวงสังคมของเขา ซึ่งผมไม่อยากเข้าไป จึงต้องทำงานแบบยั้งๆ ไม่ลงลึกในรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ลงไปในสาระวิชาการ ซึ่งยากยิ่งสำหรับผม เพราะผมเป็นคนที่มีจริตลุ่มหลงวิชาการ แตะต้องอะไรก็อยากรู้ไปเสียหมด
สภาพเช่นนี้จึงเป็นเสมือนความตึงเครียด (tension) ในการดำรงชีวิต ต้องมีสติระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา และบางครั้งก็ต้องยอมมีพฤติกรรมแปลกๆ ที่คนทั่วไปเขาไม่ทำกัน เช่นปฏิเสธงานส่วนที่เป็นงานสังคม
เอาเรื่องแบบนี้มาลงบันทึกไว้ เพราะคิดว่าไม่ค่อยมีคนไตร่ตรองสะท้อนออกมาเป็นบันทึกเปิดเผยแก่สาธารณชน
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ม.ค. ๕๓
เมื่อผมอายุน้อย ผมรู้สึกอึดอัดบ่อยๆ กับการที่มีการตั้งกรรมการโดยเอาคนอาวุโสมาเป็นประธาน ตอนนั้นผมอาวุโสน้อย แต่คิดว่างานนั้นผมทำได้ดีกว่า แต่เขาก็ไม่ให้ผมทำ เพราะสังคมของเราเป็นสังคมที่เน้นอาวุโส ตอนนี้ผมอาวุโส และมีงานไหลมาเทมา ทั้งๆ ที่ผมเห็นว่างานหลายอย่างมีรุ่นน้องหรือรุ่นศิษย์ทำได้ดีกว่า ลงท้ายคนแบบผมอึดอัดทั้งตอนหนุ่มและตอนแก่ โดยอึดอัดสวนทาง เป็นชีวิตที่แปลก
ผมได้เรียนรู้และฝึกฝนตนเองมาก จากการทำงานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ เพราะผมค่อยๆ เข้าไปทำงานนี้แทนท่านผู้ใหญ่ที่ลาออกไป หรือถึงแก่กรรม โดยที่ท่านผู้ใหญ่เหล่านั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีความสามารถและได้รับการยอมรับในระดับอัจฉริยะ เมื่องานตกมาถึงผมโดยไม่ควรตกถึงผมเลย ผมก็ต้องหาทางสวมรองเท้าคู่ใหญ่ที่ oversize หลายเบอร์
ยุทธศาสตร์ของผมก็ง่ายๆ ครับ คนไม่เก่ง จะทำให้งานยากๆ สำเร็จได้ต้องจัดระบบการทำงานเป็นทีม หาคนที่เก่งกว่าตนเองมาร่วมกันทำงาน ย้ำเคล็ดลับการหาคนที่เก่งกว่าตนเองมาร่วมทีมนะครับ เทพยดาประทานเคล็ดลับนี้แก่ผมตั้งแต่สมัยผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เมื่อปลายปี ๒๕๒๔ แล้วผมก็เอามาใช้อีกตอนมารับหน้าที่ ผอ. สกว. ในปี ๒๕๓๖ และกลายเป็นอาวุธลับประจำตัวผมเรื่อยมา
ที่จริงผมใช้ยุทธศาสตร์นี้แบบ Tacit Knowledge คือไม่รู้ตัว อธิบายไม่ได้ ผู้ที่ทำให้ผม externalize ตัวความรู้แบบ Tacit Knowledge ออกมาเป็น Explicit Knowledge เอามาลงบันทึกนี้ได้คือ ศ. ดร. เกษม สุวรรณกุล ที่เล่าการทำงานของท่านที่ยึดหลักเอาคนที่ท่านคิดว่าเก่งกว่าท่านมาร่วมทีม ทำให้ผมนึกออกว่าผมก็ใช้หลักนี้เหมือนกัน
การที่มีผู้ใหญ่ไว้วางใจมอบหมายงานที่ยากเกินกำลังของตัวเรานี้ ถือเป็นลาภอันประเสริฐนะครับ ทำให้เราต้องดิ้นรนหาทางเอาตัวรอด ในการทำงานให้สำเร็จ และค้นพบเคล็ดลับในการทำงานและการดำรงชีวิต
การที่จะชวนคนเก่งมากๆ มาร่วมงานไม่ใช่ของง่ายนะครับ เพราะบางครั้ง บางคน เขาก็ไม่ศรัทธาเรา (เพราะเราไม่เก่ง) อย่างตอนผมเป็น ผอ. สกว. ผมชวนคนมาร่วมงานสำเร็จไม่ถึงครึ่งของคนที่ผมชวน แต่ก็โชคดีที่ผมไม่ละความพยายาม โดยเอาเรื่องเล่าปี่กับขงเบ้งมาปลอบใจ
