ก้าวตามรอยเท้าพระเยซูเจ้า
@ Israel
ตอนที่ 1
….บันทึกก้าวศักดิ์สิทธิ์โดย...น้ำผึ้งหวาน...
วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2552
พวกเรานัดรวมตัวกันที่ประตู 10 ชั้น 4 สนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนเดินเรื่องเพื่อออกเดินทางสู่รัฐอิสราเอล
วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เวลา 00.40 น. เราทั้งหมดก็พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งสำคัญของเรา เครื่องบินสายการบิน LY 082
เราเดินทางถึงสนามบินเบ็นกูเรียน(ชื่อสนามบินตั้งเพื่อระลึกถึงนายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล) ณ กรุงเทลอาวีฟ(เมืองท่า) เวลาประมาณ 07.00 น. เกือบ 11 ชั่วโมงบนเครื่องยนต์ลำนั้น เวลาที่อิสราเอลช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง
เมื่อทุกคนได้สัมภาระครบแล้วเราขึ้นรถโค้ชเดินทางเลียบฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เข้าสู่ ทิเบเรียส ด้วยระยะทาง 110 ก.ม. ระหว่างทางไกด์ชาลีได้แนะนำประวัติคร่าวๆ ของอิสราเอลให้เราได้รับทราบ โดยมีคุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร เป็นล่ามผู้ทรงเกียรติแปลเนื้อหาให้เป็นอย่างดี
- อิสราเอลมีประชากรประมาณ 7.5 ล้านคน และในปี 1948 ได้ตั้งเป็นประเทศอิสราเอล ประชากรประมาณ 80 % เป็นชาวยิว 20 % เป็นชาวอาหรับ (ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย) มีประชากรที่เป็นคริสตชนประมาณ 150,000 คน และเป็นคาทอลิกประมาณน้อยกว่า 30,000 คน
- ในช่วงนี้จะมีฝนตกบ้าง ซึ่งประชาชนที่นี่ถือว่าเป็นพระพรของพระ เนื่องจากฝนที่นี่ตกน้อยมากและทำให้ขาดแคลนน้ำจืดในประเทศอิสราเอล
- ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายหิน(Rocky desert) ไม่ใช่ Sandy desert
- เหตุที่อิสราเอลได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์เพราะว่า ที่นี่เป็นที่ที่พระเยซูเจ้าบังเกิด เจริญชีวิต และอาศัยอยู่ ทั้งยังเป็นแผ่นดินที่พระทรงมอบให้แก่อับราฮัม อิสอัค ยาโคบ อิสราเอลประกอบด้วยศาสนาสำคัญ 3 ศาสนา ได้แก่ ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม
- เมืองหลวงของอิสราเอล คือ กรุงเยรูซาเล็มที่นี่เรียกว่า เยรูซาโลฮิม ซึ่งแปลว่า นครแห่งสันติภาพ (แต่มนุษย์ทำให้ขาดสันติภาพ)
- ประวัติศาสตร์ของแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เมื่อประมาณ 4000 ปีที่แล้ว ประมาณ 1850 ก่อนคริสตศักราช มีการอพยพครั้งใหญ่ในเมืองอูร์แถบเมโลโปรเตเมีย คือจากอิรักอพยพขึ้นไปโดยกองคาราวาน และในกองคาราวานนี้ตามประเพณีเชื่อว่าครอบครัวของอับราฮัมก็ร่วมอยู่ด้วย พวกเขาไม่รู้จักพระเจ้า(พระยาห์เวห์) แต่พวกเขานับถือ God of Father คือน่าจะเคารพกราบไหว้พระจันทร์ ผู้ให้แสงสว่างในยามค่ำคืน ในการอพพย (นางซาราย ภรรยาของอับราฮัม แปลว่า ธิดาของดวงจันทร์) สุดท้ายพระได้เรียกอับราฮัมมาตั้งถิ่นฐานที่คานาอันประมาณปี 1950 กคศ. ซึ่งจะเป็นอิสราเอลในปัจจุบัน และด้วยความเชื่อของอับราฮัมจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่อับราฮัมได้พบกับพระยาห์เวห์และพระองค์ทรงประทับอยู่กับอับราฮัมที่นี่ตลอดมา (ปฐมกาล 12) อับราฮัมจึงเป็นบรรพบุรุษของประชากรอิสราเอล จนมาถึงอิสอัคและยาโคบ เมื่อยาโคบมีลูก 12 คน และเมื่อโยเซฟถูกขายไปอยู่ที่ประเทศอียิปต์ ได้ใช้ชีวิตอยู่กับฟาห์โรที่นั่นจนกระทั่งแผ่นดินคานาอันเกิดกันดารอาหาร ซึ่งเป็นแผนการของพระเจ้า ทำให้ครอบครัวของอิสอัคและลูกๆ ต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่อียิปต์ด้วยความช่วยเหลือของโยเซฟ เมื่อประชากรชาวฮีบรูมีมากขึ้นฟาห์โรเริ่มกลัวการโดนยึดอำนาจ จึงกดขี่ข่มเหงและฆ่าบุตรชายเพื่อต้องการตัดเผ่าพันธุ์อิสราเอล เสียงร้องดังถึงพระเจ้า(อพย.1) พระเจ้าช่วยเหลือชาวฮีบรูผ่านทางโมเสส ลูกทาสชาวฮีบรูที่ธิดาฟาห์โรเก็บมาเลี้ยงไว้ และนำชนชาติทั้งหมดออกมาจากอียิปต์ ผ่านทะเลแดง ทำให้เราเห็นว่า ทะเลไม่สามารถขวางกั้นอำนาจของพระเจ้าที่จะก้าวข้ามไปได้
คุณพ่อทัศไนย คมกฤส อธิบายเพิ่มเติม เรื่อง สภาพภูมิประเทศของแผ่นดินแถบนี้ ที่เรียกว่าเป็นแผ่นดินแห่งน้ำนมและน้ำผึ้ง อุดมสมบูรณ์ตามความรู้สึกของคนในแถบนี้ คุณพ่อกล่าวถึงกษัตริย์ในสมัยต่างๆ โดยเริ่มจาก ในปี 1025 กคศ. กษัตริย์ซาอูล ได้เป็นกษัตริย์องค์แรก ต่อมากษัตริย์ซามูแอลขึ้นครองราชย์ และดาวิด(บุตรของเจสซี)ผู้ได้รับเลือกจากรพระเจ้า ซึ่งดาวิดเป็นบุตรคนเล็กของเจสซี ทั้งหมดเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในสมัยอิสราเอล 12 เผ่า จนถึงสมัยกษัตริย์ซาโลมอน บุตรของดาวิด ซึ่งได้รับบุญของบิดาทำให้อาณาจักรเจริญรุ่งเรืองต่อมาจนกระทั่งซาโลมอนรับภรรยาต่างชาติที่นับถือพระบาอัลและข่มเหงเก็บภาษีประชาชนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อาณาจักรแตกแยกออกเป็น 2 อาณาจักร ได้แก่ อาณาจักรเหนือ (อิสราเอล) และอาณาจักรใต้(ยูดาห์)
- แผ่นดินอิสราเอลแม้จะดูแห้งแล้งแต่ดินที่นี่เป็นดินที่มีแร่ธาตุมากกว่า 1500 ชนิด ซึ่งสามารถปลูกพืชผักได้ดี และอิสราเอลในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาก
เดินทางถึงเมืองโบราณเซซารียา (Caesarea) ซึ่งเป็นเมืองที่กษัตริย์เฮโรดสร้างขึ้นเป็นเมืองเล็กๆสมัยชาวฟินีเซียขึ้นมาที่ฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยการสร้างตามแบบสถาปัตโรมัน เป็นเมืองท่าริมทะเลในสมัยโบราณ (จะมีซากท่าเรือเก่าให้เราเห็น) เซซารียาเป็นชื่อที่กษัตริย์เฮโรดตั้งให้เพื่อเป็นเกียรติแก่จักรพรรดิ
ซีซ่าร์ออกัสตัส และหลังจ่กที่เฮโรดตายเมืองเซซารียากลับเป็นเมืองที่ปกครองโดยชาวโรมัน และเป็นที่อาศัยของข้าหลวงโรมัน แวะลงชมความงดงามของซากเมืองเซซารียา และท่าเรือเก่าริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเข้าชมเรื่องราวประวัติเมืองเซซารียา ก่อนเดินแวะบันทึกภาพและชมโรงมหรสพโรมันกลางแจ้ง(Roman Amphitheater)ที่อยู่ใกล้ๆท่าเรือของเมืองเซซารียา ซึ่งเป็นอัศจรรย์ทำด้วยหินหันหน้าหาทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ... เซซารียาใหม่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของบรรดามหาเศรษฐี ซึ่งมีอาชีพประเภทนักการเมือง รัฐบาล และนักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ .... ผ่านคลองส่งน้ำโบราณ มีลักษณะเหมือนสะพานหินเล็กๆ ด้านล่างเป็นท่อสำหรับส่งน้ำ....
