..ถ้าคิดแต่สิ่งที่ดี แล้วสิ่งดีๆ จะถูกดึงดูดเข้ามาหาเราเอง (Law of Attraction )
เดือนกุมภาพันธ์ เป็นเดือนแห่งความสุขของทุกคน..โดยเฉพาะที่จังหวัดตรัง เรามีกิจกรรมมากมายที่จะต้อนรับทุกคนให้มาเยี่ยมเยือนและมาเที่ยว เริ่มจาก เทศกาลเฉลิมฉลองการแต่งงานใต้น้ำ วิวาห์ใต้สมุทร เทศกาลตรุษจีน โครงเข้าวัดพัฒนาจิตฟังธรรมเพื่อแสวงหาสิ่งดีๆ ให้กับชีวิต และกิจกรรมการอ่านหนังสือดีๆ เพื่อพัฒนาพลังใจ
ดีเจ.การอ่าน อ. วินิจฉัย พวงพุฒ์วันเสาร์แรกของเดือน (กุมภาพันธ์ 53 ) พวกเราชาว กศน. ที่ชอบอ่านหนังสือและในฐานะคนทำงานเกี่ยวกับเรื่องการอ่าน จะไปร่วมเสวนา กันที่ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต วิทยาเขตตรัง เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้คุยกันถึงเรื่องการอ่านหนังสือ ประเภทการสร้างพลังใจ วันเสาร์ที่ผ่านมาคนแน่นมากเพราะมี สมาชิกจากสตูลมาร่วมด้วย โดยมี อ.วินิจฉัย จะมาทำหน้าที่เป็น ดี เจ การอ่านหนังสือแนว กฎพลังดึงดูด มีการแนะนำหนังสือในการศึกษาค้นคว้ากฎแห่งพลังดึงดูด Law of Attraction
Law of Attraction พวกเราในวงเสวนาได้ช่วยกันสรุปว่า คือ เคล็ดลับที่จะนำไปสู่ความสุขและความสำเร็จของชีวิต โดยเชื่อว่า ..ถ้าคิดแต่สิ่งที่ดี แล้วสิ่งดีๆ จะถูกดึงดูดเข้ามาหาเราเอง
เริ่มจากหนังสือ ...THE SECRET( แปลโดย คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา ) ความลับที่จะทำให้คุณจะได้เรียนรู้วิธีการใช้ความลับในทุกแง่มุมของชีวิต ทั้งด้านการเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ ความสุขและปฏิสัมพันธ์ทุกรูปแบบของคุณในโลกนี้ คุณจะเริ่มเข้าใจพลังอำนาจภายในตัวเองที่ถูกปกปิดซ่อนเร้นมานานและสิ่งที่เปิดเผยนี้จะนำมาซึ่งความยินดีในทุกๆ ด้านชีวิตของคุณ ในหนังสือ The secret ได้บอกหลักสำคัญๆของแหล่งแรงดึงดูดสิ่งดีดี ไว้ดังนี้
1.1 การคิดเชิงบวก (positive thinking):
1.2 รู้เท่าทันความคิดของตัวเอง :
1.3 เริ่มต้นวันใหม่ด้วยสิ่งดีดี :
1.4 อย่าลังเลกับสิ่งที่จะลงมือทำ :
1.5 รู้จักพอเพียง
ถัดมาคือหนังสือพลังเนรมิต /กับมนตราสะเทือน (คุณวิศฺษฐ์ ศรีวิบูลย์ เขียน ) ที่พยายามอธิบายให้ง่ายต่อคนอ่านที่ไม่มีพื้นความรู้อย่างพวกเรา ว่ากฎแห่งการดึงดูดมีอยู่ว่า อะไรที่คุณคิดถึงอย่างจดจ่อ สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นกับคุณ” นอกจากนั้นก็มีการเสวนาแนะนำ เกี่ยวกับหนังสือของคุณหมอ ดีพัค โชปรา หลายๆเล่ม ที่แปลโดยคุณนันท์ วิทยดำรงค์ ..หนังสือเรื่องศาสตร์แห่งความมั่งคั่ง ที่แปลโดยดร. วรัญญา สะอาดเอี่ยม รีเทนนิส ผู้หญิงเก่ง ที่ได้รับรางวัลผู้หญิงคิดบวกปี 2552 และเธอยังเขียนหนังสือ ความสุขอยู่รอบตัวเรา ฯลฯ ..แต่ละอาทิตย์ทำให้พวกเราต้องซื้อหนังสือดี ๆ มาอ่านและเก็บไว้เป็นของตัวเอง
"..ดังนั้นจงอย่าคิดถึงเรื่องร้าย ๆ ความคิดทางด้านลบ ความพ่ายแพ้ ยากจน ไม่สำเร็จ ไม่ดี เป็นอันขาด จงคิดถึงสิ่งดี ๆ ความสำเร็จ เราทำได้ ร่ำรวย หล่อ ดี สวย เก่ง โชคดี.."พลังดึงดูด คือ พลังแห่งเจตนารมณ์ของบุคคล เป็นพลังที่เกิดจากความคิดและความปรารถนาอย่างมุ่งมั่นแรงกล้า ที่คิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนก่อเกิดเป็นขุมพลังเข้มข้นแล้วเกิดการสั่นสะเทือน (Vibration) ออกไปดึงดูดเหตุการณ์ ผู้คน สิ่งของ หรือปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของเรื่องราวที่จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ตามที่เจ้าของเจตนารมณ์ ต้องการ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในรูปแบบของความบังเอิญ ความโชคดี ความสะดวก โอกาส ข้อมูล คำแนะนำ สัญชาตญาณ ลางสังหรณ์หรืออื่น ๆ ที่ไม่จำกัดรูปแบบ นอกจากนั้นก็ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ถูกยกตัวอย่างในการนำมาพูดคุย สิ่งเหล่านี้จะมีจริงหรือไม่ ทุกคนก็ต้องพิสูจน์ลงมือทำเอง ประสบการณ์ของผู้อื่นเป็นเพียงข้อคิดที่นำมายกตัวอย่างประกอบ...

