ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้..ดิฉันรู้สึกว่ากราฟชีวิตของตัวเองกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นกับงาน KM เนื่องจากได้ มีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมเรื่องเกี่ยวกับ KM กับหน่วยงานนอกสถาบันคือครั้งที่ ส.ค.ส.ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร จัดการประชุมภาคีการจัดการความรู้ทางราชการ เมื่อ 25 พ.ค. 2549 และการประชุมวิชาการของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในวันที่ 8 มิ.ย. 49 ดิฉันปลาบปลื้มและชื่นชอบในบรรยากาศของการประชุมทั้ง 2 ครั้ง

จากการเข้าร่วมประชุมกับส.ค.ส. นั้นดิฉันได้เก็บเกี่ยวอารมณ์ ความรู้สึก และบันทึกไว้แล้วใน Blog ควันหลง Knowledge Asset ที่ยังไม่จางหาย

สำหรับในการประชุมวิชาการของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เรื่อง จาก Knowledge management สู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศ นั้น เริ่มด้วยพิธีเปิดในชื่อเก๋ ๆ ว่า KM-café สำนักระบาดวิทยา โดยมีท่านผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา น.พ. คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ มาเป็นประธานในพิธีเปิด มีการตัดริบบิ้นเหมือนงานเปิดตัวสินค้าเลย (เสียดายที่ไม่มีดอกไฟ และพลุนะคะ จะได้กิ๋วกิ้วกว่านี้...) ซึ่งหลังจากตัดริบบิ้นแล้วท่านผ.อ.ก็ได้เป็นผู้เชิญชวนให้ผู้ที่ไปร่วมประชุมชมนิทรรศการต่อด้วย ช่างน่าชื่นชมจริงๆ สมกับที่เป็นคุณอำนวยมั่ก..มาก ถัดจากการชมนิทรรศการแล้วก็มีการชมวีดิโอการสอบสวนโรค Botulism ซึ่งเป็น KM ที่ดีมาก พี่เครือวัลย์ที่ไปด้วยเกิดปิ๊งแว๊บ!! รีบกระซิบบอกกับดิฉันว่า ต่อไปเวลาเรานำเสนองาน CQI ก็น่าจะนำเสนอในรูปแบบ VDO บ้างก็น่าจะดีนะเราได้ Learning อีกอย่างแล้ว ดิฉันคิดในใจต่อว่า "ให้พี่อ้วนทำก่อนละกันนะ" 

 ช่วงที่สำคัญคือการอภิปรายหมู่  เรื่อง จาก Knowledge management สู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศ โดยมีวิทยากร 3 ท่าน คือ

1.       คุณสร้อยทอง เตชะเสน จากกองแผนงาน กรมอนามัย

2.       นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการความรู้

3.       ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ท่านแรกคุณสร้อยทอง เตชะเสน จากกองแผนงาน กรมอนามัย ได้เล่าถึงประสบการณ์ของตนเองในการทำ KM โดยการเริ่มสร้างและเสริมความรู้ให้กับ Facilitator แต่ที่สำคัญคือต้องมี Note taker หรือคุณลิขิตที่เรารู้จักดี ต่อมาเมื่อมีการประชุมลปรร.จะแจ้งหัวข้อที่ประชุมให้กับทุกคนทราบเพื่อการเตรียมเนื้อหาที่จะมา ลปรร. โดยเน้นรูปแบบการประชุมที่ไม่เป็นทางการ เพื่อให้คุณกิจทุกคน Relax และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูด ถึงประสบการณ์ความสำเร็จของตน  คุณลิขิตจะต้องมีเพื่อจดทุกคำพูดเก็บทุกประเด็นปัญหา บทสรุปสุดท้ายจะเป็นการหาปัจจัยหรือประเด็นความสำเร็จ และเน้นย้ำที่การบันทึกเก็บไว้

ท่านที่ 2 คือ นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการความรู้ เริ่มด้วยการทดสอบความรู้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนด้วยคำถามเกี่ยวกับนักระบาดวิทยา เมื่อเฉลยทุกคนตอบผิดหมด และมีข้อความทิ้งท้ายว่า "ท่านได้อ่านตำราระบาดวิทยาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ?" ผู้เข้าประชุมทุกคนยิ้มอาย ๆ ว่าความรู้ที่ข้าพเจ้าเรียนมานั้น บัดนี้ได้ส่งคืนอาจารย์และตำราหมดแล้วเจ้าค่ะ เอ้า..เฮ..!!!..ท่านวิทยากรยังเน้นว่าความรู้ที่มีอยู่ (TK) ไม่ควรจะเก็บไว้ตำราให้มันนิ่ง ๆ อย่างเดียวเพื่อให้เป็นตำนาน แต่ต้องนำมาใช้ เพราะถ้าไม่ใช้ความรู้ก็จะเลือนหาย เปรียบเสมือนแพทย์ที่ตรวจรักษาผู้ป่วยถ้าได้ตรวจผู้ป่วยมาก ๆ บ่อย ๆ แพทย์ท่านนั้นก็จะยิ่งมีประสบการณ์และเก่งยิ่ง ๆ ขึ้น

สำหรับวิทยากรท่านที่ 3 เผอิญดิฉันติดธุระเทื่อกลับเข้าไปอีกครั้งจึงจับประเด็นไม่ปะติดปะต่อจึงไม่อาจหาญที่จะสรุปได้

หลังจบการอภิปราย ท่านประธานซึ่งในวันนี้ทำหน้าที่ทั้งคุณอำนวย และคุณเอื้อ (คุ้มจริง ๆ) ได้เปิดเวทีให้ทุกคนได้ Share and Learn กันเพื่อให้บรรยากาศการประชุมไม่ซีเรียสเกินไป และท้ายสุดก่อนปิดการประชุมได้มีการแจกรางวัลให้กับผู้ที่เก็บคำคมโดนใจหรือการสรุปประเด็นก็ได้ จำนวน 5 รางวัล ดิฉันก็นั่งลุ้นรางวัลกับเขาด้วย แต่ก็เป็นไปตามระเ บียบคือ..แห้ว..เหมียนเดิม หมอดูเคยบอกดิฉันว่า"ดวงคุณต้องทำอะไรด้วยตนเอง โชคลาภน่ะไม่มีหรอก " แต่ถ้าเป็นลาบ ก้อย น้ำตกละก็พอไหว เก็บตกจาก..“ KM-café สำนักระบาดวิทยา”  ก็ขอเอวังด้วยประการละ..ฉะ..นี้