กึ๊ดเติงหา..ส้าบ่ะเขือ.. ฝีมือแม่

 

สองสามวันที่ผ่านมาเมื่อกลับถึงบ้าน หลังจากพำนักอยู่เมืองน้ำทะเลหลายวัน สัมผัสแรกเมื่อถึงเชียงใหม่ยามค่ำ  ลมหนาวที่ปะทะผิวกาย ทำให้รู้สึกเย็นๆ ค่อนข้างหนาว  อีกความรู้สึกยะเยือกในอกเงียบๆ ไม่ใช่ความรู้สึกเหงา เอ..หรือว่าใช่  คงเพราะต้องจากเพื่อนๆที่เพิ่งรู้จักกันและร่วมกิจกรรมกันตลอด ๙ วันแบบชั่วโมงต่อชั่วโมงน่ะเอง ที่ทำให้เกิดความรู้สึกวังเวง โหวงๆ..แต่ก็อบอุ่นเมื่อเหยียบแผ่นดินเกิด

คิดถึงบ้านหลังใหญ่แห่งนี้จับจิต  เพราะไม่ได้เข้ามาเยี่ยมกรายหลายวัน  เปิดดูบ้านตัวเอง  อึมม์..คงรกรุงรังน่าดู  คลิกเข้าบ้านหลังนี้เป็นหลังแรกเพราะมีเพื่อนๆมาคุยด้วย ได้ยินเพลงประจำบ้าน ..เพลงคิดถึงคนไกล.. ของน้องอ้อม วงไม้เมือง ที่ได้รับจากน้ำใจของครูตุ๊กแก  ยิ่งรู้สึกเหงาเพิ่มมากขึ้น  ด้วยเนื้อร้องที่แสนเศร้า ช่างโหยละห้อยแท้ บรรยายถึงความเจ็บปวดของการอยู่ห่างกันของคนรัก ..กับความคิดถึงคนที่เฝ้ารอ   แต่ก็ยังดีอยู่ที่มีความหวังในการพบกันอีกในคราต่อไป ...  

  •      อกบัวตองคงบานเต็มดอย
    เมฆคงคล้อย ฟ้าคงใส
    สายลมหนาว คงพัดโบกไกว
    กึ๊ดเติงหา..คนบ้านไกล ใจลอยคอยหา 
    ป่านนี้น้องสาว เจ้าคงตั้งตา
    รอปี้ปิ๊กบ้านนาบ้านดอย 
  •       ฝากลมครวญ กระซิบคนคอย
    ว่าปี้น้อย คิดถึงคิดถึง 
    ปี้บ่ลืม ส้าบ่ะเขือ ป๋านึ่ง  
    อดใจพักนึง จะคืนบ้านนา 
  •      อยู่บ้านเฮา คงหนาวใช่ไหม
    ก่อกองไฟ หนาวก็คงซา 
    อยู่เมืองกรุง มันหนาวยิ่งกว่า
    หนาวอุราไร้คนจริงใจ
    แค่มองหน้าตา บ่เห็นข้างใน
    น้ำตาไหลใครจะมาสงสาร 
  •        จะอดจะทนก้มหน้ายะก๋าน  (ยะ , เยี๊ยะ  =  ทำ)
    พอสงกรานต์เมื่อใด
    ปี้ขอสัญญาจะหอบเอาหัวใจ
    กลับไปร้องไห้...ตี้บ้านเฮา
    กลับไปร้องไห้...ตี้บ้านเฮา

มองเห็นภาพเลยเชียวกับเนื้อเพลงท่อนนี้ .. "อยู่บ้านเฮา คงหนาวใช่ไหม ก่อกองไฟ หนาวก็คงซา อยู่เมืองกรุง มันหนาวยิ่งกว่า หนาวอุราไร้คนจริงใจ แค่มองหน้าตา บ่เห็นข้างใน น้ำตาไหลใครจะมาสงสาร.."  นี่ละมังอยู่ไหนๆก็ไม่สุขใจเท่ากับ "ปิ๊กบ้านเฮา"...   ปี้บ่ลืมส้าบ่ะเขือ  ป๋านึ่ง อดใจ๋พักหนึ่งจะคืนบ้านนา ..