แล้วเดินทางต่อสู่เนินเขาคาร์แมล ชื่อในภาษาฮีบรู อ่านว่า คาแรม แอล (Karem El) ซึ่งหมายถึงสวนองุ่นของพระเจ้า เนื่องจากในสมัยโบราณปกคลุมด้วยสวนองุ่น มีความอุดมสมบูรณ์ ชมวัดดาราสมุทร เขาคาร์แมลนี้เป็นที่ที่ประกาศกเอลียาห์ท้าทายอำนาจประกาศกของพระบาอัล (1พงษ์กษัตริย์ 18) ซึ่งประกาศกเอลียาห์ฆ่าประกาศกของพระบาอัลที่ไม่ยอมกลับใจมาหาพระยาห์เวห์ 450 คน และบนเทือกเขานี้ มีถ้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าประกาศกเอลียาห์ได้หลบซ่อนเพื่อหนีพระพิโรธของกษัตริย์อาหับ (1 พงศ์กษัตริย์ 19) และณ ที่นี่ คณะคาเมไลท์ได้ถือกำเนิด มาตั้งหลักแหล่งขึ้น ในศตวรรษที่ 13 โดยมีประกาศกเอลียาห์เป็นองค์อุปถัมภ์ คณะคาร์แมลจะมีการจัดงานฉลองแม่พระแห่งภูเขาคาร์แมลและเสื้อจำพวกที่แม่พระทรงมอบให้ ร่วมพิธีบูชามิสซาขอบพระคุณ
ความรู้ทั่วไป ประชาชนในอิสราเอลมีประกันชีวิตทุกคน เนื่องจากทุกคนต้องจ่าย 9.6 % ของรายได้ ทุกคนจะสามารถรักษาที่โรงพยาบาลได้ฟรี ทั้งการรักษาทั่วไป ผ่าตัดหรืออื่นๆ มีสวัสดิการสำหรับมารดาที่ตั้งครรภ์และสวัสดิการลาคลอดได้ 6 เดือน รวมทั้งเงินขวัญถุงในการคลอดบุตรด้วย
พุ่มไม้เตี้ยๆ ทรงกลมๆ ตามไหล่เขา เราเรียกว่า ต้นหนามไข่กุ้ง
รับประทานอาหารกลางวันร่วมกันที่ ภัตตาคารอาหารจีน YAN - YAN Chinese Restaurant (Jaffa St. /Down Town/HAIFA)
ระหว่างทางแวะชมสถานที่ของบาฮาย วัดของบาฮาย ที่นับถือความว่างเปล่าเป็นพระเจ้า พวกเขาถือว่า ความสุขคือสวรรค์ ความทุกข์คือนรก
เวลา 14.24 น. มุ่งหน้าสู่นาซาเร็ธเมืองที่ตั้งอยู่บนเนินเขา เหนือระดับน้ำทะเล 1,230 ฟุต และเป็นเมืองที่พระยซูเจ้าเจริญชีวิตในวัยเยาว์ที่นี่ นาซาเร็ธเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนัก เพราะนาธานาแอลอุทานเมื่อมีคนพูดถึงเยซูชาวนาซาเระว่า “จากนาซาร็ธ จะมีอะไรดีเล่า”
แวะเข้าชมวิหารแม่พระรับสารจากเทวทูตสวรรค์( Church of the Annunciation) คุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร เล่าเรื่องพิธีการหมั้น ขั้นตอนการแต่งงานในสมัยแม่พระกับนักบุญยอแซฟ ก่อนเดินชมบ้านของครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ (House of Joseph) บ้านของนักบุญยอแซฟ
เวลา 15.03 น. มุ่งหม้าสู่หมู่บ้านคานา(Cana)ในแคว้นกาลิลี ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระเยซูเจ้าทรงทำอัศจรรย์ครั้งแรกด้วยการเปลี่ยนน้ำให้เป็นเหล้าองุ่นในพิธีแต่งงานที่เมืองนี้ ที่นี่จะมีคู่แต่งงานมารื้อฟื้นชีวิตแต่งงาน งานแต่งงานที่อิสราเอลในสมัยก่อนจะมีการเลี้ยงฉลองกัน 6-7 วันโดยเจ้าบ่าวจะแห่ไปตามบ้านต่างๆ ที่เมืองคานาจะมีวัดที่สร้างขึ้นอยู่บนซากวัดเดิมในสมัยโบราณหลายวัด และมีการใช้โมซาอิคในการประดับตกแต่งภายในวัด แวะชมภายในถ้ำใต้วัดเก่า มีโอ่งหินโบราณใบโต 1 ใบ น่าจะเป็นโอ่งหินที่ใส่พืชพันธ์ธัญญาหารในสมัยนั้น และสถานที่ที่พระเยซูเจ้าทรงเปลี่ยนน้ำให้เป็นเหล้าองุ่นก็น่าจะอยู่ในบริเวณนี้ด้วย การที่พระเยซูเจ้าทรงเปลี่ยนน้ำให้เป็นเหล้าองุ่นสะท้อนให้เราเห็นว่าเราควรให้พระองค์เปลี่ยนแปลงเราให้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน
เข้าพักที่โรงแรมRoyal plaza Hotel Tiberieas ห้อง 203 โรงแรมอยู่ในเมืองทิเบเรียส เมืองทิเบเรียสตั้งอยู่ใต้ระดับน้ำทะเลระดับ 682 ฟุต เมืองนี้ถูกสร้างในปี ค.ศ. 26 โดยกษัตริย์เฮโรด อากริปปา โดยตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่จักรพรรดิโรมัน ทิเบริอัส ด้านข้างโรงแรม ติด ทะเลสาบกาลิลี ด้านหลังเป็นภูเขา อาหารค่ำรับประทานอาหารบุฟเฟ่ในโรงแรม ก่อนพักผ่อนตามอัธยาศัย
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เวลา 06.00 น. ตื่นนอนเช้า ด้วยอากาศที่เย็นสดชื่น
เวลา 07.00 น. อาหารเช้า แบบบุฟเฟ่ต์ในโรงแรม Royal plaza Hotel Tiberieas
เวลา 07.50 น. เดินทางออกจากโรงแรมเริ่มต้นการเรียนรู้วันใหม่
มุ่งหน้าสู่ทะเลสาปกาลิลีฝั่งทิเบเรียส สู่ คาฟานาอูม ทะเลสาปกาลิลี เป็นทะเลสาปน้ำจืด
ความยาว 13 ไมล์ กว้าง 7 ไมล์ ลึก 130 – 157 ฟุต ตั้งอยู่ใต้ระดับน้ำทะเล 686 ฟุต เกิดวิกฤตเพราะน้ำที่ลดลงเรื่อยๆ และเป็นน้ำจืดจุดเดียวของอิสราเอล ในแต่ละปีน้ำจะลดลงไปถึง 5 เมตร ณ ที่นี่พระเยซูเจ้าเสด็จไปมาเป็นประจำ ดำเนินชีวิตอยู่บริเวณนี้มาก่อน บนฝั่งขอทะเลสาปกาลิลีนี้ พระองค์ทรงเรียก เปโตร
อันดรูว์ ยากอบ และอัครสาวกอื่นๆ ลงเรือ Worship Boat … Sea of Galilee…. ออกสู่กลางทะเลสาปกาลิลี คุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร อ่านพระวรสาร เรื่องพระเยซูเจ้าดำเนินบนผิวน้ำในทะเลสาบกาลิลี ในขณะที่มีพายุหนัก สาวกที่อยู่บนเรือกลัว( มธ.8:23-27) .....และพระเยซูเจ้าทรงทำให้คลื่นลมนั้นสงบลง ...เปรียบเหมือนตัวเรา อยู่บนเรือแห่งชีวิต เราต้องไว้วางใจ และเชื่อในพระเจ้าที่สามารถเข้ามาช่วยให้คลื่นลมในชีวิตของเราสงบลงได้ ร้องเพลงสรรเสริญพระร่วมกัน คุณพ่ออธิบายถึงเรื่องบุญลาภ 8 ประการ (พระโอวาทบนภูเขา) ที่นี่มีการค้นพบเรือโบราณสมัย 2,000 ปีที่แล้ว หลังเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับทะเลสาบกาลิลีแล้ว ร่วมกันบันทึกภาพ ชมทิวทัศน์ทะเลสาปกาลิลี รับอากาศบริสุทธิ์พร้อมรับฟังเพลงจากไกด์เจ้าของเรือ Worship Boat เนื้อหาเพลงเกี่ยวกับพระเยซูเจ้าที่เคยดำเนินชีวิตในแถบนี้ และบทเพลงสรรเสริญพระองค์ ฯลฯ ก่อนกลับขึ้นฝั่ง และชมพิพิธภัณฑ์เรือโบราณ ชมวีดีทัศน์เรื่องราวของทะเลสาบกาลิลี