แต่ในกรณีงานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ชวนคนไม่ยากครับ เพราะมีทั้งตัวคุณค่าในงานเอง และจากบารมีของสมเด็จพระบรมราชชนก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ และพระบรมราชจักรีวงศ์
กลายเป็นว่า การได้รับงานที่เกินตัว กลับเป็นพรที่ประทานจากฟ้า ให้ผมได้มีโอกาสทำงานกับคนเก่งจำนวนมาก ได้มีโอกาสเรียนรู้จากท่านเหล่านี้
งานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ส่วนใหญ่เป็นงานที่ผมไม่ถนัด และไม่ต้องการลงลึก ไม่ต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนวิชาการนั้น ซึ่งจะต้องใช้เวลามาก และต้องเข้าไปอยู่ในวงสังคมของเขา ซึ่งผมไม่อยากเข้าไป จึงต้องทำงานแบบยั้งๆ ไม่ลงลึกในรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ลงไปในสาระวิชาการ ซึ่งยากยิ่งสำหรับผม เพราะผมเป็นคนที่มีจริตลุ่มหลงวิชาการ แตะต้องอะไรก็อยากรู้ไปเสียหมด
สภาพเช่นนี้จึงเป็นเสมือนความตึงเครียด (tension) ในการดำรงชีวิต ต้องมีสติระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา และบางครั้งก็ต้องยอมมีพฤติกรรมแปลกๆ ที่คนทั่วไปเขาไม่ทำกัน เช่นปฏิเสธงานส่วนที่เป็นงานสังคม
เอาเรื่องแบบนี้มาลงบันทึกไว้ เพราะคิดว่าไม่ค่อยมีคนไตร่ตรองสะท้อนออกมาเป็นบันทึกเปิดเผยแก่สาธารณชน
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ม.ค. ๕๓
ยุทธศาสตร์ของผมก็ง่ายๆ ครับ คนไม่เก่ง จะทำให้งานยากๆ สำเร็จได้ต้องจัดระบบการทำงานเป็นทีม หาคนที่เก่งกว่าตนเองมาร่วมกันทำงาน ย้ำเคล็ดลับการหาคนที่เก่งกว่าตนเองมาร่วมทีมนะครับ เทพยดาประทานเคล็ดลับนี้แก่ผมตั้งแต่สมัยผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เมื่อปลายปี ๒๕๒๔ แล้วผมก็เอามาใช้อีกตอนมารับหน้าที่ ผอ. สกว. ในปี ๒๕๓๖ และกลายเป็นอาวุธลับประจำตัวผมเรื่อยมา
ที่จริงผมใช้ยุทธศาสตร์นี้แบบ Tacit Knowledge คือไม่รู้ตัว อธิบายไม่ได้ ผู้ที่ทำให้ผม externalize ตัวความรู้แบบ Tacit Knowledge ออกมาเป็น Explicit Knowledge เอามาลงบันทึกนี้ได้คือ ศ. ดร. เกษม สุวรรณกุล ที่เล่าการทำงานของท่านที่ยึดหลักเอาคนที่ท่านคิดว่าเก่งกว่าท่านมาร่วมทีม ทำให้ผมนึกออกว่าผมก็ใช้หลักนี้เหมือนกัน
การที่มีผู้ใหญ่ไว้วางใจมอบหมายงานที่ยากเกินกำลังของตัวเรานี้ ถือเป็นลาภอันประเสริฐนะครับ ทำให้เราต้องดิ้นรนหาทางเอาตัวรอด ในการทำงานให้สำเร็จ และค้นพบเคล็ดลับในการทำงานและการดำรงชีวิต
การที่จะชวนคนเก่งมากๆ มาร่วมงานไม่ใช่ของง่ายนะครับ เพราะบางครั้ง บางคน เขาก็ไม่ศรัทธาเรา (เพราะเราไม่เก่ง) อย่างตอนผมเป็น ผอ. สกว. ผมชวนคนมาร่วมงานสำเร็จไม่ถึงครึ่งของคนที่ผมชวน แต่ก็โชคดีที่ผมไม่ละความพยายาม โดยเอาเรื่องเล่าปี่กับขงเบ้งมาปลอบใจ
แต่ในกรณีงานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ชวนคนไม่ยากครับ เพราะมีทั้งตัวคุณค่าในงานเอง และจากบารมีของสมเด็จพระบรมราชชนก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ และพระบรมราชจักรีวงศ์
กลายเป็นว่า การได้รับงานที่เกินตัว กลับเป็นพรที่ประทานจากฟ้า ให้ผมได้มีโอกาสทำงานกับคนเก่งจำนวนมาก ได้มีโอกาสเรียนรู้จากท่านเหล่านี้
งานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ส่วนใหญ่เป็นงานที่ผมไม่ถนัด และไม่ต้องการลงลึก ไม่ต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนวิชาการนั้น ซึ่งจะต้องใช้เวลามาก และต้องเข้าไปอยู่ในวงสังคมของเขา ซึ่งผมไม่อยากเข้าไป จึงต้องทำงานแบบยั้งๆ ไม่ลงลึกในรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ลงไปในสาระวิชาการ ซึ่งยากยิ่งสำหรับผม เพราะผมเป็นคนที่มีจริตลุ่มหลงวิชาการ แตะต้องอะไรก็อยากรู้ไปเสียหมด
สภาพเช่นนี้จึงเป็นเสมือนความตึงเครียด (tension) ในการดำรงชีวิต ต้องมีสติระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา และบางครั้งก็ต้องยอมมีพฤติกรรมแปลกๆ ที่คนทั่วไปเขาไม่ทำกัน เช่นปฏิเสธงานส่วนที่เป็นงานสังคม
เอาเรื่องแบบนี้มาลงบันทึกไว้ เพราะคิดว่าไม่ค่อยมีคนไตร่ตรองสะท้อนออกมาเป็นบันทึกเปิดเผยแก่สาธารณชน
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ม.ค. ๕๓
การที่มีผู้ใหญ่ไว้วางใจมอบหมายงานที่ยากเกินกำลังของตัวเรานี้ ถือเป็นลาภอันประเสริฐนะครับ ทำให้เราต้องดิ้นรนหาทางเอาตัวรอด ในการทำงานให้สำเร็จ และค้นพบเคล็ดลับในการทำงานและการดำรงชีวิต
การที่จะชวนคนเก่งมากๆ มาร่วมงานไม่ใช่ของง่ายนะครับ เพราะบางครั้ง บางคน เขาก็ไม่ศรัทธาเรา (เพราะเราไม่เก่ง) อย่างตอนผมเป็น ผอ. สกว. ผมชวนคนมาร่วมงานสำเร็จไม่ถึงครึ่งของคนที่ผมชวน แต่ก็โชคดีที่ผมไม่ละความพยายาม โดยเอาเรื่องเล่าปี่กับขงเบ้งมาปลอบใจ
แต่ในกรณีงานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ชวนคนไม่ยากครับ เพราะมีทั้งตัวคุณค่าในงานเอง และจากบารมีของสมเด็จพระบรมราชชนก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ และพระบรมราชจักรีวงศ์
กลายเป็นว่า การได้รับงานที่เกินตัว กลับเป็นพรที่ประทานจากฟ้า ให้ผมได้มีโอกาสทำงานกับคนเก่งจำนวนมาก ได้มีโอกาสเรียนรู้จากท่านเหล่านี้
งานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ส่วนใหญ่เป็นงานที่ผมไม่ถนัด และไม่ต้องการลงลึก ไม่ต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนวิชาการนั้น ซึ่งจะต้องใช้เวลามาก และต้องเข้าไปอยู่ในวงสังคมของเขา ซึ่งผมไม่อยากเข้าไป จึงต้องทำงานแบบยั้งๆ ไม่ลงลึกในรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ลงไปในสาระวิชาการ ซึ่งยากยิ่งสำหรับผม เพราะผมเป็นคนที่มีจริตลุ่มหลงวิชาการ แตะต้องอะไรก็อยากรู้ไปเสียหมด
สภาพเช่นนี้จึงเป็นเสมือนความตึงเครียด (tension) ในการดำรงชีวิต ต้องมีสติระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา และบางครั้งก็ต้องยอมมีพฤติกรรมแปลกๆ ที่คนทั่วไปเขาไม่ทำกัน เช่นปฏิเสธงานส่วนที่เป็นงานสังคม
เอาเรื่องแบบนี้มาลงบันทึกไว้ เพราะคิดว่าไม่ค่อยมีคนไตร่ตรองสะท้อนออกมาเป็นบันทึกเปิดเผยแก่สาธารณชน
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ม.ค. ๕๓