ขอให้ทุกท่านจงได้รับแต่สิ่งดีๆในเดือนแห่งความรักและตลอดไปด้วยค่ะ/เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ..จากทีมงานขับเคลื่อนนโยบายการอ่าน.. กศน. ตรัง
อ่านแล้วรู้สึกผ่อนคลายมากเลยค่ะ....เพราะในเวลานี้กำลังสับสนกับชีวิต
เป็นกำลังใจที่ดีค่ะ ..............แค่เขียนก็สร้างค่าของคนได้
เรียน คุณ ยุ
พวกเราชาวตรังก็เป็นแค่ นักอ่าน ที่กำลังพัฒนา ขอบคุณในการเขียนมาให้กำลังใจ ถ้าอยากมีกำลังใจดีอยากแนะนำให้คลิกไปอ่านที่และขออนุญาตนำข้อความบางตอน มาให้อ่าน
“ความคิดแง่บวก” นับเป็นพลังสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ ที่มอบสิ่งดีๆ ให้กับชีวิตได้อย่างแท้จริง หญิงสาวคนหนึ่งได้รับบทพิสูจน์นี้อย่างชัดแจ้งด้วยตัวเอง เธอเคยเป็นคนขี้อายมาก ไม่กล้าสู้คน พูดภาษาอังกฤษได้แค่ ‘Thank You’ เคยหย่าร้าง และเคยพยายามฆ่าตัวตาย แต่วันนี้เธอเป็นเจ้าของธุรกิจระหว่างประเทศ ดูแลโครงการมูลค่านับหมื่นล้านบาท ยิ้มได้กับตัวเองทุกวัน และกำลังจะแต่งงานใหม่กับสามีคนเดิม!!
ดร.วรัญญา สะอาดเอี่ยม ริเท็นนิส ประธานบริษัท Ventures International Group Pty Ltd. หัวหน้าผู้แปลหนังสือ “ศาสตร์แห่งความมั่งคั่งร่ำรวย” หญิงสาวที่ “สุริวิภา” ค้นพบว่าเธอคือ แบบอย่างของผู้หญิง คิดบวกตัวจริง เล่าถึงเรื่องราวส่วนตัวของเธอก่อนก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรข้ามชาติว่า “ตอนนี้ถือว่าตัวเองมีความสุขมากถึง 111.11 % มากเกินร้อย เพราะเราสุขมากขึ้นกว่าเดิม ทุกคนที่แวดล้อมต่างสร้างพลัง สร้างความสุขให้กับเรา จากเมื่อก่อนเป็นเด็กขี้อายมาก ไม่มั่นใจในตัวเองเลย ไม่กล้ามองหน้าหรือสบตาใคร เพื่อนๆแกล้งไม่คุยกับเราไม่ให้นั่งด้วย คิดเองว่าตัวเองไม่สวยและดำ เพื่อนแกล้งเอาหมากฝรั่งมาติดเก้าอี้ แต่ไม่กล้าบอกครู คิดว่าเรียนไม่เก่ง มีนักเรียน 44 คนได้ที่ 43 แต่ที่จบถึงด็อกเตอร์ได้เพราะเรามุ่งมั่นวิริยะใฝ่เรียนมากๆ ตั้งความฝันอยากเรียนเมืองนอก เลยมีความพยายามมากกว่าคนอื่นหลายเท่า เริ่มจากไปออสเตรเลีย ทุกคนช่วยกันส่งจนหมดเงินส่ง เราต้องทำงานไปด้วย 2 ปีถึงได้เข้าเรียนปริญญาโท เคยคิดท้อแต่ไม่กลับ เพราะเราไปไม่ใช่เพื่อเอาความ ล้มเหลวกลับมา อดทนพยายามจนได้ด็อกเตอร์ ตอนที่เรียนปีสุดท้ายเราก็แต่งงานกับสามี แต่แต่งไม่ถึง 6 สัปดาห์ สามีถูกฟ้องล้มละลาย เราก็ต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย กลายเป็นหัวหน้าครอบครัว ตอนนั้นเหนื่อยมาก ท้อและเครียดมาก เพราะเราอยากได้อยากมี อยากให้ตัวเองเป็นที่พึ่งของพ่อแม่ อยากเป็นแบบอย่างของน้อง แต่เราทำไม่ได้ดั่งใจ เลยตัดสินใจหนีปัญหาด้วยการทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมที่สุด คือ ทานน้ำยาล้างห้องน้ำ โชคดีที่หมอช่วยได้ทัน
หลังจากที่เราหย่าร้างกันไป ดิฉันทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าคนๆหนึ่งจะให้อภัยได้ง่ายๆ ไปมีความสัมพันธ์กับผู้ชายคนใหม่ แต่โทรหาเขาเล่าให้เขาฟังทุกวัน เขาก็ยังแสดงน้ำใจให้อภัยแก่เรา เพราะเขาไปเจอหนังสือเล่มหนึ่ง หลังจากอ่านแล้วเขาบอกว่าเขาจะเป็นในจุดที่ดีกว่าเดิม ดีกว่าก่อนแต่งงาน และจะหาได้มากกว่าเดิม แบ่งปันมากกว่าเดิม ทั้งๆที่ตอนหย่ากันเขาตกมากกว่าเรา แต่เขาเปลี่ยนวิธีคิดได้ เลยอยากให้เราอ่านด้วย นั่นคือ The Science of Getting Rich ซึ่งเขียนไว้เป็นร้อยปีแล้วจึงอ่านเข้าใจยากมาก แต่หลังอ่านไป 3-4 บทวางไม่ลงเลยค่ะ เป็นเรื่องของพลังแห่งการคิดบวก พลังแห่งความรัก การดูแลตัวเอง ตรรกะแห่งความสุข การอยากได้อยากมีอยากเป็นบนพื้นฐานของคุณธรรมความดี ความคิดดีที่จะก้าวไปข้างหน้า และปีที่แล้วเขาก็ให้มาอีกเล่มคือ The Secret ซึ่งทั้งสองเล่มก็เปลี่ยนชีวิตเราได้เลย ความคิดเปลี่ยน เป็นคนคิดบวก มีความสุขมากขึ้น ร่าเริง แจ่มใส สนุกสนาน มีจุดยืน กล้าที่จะเปลี่ยนตัวเอง บางคนอาจบอกว่าไม้แก่ดัดยาก แต่ถ้ามีพลังดีๆอยู่ในมือคุณเองแล้ว คุณจะไม่กล้าเปลี่ยนแปลงเลยหรือ ตอนนี้กำลังจะจัดงานแต่งอีกครั้งกับโอลาฟสามีคนเดิมค่ะ”
พลังความคิดบวก ที่ส่งผลดียิ่งต่อชีวิต ดร.วรัญญา นั้น ทำให้เธอรู้สึกอยากแบ่งปันให้คนอื่นได้รับรู้ด้วย “ดิฉันกับทีมงานช่วยกันแปล The Science of Getting Rich ให้ เป็น “ศาสตร์แห่งความมั่งคั่งร่ำรวย” เพราะหลังจากที่สามีล้มละลายแยกทางกัน ชีวิตมีขึ้นมีลงตลอด จนเราได้ประสบการณ์ตรงว่า ความสุข ความร่ำรวย ความอยากมี อยากได้ มันไม่มีผลอะไรเลย ถ้าไม่มีความสุข ไม่มีศีลธรรม จริยธรรม จุดหลักของหนังสือ คือคุณธรรม คุณต้องเป็นคนดีที่ร่ำรวย ที่อยากแปลมากๆเพราะต้องการให้สังคมไทยไม่ใช่เห็นคนดีแค่ที่เงินอย่างเดียว ต้องมีดีที่อยากแบ่งปัน สำคัญมากคือคนดีที่มีศีลธรรม และหนังสือเล่มนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนแต่ละคนต้องการที่พึ่ง แต่ที่พึ่งที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดคือตัวเอง ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน แล้วเราก็จะเผื่อแผ่เป็นที่พึ่งให้คนอื่นได้
การจะอยู่อย่างไรให้มีความสุขในสังคมปัจจุบันนี้ เราต้องหาปมด้อยของตัวเองก่อน แล้วยอมรับตัวเองในจุดนั้นให้ได้ก่อน จากนั้นต้องยอมรับผู้อื่นให้ได้ การยอมรับตัวเองและยอมรับผู้อื่น เป็นจุดๆหนึ่งที่จะทำให้เรามีความสุข ถ้าคุณไม่ยอมรับผู้อื่น คุณก็จะทุกข์กับเขาตลอดเวลา ทุกคนต้องขจัดสิ่งที่เราไม่พอใจให้อยู่กับเราน้อยที่สุด เพราะมันจะกระทบคุณ แต่เมื่อคุณยอมรับได้เราก็จะอยู่กับตัวเองอย่างสบายใจและสุขใจ
คนเราต้องสร้างพลังแห่งความสุขให้กับตัวเอง ทุกวันนี้...ทุกครั้งที่เห็นแหวนที่สามีให้ ไม่ว่าจะกำลังทำอะไรอยู่ กำลังขีดๆ เขียนๆ อยู่ดีๆ เห็นแหวน ก็จะต้องยิ้มกับตัวเอง คนอื่นเขาอาจคิดว่าเราโรคจิต แต่เหมือนเป็นกำลังใจให้กับตัวเอง สังเกตดูอย่างบางทีเราคุยโทรศัพท์เหนื่อยๆอยู่ ลองยิ้มดูซิคะ บังคับตัวเองให้ยิ้ม แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนกับดีขึ้น ในที่สุดเราจะรู้สึกดีขึ้นจริงๆ เราอย่าไปจมปรักอยู่กับสิ่งขุ่นมัว จิตจะยิ่งตกเข้าไปใหญ่ บางครั้งเพียงเราเปลี่ยนมุมมอง เป็นอะไรก็ได้ที่ Positive เป็นบวก ฝึกยิ้มให้มัน ให้กลายเป็นความเคยชินติดตัวไป แล้วเราจะได้รับความสุขจากมัน”