เวลา 09.46 น. ออกเดินทางสู่ภูเขามหาบุญลาภ (Mount of Beatitude) บนภูเขามีวัดมหาบุญลาภ 8 ประการ เป็นวัดรูปทรง 8 เหลี่ยม ออกแบบโดย อันโตนิโอ ปาลุสซี ณ ที่นี่ พระเยซูเจ้าทรงตรัสสอนบรรดาศิษย์เรื่องบุญลาภ 8 ประการ(มธ.5:1-12) ร่วมพิธีบูชามิสซาที่วัดมหาบุญลาภ คุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร สอนเรื่องการเทศน์สอนของอัครสาวกด้วยการยืนสอน ส่วนพระเยซูเจ้า ทรงนั่งสอนด้วยอำนาจของพระองค์เอง พระองค์ทรงช่วยเหลือการเดินทางของเราทุกอย่าง การได้มีโอกาสทำมิสซาและร่วมมิสซาที่นี่ พระรักเรามากกว่าที่เราคิด มากกว่าที่เราเชื่อ จากนั้นแวะชมวัดมหาอำนาจสูงสุดของนักบุญเปโตร (St. Peter Primacy) ซึ่งด้านหลังอยู่ใกล้กับทะเลสาบ แวะชื่นชมทะเลสาบ และบรรยากาศรอบๆ วัดก่อนกลับ
เวลา 11.06 น. มุ่งสู่ทับกา (Tabgha) มาจากภาษากรีก Heptapegon ซึ่งแปลว่า “เจ็ดน้ำพุ” หรือน้ำพุ 7 สาย เป็นที่ที่อุดมสมบูรณ์ และยังถือว่าพระเยซูเจ้าทรงเลี้ยงฝูงชน 5,000 คน ด้วยขนมปัง 5 ก้อน กับปลา 2 ตัว (มก.6:36-44 , มธ.14: 13-21 , ยน.6:1-6) ที่นี่มีวัดไบแซนติน 2 หลัง ปูพื้นด้วยโมซาอิคเป็นลวดลายตามพระคัมภีร์สวยงาม พื้นหน้าแท่นเป็นรูปขนมปัง 4 ก้อน และปลา 2 ตัว ในความหมายที่ว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นนายชุมพาบาลที่ดี พระองค์ทรงเลี้ยงดูประชากรของพระองค์ ให้เรารู้จักที่จะใจกว้างใส่ใจผู้อื่น
มุ่งสู่คาเปอรนาอูม (Capernaum) อดีตเคยเป็นทางผ่านไปสู่ดามัสกัสเมืองธุรกิจ เป็นเมืองที่พระเยซูเจ้ามาสั่งสอนประชาชนและได้ทำอัศจรรย์หลายอย่างที่นี่ และที่นี่ยังเป็นบ้านของนักบุญเปโตร เป็นที่ที่พระเยซูเจ้าทรงรักษาแม่ยายของนักบุญเปโตร รักษาบ่าวของนายร้อยและคนง่อยที่ถูกหย่อนลงมาจากหลังคาบ้าน ฯลฯ
แวะเยี่ยมบริเวณหมู่บ้านที่นักบุญเปโตรเคยอาศัยอยู่ ซึ่งค้นพบในปี 1972 ในบริเวณใกล้ๆ
บ้านนักบุญเปโตร พบซากศาลาธรรมที่สร้างโดยนายร้อยที่พระเยซูเจ้าทรงรักษาบ่าวของเขาให้หาย และขุดค้นพบ
บ้านของนักบุญเปโตร กับซากกำแพงวัดที่สร้างบนสถานที่นั้น เดินชมรอบๆ บริเวณ
ซากเมืองโบราณในหมู่บ้าน และขึ้นไปสวดขอพรในวัดใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นบนวัด
ซากวัดโบราณ รอบๆ ซากหมู่บ้านเก่า คณะฟรังซิสกันได้สร้างกำแพงไว้เพื่อง่ายต่อการดูแล พระเยซูเจ้าทรงเลือกอัครสาวก 12 คนที่นี่ แวะเดินชื่นชมทัศนียภาพ และบรรยากาศรอบๆ ศาลาธรรม และซากกำแพงเสาหินทรงกลมแบบโรมันในศาลาธรรมของชาวยิว