แต่ในกรณีงานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ชวนคนไม่ยากครับ เพราะมีทั้งตัวคุณค่าในงานเอง และจากบารมีของสมเด็จพระบรมราชชนก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ และพระบรมราชจักรีวงศ์
กลายเป็นว่า การได้รับงานที่เกินตัว กลับเป็นพรที่ประทานจากฟ้า ให้ผมได้มีโอกาสทำงานกับคนเก่งจำนวนมาก ได้มีโอกาสเรียนรู้จากท่านเหล่านี้
งานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ส่วนใหญ่เป็นงานที่ผมไม่ถนัด และไม่ต้องการลงลึก ไม่ต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนวิชาการนั้น ซึ่งจะต้องใช้เวลามาก และต้องเข้าไปอยู่ในวงสังคมของเขา ซึ่งผมไม่อยากเข้าไป จึงต้องทำงานแบบยั้งๆ ไม่ลงลึกในรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ลงไปในสาระวิชาการ ซึ่งยากยิ่งสำหรับผม เพราะผมเป็นคนที่มีจริตลุ่มหลงวิชาการ แตะต้องอะไรก็อยากรู้ไปเสียหมด
สภาพเช่นนี้จึงเป็นเสมือนความตึงเครียด (tension) ในการดำรงชีวิต ต้องมีสติระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา และบางครั้งก็ต้องยอมมีพฤติกรรมแปลกๆ ที่คนทั่วไปเขาไม่ทำกัน เช่นปฏิเสธงานส่วนที่เป็นงานสังคม
เอาเรื่องแบบนี้มาลงบันทึกไว้ เพราะคิดว่าไม่ค่อยมีคนไตร่ตรองสะท้อนออกมาเป็นบันทึกเปิดเผยแก่สาธารณชน
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ม.ค. ๕๓
งานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ส่วนใหญ่เป็นงานที่ผมไม่ถนัด และไม่ต้องการลงลึก ไม่ต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนวิชาการนั้น ซึ่งจะต้องใช้เวลามาก และต้องเข้าไปอยู่ในวงสังคมของเขา ซึ่งผมไม่อยากเข้าไป จึงต้องทำงานแบบยั้งๆ ไม่ลงลึกในรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ลงไปในสาระวิชาการ ซึ่งยากยิ่งสำหรับผม เพราะผมเป็นคนที่มีจริตลุ่มหลงวิชาการ แตะต้องอะไรก็อยากรู้ไปเสียหมด
สภาพเช่นนี้จึงเป็นเสมือนความตึงเครียด (tension) ในการดำรงชีวิต ต้องมีสติระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา และบางครั้งก็ต้องยอมมีพฤติกรรมแปลกๆ ที่คนทั่วไปเขาไม่ทำกัน เช่นปฏิเสธงานส่วนที่เป็นงานสังคม
เอาเรื่องแบบนี้มาลงบันทึกไว้ เพราะคิดว่าไม่ค่อยมีคนไตร่ตรองสะท้อนออกมาเป็นบันทึกเปิดเผยแก่สาธารณชน
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ม.ค. ๕๓
เอาเรื่องแบบนี้มาลงบันทึกไว้ เพราะคิดว่าไม่ค่อยมีคนไตร่ตรองสะท้อนออกมาเป็นบันทึกเปิดเผยแก่สาธารณชน
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ม.ค. ๕๓
๒๕ ม.ค. ๕๓
สวัสดีค่ะคุณลุงหมอ
วันนี้หนูติดตามทุกบันทึกของคุณลุงหมอค่ะ เช่นเดียวกับคุณครูคิมก็ชอบอ่านค่ะ
แต่หนูอยากเห็นคนมาเม้นท์ เพราะได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน
การที่คุณลุงหมอชวนคนแล้วเขาไม่มาทำงานด้วย หนูคิดว่าคนส่วนมากจะมองที่ประโยชน์ส่วนตนมาก่อน ไม่เห็นประโยชน์จึงไม่อยากมา
คนดีที่ทำงานโดยมีใจให้กับงานอย่างคุณหมอมีน้อยค่ะ
บางคนก็บอกว่าคนแก่แล้วไม่อยากทำอะไร
บางคนก็ว่ายังเด็กไม่มีความสามารถ แบบนี้หนูคิดว่ามีอคติต่อกันนะคะ
ด้วยความเคารพค่ะ
น้องนัท