น้องสุรีย์ทีรัก
ดีใจจังเลย ที่ได้อ่านบทความต่างๆ ของน้อง อ่านแล้วมีความสุขมาก
ขอให้มีความ สุขกาย สุขใจ ด้วยนะคะ
บทสัมภาษณ์จาก ดร. วรัญญญา (สยามรัฐออนไลน์ ป
ดร.วรัญญา สะอาดเอี่ยม ผู้หญิงคิดบวก 2552"กล่าวว่า"ชีวิตไม่ได้มีสีเดียว ‘ชีวิตจริง’ มีหลายบทเรียน หลายสีสัน เวลาที่คนเรามีความทุกข์ ไม่ได้ดั่งใจ ไม่สบายใจ เหนื่อยเหลือเกินแล้ว ดิฉันเข้าใจมากๆๆว่ามันสุดทนแต่ความจริงของชีวิตคือ ยิ่งเราคิดว่ามันสุดทน ไม่ไหวแล้ว ทำไม ทำไม ต้องเป็นเรา แทนที่ความรู้สึกจะดีขึ้น กลับกลายเป็นจมดิ่งลงไปทีละนิด มากกว่าเดิม เหมือนเราไปบิ๊วอารมณ์ให้ใจเราช้ำ เขียวปี๋ไปหมด เจ็บหนักกว่าเดิม แข้มแข็งซิคะ ยิ้ม ยิ้มสมมุตินะ มันมีสองฝั่ง ฝั่งยอดเขา กับ เหวลึก แน่นอน เวลาเราเหนื่อย เปรียบกับอยู่ในเหวลึก มันอึดอัด ไม่สะดวกท้อ เหนื่อย และ เจ็บปวด ไม่ได้ดั่งใจ ไม่เหมือนอยู่บนยอดเขา เราอยู่สูงเห็นวิวสวย อากาศดี โล่ง เรามีความหวัง ร่าเริง แต่ชีวิตจริง มันมีทั้งอยู่ในเหว บนยอดเขา หรือเดินดินธรรมดาสลับกันไป มันอยู่ที่เราหาจุดมอง จุดที่เรามอง แล้วทำให้เรารู้สึกดีดี ไม่ว่าเราจะอยู่ในหุบเขา หรือ เหวลึก แท้จริงแล้ว เราอยู่ให้มีความสุขได้ ในโลกของเรา …. เพียงเข้าใจ ยอมรับ และรู้ว่าแล้วมันก็จะผ่านไป และทุกอย่างต้องดีกว่าเดิม เราต้องเชื่อมั่น และศรัทธาในเส้นลากต่อของชีวิตค่ะ หากขาดกำลังใจ ขาดศรัทธาในการดำรงชีวิต ชีวิตจะยากกกกขึ้น เหนื่อยขึ้น แต่หากเราเข้าใจ ยอมรับและมีศรัทธาในย่างก้าวของชีวิต เราจะมีพลังจากภายใน แล้วเรารู้ว่า ตอนนี้เหนื่อยอยู่แล้วมันก็จะผ่านไป แล้วมันอาจกลับมาเหนื่อยใหม่อีก แต่ก็จะผ่านไปได้อีก เป็นอย่างนี้จริงๆๆคะ ความคิดนี่แหละ คิดให้ดีมากขึ้น คิดให้สบายใจ สบายตัวมากขึ้นได้ทั้งนั้น ในสถานการณ์ย่ำแย่ สถานการณ์เดียวกัน คิดให้ทำลาย ให้แย่ลง คิดสงสารตัวเอง คิดลบ คิดไม่ให้ประโยชน์ หรือเพียงคิดหนีปัญหาไปครั้งคราวก็ได้อีก เราเลือกคิดอะไรก็ได้ ที่ทำร้ายใจเราน้อยที่สุดนะคะ หายใจลึกๆๆ ถอยออกมาก้าวนึง หลายก้าวก็ได้…… เราต้อง้ชื่อมั่นในตัวเรา เราต้องรัก ตัวเรามากๆๆนะคะ รักตัวเอง เห็นคุณค่าตัวเอง ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่เป็นเกราะป้องกันภัยให้ตัวเองมีความสุข เวลาที่ทุกข์เข้ามาเคาะประตู เรารู้ว่า ฉันรับมือได้ มองเข้ามาที่ใจตัวเอง ยิ้มกับตัวเองให้ได้ที่หัวใจจริงๆๆ รักตัวเองเยอะๆ ให้กำลังใจ ปลอบใจตัวเองให้ได้ ไม่ว่าใครจะทำร้ายเรา งานเหนื่อยหนักแค่ไหน หรือรบเร้ากวนใจเราแค่ไหน มองเข้ามาในใจเรา บอกตัวเองว่า เราสามารถจัดการกับมันได้ เราทำได้ เราทำมาแล้วต้องหลายครั้งแล้วนี่นา ครั้งนี้ไม่ว่าจะหนักกว่า หรือน้อยกว่า เช่นไร