เวลา 12.05 น. อาหารกลางวัน รับประทานอาหารที่ ร้านอาหารปลานักบุญเปโตร เราได้ปลานิลทอดรับประทานคนละ 1 ตัว จัดมาพร้อมกับเฟรนฟรายซ์ และเครื่องเคียงมากมาย
เวลา 13.58 น. มุ่งสู่เขาทาบอ (Tabor) เราร่วมกันสวดสายประคำ 20 เม็ดบนรถโค้ช เนื่องในวันฉลองแม่พระปฏิสนธินิรมล
ขึ้นสู่เขาทาทอ ด้วยการต่อแท๊กซี่ขึ้นไปบนเขาทาบอ ...พระเยซูเจ้าทรงพานักบุญเปโตร ยากอบและยอห์นขึ้นไปบนภูเขาทาบอ พระบิดาเจ้าทรงทำให้พระเยซูเจ้ามีพระวรกายสว่างรุ่งโรจน์ มีเมฆปกคลุมและมีเสียงจากเมฆว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา จงฟังเสียงของพระองค์เถิด”
เข้าสู่ถ้ำในวัดน้อย คุณพ่อทัศไนย คมกฤส แนะนำภาพบนกำแพงในวัดน้อย วัดน้อยในถ้ำที่ 1
เป็นรูปประกาศกเอลียาห์ กำลังถวายของบูชาของพระเจ้า และมีไฟลงมาจากสวรรค์ แต่ของพระบาอัลไม่มี และ
วัดน้อยในถ้ำที่ 2 เป็นรูปโมเสส และรูปนักบุญฟรังซิส กับพระเยซูเจ้า
วัดบนเขาทาทอ (วัดพระเยซูเจ้าแสดงองค์บนยอดเขา) สร้างครอบยอดเขาส่วนที่สูงที่สุด ปิดด้วยกระจก มองเห็นหินบนยอดเขาผ่านกระจกใส
- โมซาอิคคือการวางเม็ดหินสีต่างๆ ซึ่งเป็นสีธรรมชาติจากหลายแหล่ง
ประดับเป็นรูปโดยวาดลายลงบนผ้า ใส่ปูนและลงเม็ดหินโมซาอิคลงไปตามภาพนั้น
คำประทับใจจากพ่อ “มีศรัทธา แล้วทุกสิ่งจึงมา”
เย็น รับประทานอาหารที่โรงแรม Royal plaza Hotel Tiberieas แบบบุฟเฟ่ต์ ก่อนพักผ่อนตามอัธยาศัย
ค่ำนี้กลับมาเร็วเป็นพิเศษเพื่อแพ็คของใส่กระเป๋าให้เรียบร้อยเตรียมย้ายโรงแรมเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็มในวันพรุ่งนี้
วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เวลา 06.00 น. ตื่นนอนเช้า เคลื่อนย้ายกระเป๋าใหญ่ไว้หน้าห้องเพื่อให้พนักงานมาย้ายลงไปไว้ที่รถ
เวลา 07.00 น. อาหารเช้า แบบบุฟเฟ่ต์ในโรงแรม Royal plaza Hotel Tiberieas
เวลา 07.50 น. เดินทางออกจากโรงแรม มุ่งตรงสู่แม่น้ำจอร์แดน แต่ไม่ใช่ในส่วนที่พระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างจากนักบุญยอห์น ส่วนที่พระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างอยู่ในเยริโค ซึ่งต้องลงทางใต้ไปอีก การเข้าไปค่อนข้างยาก ในสมัยพระเยซูเจ้าแม่น้ำจอร์แดนใหญ่กว่านี้และน้ำไหลแรงกว่านี้ มีการเปิดเขื่อนเพื่อเป็นการระบายขยะออกเป็นระยะ เพราะแม่น้ำจอร์แดนปัจจุบันนี้สกปรกมาก สัมผัสแม่น้ำที่กล่าวถึงหลายครั้งในพระคัมภีร์ภาคพระธรรมใหม่ ที่ที่พระเยซูเจ้าข้ามไปมาเป็นประจำ ระลึกถึงศีลล้างบาป โดยคุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร นำน้ำจากแม่น้ำจอร์แดนเทใส่ศีรษะของเราทีละคน เหมือนย้อนรอยพระเยซูเจ้า พร้อมกับฟื้นฟูชีวิตคริสตชนของตัวเองไปด้วยในตัว ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับแม่น้ำจอร์แดน....