ฟังเพลงนี้เมื่อไหร่ก็คิดถึงแม่   คิดถึง "ส้าบะเขือ" ฝีมือแม่

แม่จะบอกเสมอเมื่อสอนลูกให้หัดทำ  ทำจนเก่ง ทำจนเคยชิน เพราะเป็นอาหารอย่างหนึ่งที่แม่ทำขายด้วย    แม่บอกว่าส้าก็คือยำ  แต่เป็นยำของคนทางเหนือ  มีทั้งส้าผักและส้าจิ๊น (เนื้อ) ส้าผักมีประโยชน์ต่อร่างกาย มีผักตั้งหลายอย่างที่ชาวล้านนานำมาส้า ทั้งผักที่ขึ้นริมรั้วและผักที่ปลูกในสวนในไร่

..ส้าผักกาดหน้อย (ยำผักกาดต้นเล็กๆ)

..ส้ายอดบะม่วง(ยำใบมะม่วงที่เป็นยอดอ่อน)

..ส้ายอดบะขาม (ยำใบมะขามอ่อน)

..ส้าผักซะป๊ะ(ผักหลายๆอย่างรวมกัน นิยมผักที่มีรสเปรี้ยว)

..ส้าบะเขือ

ดังนั้นส้าบะเขือ..จึงไม่ใช่เอามะเขืออ่อนๆ เหมือนยอดไม้มายำ   แม่บอกจนคุ้นหูถึงเทคนิคการทำส้าบะเขือให้อร่อย  บะเขือ หรือมะเขือต้องไม่ใช้มะเขือขื่น หรือมะเขือแจ้ ต้องเป็นมะเขือเปราะ ถึงจะอร่อยสำหรับคนทั่วไป  เวลาหั่นต้องหั่นให้บางๆ หั่นแล้วให้แช่น้ำไว้  บีบ/นวดมะเขือให้นุ่มๆ  ล้างน้ำหลายๆครั้ง เพื่อให้รสชาติขื่นๆของมะเขือออก  แต่แม่ก็บอกว่าสำหรับคนหนุ่มสาวหรือคนที่ฟันฟางดีๆ ไม่มีปัญหา จะเอามะเขือแจ้มายำก็อร่อย เวลาเคี้ยวก็จะเหนียวมากกว่ามะเขือเปราะเท่านั้นเอง รสชาติก็จะคล้ายๆกัน..

เครื่องปรุงที่จะเอามาส้า ก็เป็นน้ำพริกแกงทั่วไป ใช้พริกขี้หนูแห้ง กระเทียม กะปี ปลาร้า และหอมแดง แม่บอกว่าหอมแดงหากใส่เยอะๆก็จะทำให้น้ำแกงมีรสหวานกลมกล่อมมากขึ้น  ช่วยชูรสโดยไม่ต้องใช้ผงชูรสเช่นทุกวันนี้  เครื่องปรุงรสให้อร่อยในส้าบะเขือก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละถิ่นแต่ละบ้าน จะใช้หมูสับ  เนื้อสับ ทั้งสดและย่างแล้ว(จิ้นแห้ง)ก็อร่อย   เมื่อยำคลุกเค้ากันดีแล้วก็โรยแคบหมูป้นลงไป    อูว์ลำแต๊ๆ...

เมื่อเนื้อเพลงค้างในจิตติดอยู่ในใจ  เย็นวานนี้จึงไปเก็บบะเขือแจ้ (ลูกสีเหลืองในภาพค่ะ)และไปซื้อบะเขือผ่อย(มะเขือเปราะ) มาทำกินเอง ..อิอิ..บันทึกภาพมาให้พื่อนๆดูด้วยค่ะ)

บะเขือแจ้..บะเขือผ่อย

น้ำพริกน้ำแกงเครื่องปรุงส้าบะเขือ..เจ้า

..มะเขือที่นวดแล้ว  พร้อมส้า..เจ้า

..เรียบร้อยแล้วเจ้า..

..บะเขือส้มราชินี..เป็นเครื่องเคียงในขันโตกเสมอ..เพราะอร่อย รสดี

ส้าบะเขือ..ฝีมือศน.อ้วน ลูกของแม่ก๊ากาดเจ๊าเจ้า..

..ลำแต๊ๆ..

"ขอแหมถ้วยได้ก่อ..."