เราต้องรู้ว่าเราจัดการได้ เรารับมือได้ หายใจลึกๆๆ หายใจเข้าเอาพลังใจ ความรักตัวเอง คิดดี ดี สูดเข้าไปให้เต็มปอด หายใจออก เอาความเหนื่อยล้า ท้อแท้ ทั้งส่วนตัว การงาน ความผิดหวัง ไม่ได้ดั่งใจ เอามันออกให้หมด เวลานั่งทำงาน หามุมสงบในหัวใจตัวเองให้ได้ อยู่กับมัน อย่างผ่อนคลาย สบายๆๆๆ ใครๆก็เข้ามาในโหมดแห่งความคิดของเราไม่ได้นะคะ เราเท่านั้นที่สามารถคิดอะไรก็ได้ ย้ำค่ะ ดังนั้น คิดอะไรก็ได้ที่ทำร้ายใจเราให้น้อยที่สุด ไม่ได้ให้เกลียดกลัวความผิดหวัง ไม่ได้ให้รักแต่ความสุขสบาย แต่ขอเพียงแค่ให้เข้าใจ ชีวิต ดั่งที่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆๆ เวลาเรารู้จักใครที่เขาเพอร์เฟ็กซ์ซะเหลือเกิน ท้ายสุดเราจะเห็นว่า ความสมบูรณ์แบบเหล่านั้น มันคือความเหนื่อยยากเสียจริงๆๆ ไม่ได้เป็นธรรมชาติเสียเลย เวลาเรารู้จักใครที่ชีวิตมีทั้งดี เลว ขั้น ลง วันนึงในอนาคต เราจะเห็นความเติบโต และความสว่างไสวในประสบการณ์ของคนๆๆนั้น ลองมาเป็นคนนั้นดีกว่าค่ะ คนที่กระโดดโลด เต้นกับชีวิต สูงบ้าง ต่ำบ้าง เพราะพอเวลาผ่านไป เราจะรู้ว่า เราทำได้ แล้วทำดีดีเสียด้วย ด้วยตัวเราเอง เพราะชีวิตจริง ทุกข์บ้าง เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง จะเป็นไรไป เราจะรู้ว่า เรามาถึงวันนี้ได้ เรารับมือกับทุกๆๆอย่างได้ รับผิดชอบได้ ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปกดดันมัน ไม่ต้องไปหนีมัน แค่ถอยออกมาก้าวนึง แล้วบอกว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราแน่ใจว่า เรารับมือได้ มันเป็นอย่างนี้จริงๆๆนะคะ ขอส่งพลังงานแห่งความรักและความปรารถดีให้ทุกคน นะคะ
ข้อคิดดีๆ จากดร.วรัญญา สะอาดเอี่ยม
วรัญญา สะอาดเอี่ยม ริเท็นนิส หรือ ดร.หนึ่ง ถือสองสัญชาติ ทั้งไทยและออสเตรเลียน จบการศึกษาปริญญาเอก ด้านการสื่อสารมวลชน สาขาวางแผนการประชาสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จาก RMIT University นครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
ชีวิตเธอหมดไปกับการเดินทางระหว่างเมืองระหว่างประเทศ ในฐานะผู้ประสานงานและดูแลลูกค้าของบริษัท Ventures International Group ซึ่งปัจจุบันรั้งตำแหน่งรองประธานกรรมการ แผนกประสานงานธุรกิจระหว่างประเทศ รวมทั้งยังเป็นที่ปรึกษาและประสานงานด้านสื่อต่างๆ ให้กับหลายๆ หน่วยงานรัฐบาลออสเตรเลีย
มีงานประจำทำเป็นหลักแหล่ง แต่ด้วยความไม่หยุดนิ่งและชอบขีดๆ เขียนๆ เธอจึงเจียดเวลาบางส่วนมาจับปากกา โดยเริ่มจากงานแปลก่อน The Science of Getting Rich (ศาสตร์แห่งความมั่งคั่งร่ำรวย) คือผลงานเล่มแรก ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด ต่อด้วยเล่มที่ 2 Happiness is all Around หรือเมื่อความสุขอยู่รอบตัวเรา (จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊คส์) เธอภูมิใจนำเสนอยิ่งนัก เพราะเป็นการลงมือเขียนเอง สำนวน ลีลา และการเล่าเรื่องคงสไตล์ของตัวเธอ