แม่น้ำจอร์แดนเป็นแม่น้ำที่ไหลมาจากยอดเขาเฮอร์โมน และไหลลงสู่ทะเลตาย เชื่อกันว่า ที่ที่พระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างนั้นอยู่ทางตะวันออกของเมืองเยริโค การรับพิธีล้างที่แม่น้ำจอร์แดนทำให้แม่น้ำจอร์แดนกลายเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สำหรับคริสตชนทุกคน
เวลา 09.40 น. มุ่งหน้าสู่กุมราน(Qumran) เป็นถ้ำที่พบพระคัมภีร์ และพระธรรมเก่าบางส่วน ในไหตามถ้ำต่างๆ ที่คนเลี้ยงแพะคนหนึ่งได้ออกมาตามหาแพะที่หายไป เขาได้ขว้างก้อนหินเข้าไปทางรูในถ้ำและได้ยินเสียงของแตก และพบว่าในไหนั้นมีม้วนหนังสือ 7 ม้วน เดินชมสถานที่ขุดค้นพบและถ้ำตามเขากุมราน
เวลา 10.25 น. แวะสู่ Dead sea หรือทะเลตาย ซึ่งต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 400 เมตร ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลย แต่มีแร่ธาตุอยู่มากทั้งในน้ำและดิน เป็นจุดต่ำสุดของผิวโลก และเป็นส่วนที่มีดินที่ดีที่สุดในโลกด้วย เปลี่ยนชุดเพื่อลงเล่นน้ำที่ Dead sea ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง พอกโคลนทั้งตัว และทดลองเล่นลอยตัวในน้ำกันอย่างสนุกสนานแม้อากาศจะเย็นก็ตาม คลื่นค่อนข้างแรงพอสมควร ลมแรง
เวลา 13.00 น. อาหารกลางวันเป็นอาหารพื้นเมือง หน้าร้านมีกังหัน
เวลา 14.00 น. จากนั้นเดินทางมุ่งสู่ภูเขาแห่งการประจญล่อลวง / ภูเขาแห่งการทดลอง (The Mount of Temptation) ในสมัยก่อนใช้การเดินขึ้นเขา แต่ปัจจุบันมีกระเช้าลอยฟ้าส่งขึ้นไป ที่นี่เป็นที่สำคัญที่ทุกคนต้องแวะก่อนเดินทางเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็มแต่ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวเริ่มน้อยลง ทุกคนสนุกสนานกับการขึ้นกระเช้าลอยฟ้า แม้จะมีเพื่อนในกลุ่ม 1 คน ไม่ได้ร่วมขึ้นไปด้วยเนื่องจากกลัวความสูง เมื่อเดินทางไปถึงยอดเขา เราเดินเท้าต่อขึ้นไปตามไหล่เขาที่สร้างบันไดขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงวัดของนิกายออร์โธดอกซ์ St.George ชมบรรยากาศในวัด และขอพรด้วยความสำรวม บนยอดเขาอากาศดีมาก และภายในวัดค่อนข้างมืด เหมือนอยู่ในถ้ำ เรื่องราวเกี่ยวกับภูเขาแห่งการประจญล่อลวง เชื่อกันว่า...เป็นที่ที่พระเยซูเจ้าถูกประจญล่อลวงจากซาตาน 3 ครั้ง หลังอดอาหาร 40 วัน กลับลงมาด้วยกระเช้าลอยฟ้าก่อนออกเดินทางสู่ที่ต่อไป
