คู่มือหยุดทุกข์ พระยุทธนา เตชปัญโญ @ ความสุขไม่ได้มีอยู่จริง @ ทุกชีวิตต้องเหนื่อยยากลำบากทั้งทางกายและใจ เพื่อแสวงหาลาภยศ ศักดิ์ศรี หน้าตา ชื่อเสียง สรรเสริญ เงินทอง ทรัพย์สมบัติ ครอบครัวและกามารมณ์ โดยคิดว่านี้คือความสุขที่สุดของชีวิตมนุษย์ แต่ความเป็นจริงของชีวิต ร่างกาย จิตใจเรานี้ จะต้องดิ้นรนแสวงหาทุกสิ่ง ทุกอย่างมาเพื่อระงับความทุกข์ที่มีอยู่ไม่ให้เกิดขึ้น เช่น ร่างกายต้องหิวอาหาร ต้องกินทุกวัน ความหิวจึงเป็นทุกข์ เมื่อหาอาหารมากินจนอิ่ม เท่ากับว่าได้บำบัด ระงับความทุกข์นั้นเอง แต่คนเรามองไม่ออก จึงไปคิดว่ากินเพื่อความสุข แต่ที่จริง ความสุขของการกิน มันอร่อยอยู่ที่ลิ้นแป๊บเดียว พอผ่านลิ้นไปแล้วความสุขหรือ ความอร่อยก็หมดไป ทุกสิ่งที่หามาเพื่อตอบสนองใจเรา มันเหมือนกับการกิรอาหารนั่นแหละชีวิต จึงมีแต่ความทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ดำรงอยู่และก็ดับไป ที่เรารู้สึกว่ามีความสุขก็ เพราะทุกข์มันเบาตัวลง มันได้บำบัดลงไปชั่วขณะหนึ่ง จึงรู้สึกสบายขึ้น จึงหลงไป ว่าเรามีความสุข ความสุขก็คือความสุขขณะหนึ่งๆ ที่ความทุกข์มันลดระดับลง จึงรู้สึกสบายขึ้น พอสักพักเมื่อความทุกข์มันก่อตัวเพิ่มมากขึ้น เราก็จะทนต่อสภาพนั้นไม่ไหว ต้องวิ่งหาวัตถุสิ่งของมาบำบัดอีก ผู้มีปัญญาจึงมองเห็นทั้งสุขและทุกข์ว่ามันไม่น่า ยินดีที่เราจะเข้าไปติดใจ เพราะเป็นเพียงความรู้สึกที่คิดปรุงแต่งไปตามความต้อง การของเราเอง ไม่มีอยู่จริงๆ อย่าไปติดใจในรสชาติของมันเลย จะนำมาซึ่งความ ทุกข์เดือดร้อน เหน็ดเหนื่อยที่ต้องดิ้นรนแสวงหา มาตอบสนองความอยากไม่สิ้นสุด แต่เราต้องแสวงหามาเท่าที่ความจำเป็นในการกิน อยู่ ใช้ แล้วรู้จักพอดี พอใจใน สิ่งที่เรามี ********************** @ หยุดหาเหยื่อ @ ความสุขเย็นที่เกิดจากใจที่สงบนั้น มีแต่ความบริสุทธิ์ใสสะอาด มีความเต็มเปี่ยมอย่างพร้อมสรรพในทุกด้าน ผิดจากความสุขที่เกิดจากการดิ้นรน แสวงหา ซึ่งแฝงไว้ด้วยความเร่าร้อน เคร่งเครียด หงุดหงิดฯลฯ และวิ่งมาสนองตอบเท่าใดก็ไม่พอ ยังขาดพร่อง เทถมใส่ไปเท่าใด เหมือนว่าขาด หายไปเท่านั้น คงพอมองเห็นแล้วว่า......ชีวิตนี้เราต้องการอะไร....ต้องการหาความสุขแบบไหน กัน..... แบบหนึ่งเป็นความสุขเย็นที่เกิดจากใจสงบ ซึ่งไม่เกี่ยวกับความร่ำรวยหรือยากจน แบบสองเป็นความสุขที่ไหม้เกรียม ต้องใช้เหยื่อป้อน ถมเท่าใดก็ไม่รู้จักเต็ม ******************* แม่ชีน้อยพอฟ้า น่ารัก สงบและงดงาม ทำให้คิดขึ้นมาได้ว่า อายุ เพศ การศึกษา หน้าที่การงาน ประสพการณ์ ฐานะ ตำแหน่ง เชื้อชาติ ศาสนา หรืออะไรก็ตามที่เราสมมุติขึ้น บัญญัติขึ้นไม่ได้บ่งบอก เลยว่าคนเราแต่ละคนเป็นคนดี มีคุณธรรม หรือศีล สมาธิปัญญา ระดับใด มากน้อยแตกต่างกันแค่ไหน เราไม่สามารถใช้เครื่องมือ ตัวชี้วัดใดๆ มาเพื่อเป็นตัวชี้วัด สิ่งเหล่านี้ได้ นอกจากใช้ใจ ความรู้สึก พฤติกรรม การแสดงออกทางกาย วาจา ใจ แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมด แล้วคุณคิดว่ามนุษย์เราจะ แข่งกันเรียน แข่งกันหางานดีๆแทบพลิกแผ่นดิน เพื่อทำอะไร เพื่อ บ้าน รถยนต์ ทรัพย์สมบัติ หน้าตา ฐานะ ฯลฯ แล้วจะมีประโยชน์อะไร เพื่อใคร ทำไมเราต้องทำตามๆกันไป ใช้ชีวิตเหมือนหุ่นยนต์ที่โดนตั้งโปรแกรม เอาไว้ ว่า ....................