“ดิฉันอยากเป็น Messenger หรือผู้ส่งสารมากกว่า ซึ่งอาจจะผ่านวิธีแตกต่างกัน ไม่จำเป็นว่าต้องใช้การเขียนเพียงอย่างเดียว อาจจะสื่อสารทางภาษาพูดก็ได้ แต่ตอนนี้การเขียน เป็นทั้งเรื่องที่ใช่และใกล้เคียงที่สุดแล้วละค่ะ”
จุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือเล่มนี้ เธอว่าได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทาง มีโอกาสได้พบปะผู้คน เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้น ทั้งจากหน้าที่การงาน คนรอบข้าง แม้กระทั่งในคุก
“ตอนไปเป็นวิทยากรปลุกใจให้นักโทษรักตัวเอง ได้รับข้อมูลหลากหลาย ทำให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน พูดภาษาอะไร ยากจนร่ำรวยเพียงใด ทุกคนค้นหาจุดหมายเดียวกัน นั่นคือ ความสุข แล้วมันก็ตกผลึก จากประสบการณ์ตรงของดิฉันเอง การทำถูกทำผิด สลับไปมายาวนาน ผ่านร้อนผ่านหนาว จนสะสม เป็นการตระหนักรู้พื้นฐานถึงความเข้าใจในชีวิต พบว่าแท้จริงใจมีอิสระได้โดยไม่ต้องผูกไว้กับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า เพียงฝึกกตัญญูกับทุกบทเรียน และสิ่งที่เรามีง่ายๆ รอบตัว”
กระทั่งบุคคลสำคัญที่เคยกล่าวคำคมๆ ไว้ และเธอก็นำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้ เช่นว่า อับราฮัม ลินคอล์น “คนส่วนใหญ่มีความสุขได้เท่ากับที่พวกเขาตัดสินใจให้ตัวเองมีความสุข” ชาร์ลส เดอ มองเตสกิเออ (นักปรัชญา นักอักษรศาสตร์ และนักกฎหมายชาวฝรั่งเศส) “ความสุขจอมปลอม ทำให้คนเครียดและหยิ่ง และความสุขนั้นไม่สื่อสารถึงใคร ความสุขที่แท้จริง ทำให้คนมีเมตตาและมีเหตุผล และความสุขนั้นมักจะแบ่งปันให้คนอื่น”
Happiness is all Around ร้อยเรียงด้วยภาษาที่เรียบๆ ไม่หวือหวาเท่าไหร่ แต่กลับสื่อความหมายได้ตรงประเด็น สละสลวยงดงาม เห็นภาพระหว่างสิ่งที่ผู้เขียนยกมาอ้างอิง ทั้งนามธรรมและรูปธรรม โดยมีกรณีศึกษาเป็นบทสัมภาษณ์ของผู้คนหลากหลายอาชีพ เพื่อช่วยตอกย้ำว่าความสุขคือสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา (จริงๆ) ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินกว่าจะฉวยไว้ หรือแสวงหาด้วยวิธีจ่ายเงินแพงๆ สักนิดเดียว
ความหนา 290 หน้า ทำเอาหลายคนเริ่มขยาดกลัว ยิ่งเนื้อหาพูดเรื่องจิตใจเป็นแกนหลักด้วยแล้ว ความเหนื่อยหน่ายก็อาจก่อเกิดขึ้นได้ แต่เพราะผู้เขียนพยายามย่อยให้มันเสพง่ายและแจ่มแจ้งในบางแง่มุม ชวนติดตามตลอด ไม่ถึงชั่วโมงจึงจบเล่มรวดเดียวสบายๆ
“รูปธรรมกับนามธรรมนั้นเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงและสนับสนุนกัน เราต้องถามคำถามด้วยหัวใจ เพื่อให้เจ้าของเรื่องเล่าด้วยหัวใจ ใช้ใจคุยกับเจ้าของเรื่อง ละเอียดกับทุกอย่าง เมื่อคลื่นบวกจูนตรงกัน ก็นับเป็นการสร้างองค์รวมความรู้ เจ้าของเรื่องก็จะเล่ารายละเอียดอย่างเป็นธรรมชาติ เราก็ใช้คำพูดจริงๆ จากเจ้าของเรื่อง เมื่อนำมาเขียน คนเขียนก็เอาใจเขียน เรื่องยากก็กลายเป็นง่ายขึ้นคะ ฉะนั้นการย่อยความสุขและเรื่องของจิตใจให้เป็นเรื่องอ่านง่ายๆ มันเริ่มมาจากความสามารถที่รู้สึกร่วมไปกับเจ้าของเรื่องได้อย่างลึกซึ้งนั่นละ”
