พระวินัย ท่านเรียกว่า อาณาเทศนา, ยถาปราธศาสนา, สังวราสังวรกถา,

มาดูความหมายของคำว่าปิฎกกันครับ

จริงอยู่แม้ปริยัติท่านก็เรียกว่า ปิฎก ในประโยคมีอาทิว่า อย่าถือโดยอ้างปิฎก.

แม้ภาชนะอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านก็เรียกว่าปิฎก ในประโยคมีอาทิว่า ครั้งนั้น บุรุษพึงถือจอบและตะกร้าเดินมา.

เพราะเหตุนั้นบัณฑิตผู้รู้เนื้อความของปิฎกศัพท์ จึงเรียกปิฎกศัพท์ว่า ปิฎก โดยเนื้อความว่าปริยัติและภาชนะ.

ก็ครั้นทราบอย่างนี้แล้ว เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในประการต่างๆในปิฎกทั้ง ๓ เหล่านั้นอีกครั้ง ตามคาถาว่า

“พึงแสดงประเภทของเทศนา ประเภทของศาสนา ประเภทของกถา และสิกขา ปหานะ คัมภีรภาพตามสมควรในปิฎกเหล่านั้น ภิกษุย่อมถึงซึ่งประเภทแห่งการเล่าเรียนใด ซึ่งสมบัติใด แม้ซึ่งวิบัติใด ในปิฎกใด ด้วยอาการใด พึงแสดงซึ่งประเภทแห่งการเล่าเรียนทั้งหมดนั้น”.

ในคาถาเหล่านั้นมีคำอธิบายอย่างแจ่มแจ้งและชัดเจนดังต่อไปนี้.

จริงอยู่ปิฎก ๓ เหล่านั้นท่านเรียกตามลำดับว่า

  • พระวินัย ท่านเรียกว่า อาณาเทศนา, ยถาปราธศาสนา, สังวราสังวรกถา,

  • พระสูตร ท่านเรียกว่า โวหารเทศนา, ยถานุโลมศาสนา, ทิฏฐิวินิเวฐนกถา,

  • พระอภิธรรม ท่านเรียกว่า ปรมัตถเทศนา, ยถาธรรมศาสนา, นามรูปปริจเฉทกถา,

ก็ในปิฎก ๓ นี้ วินัยปิฎก ท่านเรียกว่า อาณาเทศนา การเทศนาโดยอำนาจบังคับบัญชา เพราะเป็นปิฎกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ควรออกคำสั่ง ทรงแสดงแล้วโดยความเป็นเทศนาที่มากไปด้วยคำสั่ง,

พระสุตตันตปิฎก ท่านเรียกว่า โวหารเทศนา การเทศนาโดยบัญญัติ เพราะเป็นปิฎกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงฉลาดในเชิงสอน ทรงแสดงแล้วโดยความเป็นเทศนาที่มากไปด้วยคำสอน,

พระอภิธรรมปิฎก ท่านเรียกว่า ปรมัตถเทศนา การเทศนาโดยปรมัตถ์ เพราะเป็นปิฎกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ฉลาดในปรมัตถ์ ทรงแสดงแล้วโดยความเป็นเทศนาที่มากไปด้วยปรมัตถ์.

อนึ่งปิฎกที่ ๑ คือ วินัยปิฎกท่านเรียกว่า ยถาปราธศาสนา การสั่งสอนตามความผิด เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มีความผิดมากมายเหล่านั้นใด สัตว์เหล่านั้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสั่งสอนตามความผิดในปิฎกนี้.

ปิฎกที่ ๒ คือ พระสุตตันตปิฎก ท่านเรียกว่า ยถานุโลมศาสนา การสั่งสอนอนุโลมตามอัธยาศัย เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยอนุสัยและจริยาวิมุตติ มิใช่น้อยอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสั่งสอนแล้วในปิฎกนี้ตามอนุโลม.

ปิฎกที่ ๓ คือ อภิธรรมปิฎก ท่านเรียกว่า ยถาธรรมศาสนา การสั่งสอนตามปรมัตถ์ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มีความสำคัญในสภาวะสักว่ากองแห่งปรมัตถะธรรมว่า นี่เรา นั่นของเรา ดังนี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสั่งสอนแล้ว ตามปรมัตถะธรรมในปิฎกนี้.

อนึ่งปิฎกที่ ๑ ท่านเรียกว่า สังวราสังวรกถา ด้วยอรรถว่า สังวราสังวระอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการฝ่าฝืน อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในปิฎกนี้.

บทว่า สํวราสํวโร ได้แก่ สังวรเล็กสังวรใหญ่ เหมือนกัมมากัมมะ การงานน้อยการงานใหญ่ และเหมือนผลาผละ ผลไม้น้อยผลไม้ใหญ่.

ปิฎกที่ ๒ ท่านเรียกว่า ทิฏฐิวินิเวฐนกถา คำบรรยายคลายทิฏฐิ ด้วยอรรถว่า การคลายทิฏฐิอันเป็นปฏิปักษ์ต่อทิฏฐิ ๖๒ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในปิฎกนี้.

ปิฎกที่ ๓ ท่านเรียกว่า นามรูปปริจเฉทกถา คำบรรยายการกำหนดนามรูป ด้วยอรรถว่า การกำหนดนามรูปอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสมีราคะเป็นต้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วในปิฎกนี้.

ตอนนี้เป็นตอนที่แบ่งพระไตรปิฎกออกตามประเภทซึ่งมีหลายประเภทตามความหมาย ผมเห็นว่าไม่ควรที่จะข้ามตรงนี้ไป คงอีกประมาณสักสองสามบันทึกครับ ถึงจะจบสูตรที่เรียกว่า "พรหมชาลสูตร" ที่ยกมาลงทั้งหมดนี้อยู่ในพระสูตรที่ชื่อว่า พรหมชาลสูตร พร้อมทั้งอรรถกถาที่อธิบายสูตรนี้ครับ

วันนี้ก็ดึกพอประมาณ ข้าพเจ้าขออำลาแต่เพียงเท่านี้ก่อน สวัสดี สวัสดี สวัสดีฯฯฯฯฯ