ต้องทำสิ่งนี้ ต้องเรียนแบบนี้.................ต้องติวที่นี่ .......................ต้องเข้ามหาวิทยาลัยนี้....... คณะนี้.........................ทำงานที่บริษัทนี้นะ...............................ตามกันไป.....เหมือน เป็นแฟชั่น..................อินเทรน์................แล้วเด็กๆก็เห็นความสำคัญของการทำ ความดี การมีคุณธรรมน้อยลงทุกวัน การติวสำคัญกว่าการมีจิตสาธารณะ การแข่งขันทางวิชาการสำคัญกว่า การรักษาศีล การทำสมาธิ หรือการภาวนา แล้วจะแก้กันที่ไหนก่อนดีละเนี่ย...น่าคิดนะคะ ช่วยคิดแบบไม่ต้องโทษใคร ไม่ต้องหาคน หน่วยงาน หรืออะไรมารับผิดนะคะ แค่ช่วยกันคิดหาทางออก ดีๆไว้ก็คงพอ เดี๋ยวธรรมะก็จัดสรรเองดีไหมคะ รักทุกสรรพสิ่ง ใจใสใส
สวัสดีค่ะ
เช้านี้ได้อ่านธรรม และชมภาพอิริยาบทสงบเสงี่ยมของแม่ชีน้อย
ใจใสออกไปค่ะ
ขอบคุณ
ประทานโทษค่ะ ใช้ภาษาไม่ดี
หมายถึงเข้าบ้านนี้ด้วยความอยากรู้
แต่กลับออกไปด้วยใจที่สดใสขึ้นน่ะค่ะ
สวัสดีค่ะคุณใจใสใส
ขอบคุณบันทึกดีๆที่แบ่งปันค่ะ
ถ้าคิดแบบไม่ต้องโทษใคร ไม่ต้องหาคน หน่วยงาน หรืออะไรมารับผิด
ขอคิดแบบ มีส่วนพาดพิงนิดๆนะคะว่า.................
เราต้องแก้ที่ฐานคิด ปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ค่ะ..
.ระบบการศึกษามุ่งสร้างคนไปสู่อุตสาหกรรมและการภาคบริการ
ไปเป็นลูกจ้าง ไม่ได้สร้าง ปัญญา ให้ผู้คนที่คิดพึ่งพาตัวเอง
การศึกษา ส่งเสริมให้คนทิ้งหมู่บ้าน ไม่ได้สร้างทางเลือกให้คนอยู่ในหมู่บ้านได้
การศึกษาทำให้คนมองออกไปนอกหมู่บ้าน
ดังนั้นต้องปรับฐานคิด ...ให้มองเห็นทุนมหาศาลที่อยู่ในท้องถิ่น
ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางทรัพยากร ทุนภูมิปัญญา
การปรับฐานคิดไม่ได้ปรับเปลี่ยนง่ายๆค่ะ
เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์
เปลี่ยนแปลงวิธีปฎิบัติ วิธีให้คุณค่า
โดยตั้งอยู่ฐานการมองโลกในความแป็นจริง
เป็นการใช้ ปัญญา ตามแนวพระพุทธศาสนานั่นเองค่ะ
ขอบคุณ คุณณัฐรดานะคะที่แวะมาเยี่ยมเยียน
และขอบคุณ ความคิดที่ดีดีๆของคุณมาตายี ที่แบ่งปันให้น้องใหม่ GOto คนนี้ นะคะ
ด้วยรักมากมายค่ะ
ใจใสใส
ขอบคุณคะสำหรับช่อกุหลาบสวยๆ..........ที่ไม่เคยได้รับจากใคร....
ขอให้คุณบุษรา มีความสุขทุกวินาที.....สดใสกับทุกๆวันนะ
รักมากมายค่ะ
ขอขอบคุณ คุณธรรมทิพย์ ที่แวะมาเยี่ยมบ้านพร้อมต้นกุหลาบสวยๆ
มีความสุขกับทุกวัน นะคะ
รักมากมาย
สวัสดีครับ
ขอบคุณครูจ่อยค่ะแอบไปดู...กิจกรรมดีดีของครูมาแล้ว
ขอให้มีความสุขในการทำงานและทำสิ่งดีๆเพื่อ สังคม เพื่อเด็กๆ
เพื่อประเทศทุกวันนะคะ
รักษาสุขภาพด้วยนะคะครู