ผ่านงานเขียนมาไม่มาก ประสบการณ์ยังไม่เยอะ แน่นอน...วรัญญาย่อมเจอเรื่องให้ท้าทาย เธอยอมรับงานเขียนชิ้นนี้ใช้ความตั้งใจจริงจากสมองและสองมืออย่างเดียวไม่ได้ แต่มันคือความรัก โดยเธอต้องโฟกัสความคิดไว้ที่ขั้วบวกเสมอ เพื่อที่จะเพิ่มความสร้างสรรค์ในการทำโครงร่างและกำหนดเนื้อหาของหนังสือ
“ทุกตัวอักษร ไม่ได้นั่งเทียนเขียนเพื่อมาร์เกตติง เพื่อสักแต่จะนำออกไปขาย ต้องเสาะหาเจ้าของเรื่อง เดินทางไปพบเจ้าของเนื้อเรื่อง ทำความคุ้นเคย เก็บข้อมูลการสนทนาของเจ้าของเรื่องทุกคนในเล่ม มีการบันทึกเทปวิดีโอ หรืออัดเสียงไว้ทั้งหมด โดยดิฉันเป็นผู้สัมภาษณ์ หรือผู้ถาม ต้องเตรียมพลังงานจูนให้เข้ากับเรื่อง”
ไม่หมดแค่นั้น ความท้าทายที่เธอเจออีกอย่างคือ ต้องพร้อมถอดรหัสเรื่องราวธรรมดาที่ทรงพลังของแต่ละชีวิต นำเสนอออกมาให้ตรงกับพลังแห่งคำพูดของเจ้าของเรื่อง และด้วยเป็นการสัมภาษณ์สด การรับฟัง ตีความหมาย จึงต้องมีใจเป็นกลาง ต้องทำงานด้วยจิตว่าง คิดบวกบนพื้นฐานของปัญญา ไม่เข้าข้าง ไม่ตัดสิน
“ก่อนที่เขียนจะสรุปออกมาเป็นตัวอักษร ดิฉันต้องไม่ถือตนว่าเป็นผู้เขียน เป็นทีมงาน เป็นผู้เชี่ยวชาญทางความสุข คือต้องเตรียมพร้อม ตั้งใจจริง รับฟังข้อมูล โดยไม่นำประสบการณ์ส่วนตัว ความคิดเห็นของตัวเอง ไปปะปนเรื่องราวของเจ้าของเรื่อง รวมทั้งต้องเคารพเจ้าของเรื่อง ไม่ขัดจังหวะ หรือซุ่มซ่ามไปแตะจุดปิดอารมณ์ของเจ้าของเรื่อง เพราะทุกคนเล่าโดยธรรมชาติ ชีวิตและความสุขของเขา ไม่มีสคริปต์”
ทุกแห่งหนมีความสุขซ่อนอยู่ ทุกคนก็สามารถสัมผัสความสุขได้ งานเขียนเล่มนี้บอกอย่างนั้น และตัวผู้เขียนเองก็ยืนกรานเช่นนั้น นิยามความสุขของคนเราอาจแตกต่างกัน สำคัญคือว่าต้องเป็นความสุขที่ส่งผลต่อใจด้วย
“วันนี้ยังมีลมหายใจ คือความหวัง นี่คือนิยามความสุขของดิฉัน ไม่จำต้องขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ ทำใจให้เปี่ยมรัก มีเมตตากรุณา เป็นพลังแห่งนิสัยให้เคยชิน ดิฉันสามารถสร้างความสุข และเห็นความสุขได้เกือบตลอดเวลา พูดไปก็เหมือนกับชื่นชมตัวเอง แต่ต้องพูด เพราะเป็นความจริง ดิฉันฝึกและสร้างให้ตัวเองเป็นคนแบบเรียบๆ ง่ายๆ ธรรมชาติ และธรรมดา ยอมรับและเข้าใจสิ่งรอบตัว เข้าใจในความไม่เฟอร์เฟกต์ และความไม่เฟอร์เฟกต์นี่แหละ คือนิยามความสุขที่กลมกลืนและเฟอร์เฟกต์ที่สุดของดิฉัน อย่างการเขียนหนังสือเล่มนี้มีทุกข้อจำกัด แต่ดิฉันคิดว่านั่นคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ และเป็นสิ่งที่เรากตัญญูกับบทเรียน ตั้งใจใช้ความแตกต่างเป็นองค์ความรู้ เพื่อเป็นแสงสว่างในการทำงานชิ้นต่อไป”
ที่มา : http://www.posttoday.com/lifestyle.php?id=85304
หนังสือช่วยชีวิต... ดร.วรัญญา สพอาดเอี่ยม ริเท็นนิส
โดย มติชน วัน จันทร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2551 00:05 น.