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่พ่อให้....คุณพ่อทัศไนย คมกฤส เล่าให้ฟังเรื่องสมัยที่กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายและชาวยิวถูกเนรเทศออกไป และมีชาวอาหรับเข้ามาอาศัย ยึดครองดินแดนอยู่แทน จนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวยิวหนีเพราะฮิตเล่อร์สั่งฆ่าชนชาวยิว ชาวยิวค่อยๆ เข้ามากว้านซื้อที่ดิน และตั้งรกรากทีละน้อย จนมีจำนวนมากขึ้นจนสามารถตั้งเป็นประเทศอิสราเอลได้ ในปี 1967 ชาวยิวยึดดินแดนแถบตะวันตกตั้งแต่ซีนายถึงอียิปต์มาได้ และได้มีการเจรจาคืนทะเลทรายซีนายให้แก่อียิปต์ และอิสราเอลได้คืน Westbank ให้แก่จอร์แดน ชาวปาเลสติเนียนพยายามเรียกร้องสิ่งต่างๆจากอิสราเอล แต่อิสราเอลไม่ยอม แต่ยอมให้ปาเลสติเนียนปกครองตนเองและมีบทบาทบ้าง
เวลา 16.15 น. ร่วมมิสซาที่วัดที่เยริโค ภาพในวัดเป็นภาพกระเบื้องสีรูปพระเยซูเจ้าเสด็จมาที่เยริโค 3 ภาพ ที่นี่พระองค์ทรงรักษาคนตาบอด ให้เรารู้จักที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเปลี่ยนแปลงชีวิตจิตใจของเรา
เวลา 16.54 น. มุ่งเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม คุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร แนะนำเพิ่มเติมกรุงเยรูซาเล็มที่ตั้งนิเวศของพระเจ้าให้เราระลึกถึงกรุงเยรูซาเล็มในฐานะเป็นที่ประทับของพระเจ้า และความช่วยเหลือของพระเจ้ามาถึงพวกเรา ในสมัยพระเยซูเจ้าไม่มีถนน ไม่มีทางผ่าน ทุกคนมากับกองคาราวาน พวกเขามีการฉลองใหญ่ๆ ได้แก่ การฉลองปัสกา เพื่อระลึกถึงพระเจ้าที่ช่วยเขาออกจากแผ่นดินอียิปต์ ฉลองด้วยการกินขนมปังไร้เชื้อและฆ่าลูกแกะปัสกาเหมือนในอดีตที่เขาเอาเลือดทาทีวงกบและทูตสวรรค์ของพระเจ้าก็เสด็จผ่านไป การฉลองปัสกาได้กำหนดให้ฉลองต่อไปจนถึงลูกหลาน และมีการฉลองวันชดเชยใช้โทษบาป ฉลองวันเปนเตกอสเพื่อระลึกถึงพระเจ้าที่ประทานพระบัญญัติแก่เขาที่ภูเขาซีนาย การฉลองซูคตหรือเทศกาลอยู่เพิง เพื่อระลึกถึงวันที่พวกเขาต้องเร่ร่อนในถิ่นทุรกันดาร และต้องอยู่เพิง ฉลองฮันนุกาหรือการฉลองฟื้นฟูถวายพระวิหาร สมัยยูดามัคคาบี
ผ่าน Check Point มุ่งสู่กรุงเยรูซาเล็ม….ชาวอิสราเอลทุกคนต้องรับใช้ชาติทั้ง ชายและหญิง ทุกคนที่เป็นทหารทั้งชายและหญิงต้องพกปืนประจำตัวทุกคน และตลอดเวลา ชาวอิสราเอลต้องเรียนภาษาฮีบรู อาหรับ อังกฤษ และภาษาที่สนใจอีก 1 ภาษา เขาเชื่อว่าหากชาวอิสราเอลต้องแตก ชาวยิวก็สามารถไปอยู่ที่ใดก็ได้
เวลา 17.50 น. Check in เข้าโรงแรม Park Hotel Jerusalem
เวลา 19.30 น. รับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรม Park Hotel Jerusalem ก่อนเดินชมบรรยากาศด้านหน้าโรงแรม