ใครจะคิดว่าด๊อกเตอร์อย่างดร.วรัญญา สพอาดเอี่ยม ริเท็นนิส รองประธานกรรมการแผนกประสานงานพัฒนาธุรกิจ ระหว่างประเทศ Ventures International Group ( Australia/Singapore) จะเคยคิดฆ่าตัวตาย!!!
เป็นเรื่องจริงเจ้าตัวเปิดใจว่า ครั้งหนึ่งชีวิตล้มเหลว สิ้นหวัง สิ่งที่คิดได้ตอนนี้คืออยากตาย
ตอนนั้นชีวิตมันพังทุกอย่าง ทั้งสถานภาพทางการเงิน สังคม ความรัก สิ่งที่เป็นทางออกคือความตาย ซึ่งเมื่อมาถึงวันนี้เมื่อมีโอกาสได้ทบทวนตัวเองกลับรู้สึกว่าความคิดตอนนั้นมันโง่มาก
แต่นับว่ายังโชคดีเพราะครั้งนั้นเธอได้กำลังใจจากคนรอบข้าง ที่สำคัญ หนังสือเป็นผู้ทำให้เธอหลุดพ้นออกมาจากความตาย ซึ่งหนังสือที่ว่านี้ชื่อ The Science of Getting Rich โดย Wallace D. Wattles หนังสือเล่มนี้ให้แนวคิดทั้งเรื่องกตัญญูรู้คุณ ให้รู้จักมองโลกในเชิงบวก ให้วิธีคิดจากแง่มุมที่ไม่มีใครนึกถึงเพื่อความมั่งคั่งอย่างมีความสุข โดยอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมฯลฯ
มาถึงวันนี้เมื่อลุกยืนขึ้นได้แล้ว เธอจึงอาสาแปลหนังสือเล่มดังกล่าวขึ้นมา โดยให้ชื่อว่า ศาสตร์แห่งความมั่งคั่งร่ำรวย แนวทางที่ตายตัว พลิกชีวิตคุณได้จริงหรือ...?
ดิฉันเชื่อว่ายุคนี้หลายคนกำลังตกอยู่ในวังวนแห่งความสิ้นหวังเยอะ ซึ่งทางออกมันมีหลายทาง แต่ทางหนึ่งที่เคยทำให้เราผ่านมาได้คือหนังสือ ก็เลยตั้งใจว่าอยากจะแปลหนังสือเล่มนี้ให้ทุกๆคนได้อ่าน โดยได้ร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน คือ พิรัฐา บุญส่งและพัชรี สุภารัตน์ ช่วยกันแปลและทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา
ศาสตร์แห่งความร่ำรวย” หรือ The Science of Getting Rich เขียนจากนักเขียนผู้พลิกชีวิตคนในทุกยุคทุกสมัยมา คุณ วอลเลส ดี วัทเทิล ผู้เป็นต้นแบบแตกขยายหนังสือแนว How to และ Self - Development ที่ร่วมถ่ายทอด ปรับเอาแนวคิดอมตะที่ไม่มีวันตายและเป็นจริงเสมอไปนี้มาใช้ ไม่ว่าจะเป็น นโปเลียน ฮิลล์, โรเบิร์ต สชูลเลอร์, แอนโทนี่ รอบบิน ,บ็อบ พร็อคเตอร์และ รอนดาร์ เบริ์น เป็นต้น
การสร้างความภาคภูมิใจให้ตนเอง
.1.หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
2.อย่ามองตัวเองให้ต่ำ (อย่าจมปลักกับความผิดพลาดเดิมๆที่เคยทำ)
3.ตอกย้ำสิ่งดีๆให้กับตัวเองเป็นการ programme จิตใจ
4.ยอมรับคำชม อย่างภูมิใจ 5.เติมอาหารสมองให้กับตัวเองด้วย เข้าพวกสัมมนา อ่านหนังสือ
6.คบกับคนที่ prositive (ต้อง constructive ด้วย)
7.รับรู้คุณสมบัติ บวกในตัวเองซะบ้าง
8.ทำอะไรดีๆเพื่อคนอื่นซะบ้าง
9.ทำอะไรที่คุณรักและมีความสุขกับมัน
เดือนแห่งความรักนี้อยากให้เพื่อนๆมีความสุขกันที่ (อลิลา ชะอำ) รับฟรี!! บัตรกำนัลห้องพัก พร้อมอาหารเช้า สำหรับ 2 ท่าน ที่ Alila Chaam Hotel มูลค่า 8,290 บาท 2 รางวัล รวม 16,580 บาท อ่านรายละเอียดที่ http://www.edtguide.com/activity/giveaway/giveaway_question.php?id=134