แนวทางเห็นธรรมในฐานะฆราสธรรม

       * การทำบุญทานเพื่อเป็นหนทางแห่งการสร้างบารมี
           * การฝึกฝนร่างกายและใจ เพื่อมุ่งสู่จิต สมาธิ ปัญญา
           * การพาลพบปัญหา อุปสรรค เพื่อฝึกฝนตนให้ผ่านพ้นมุ่งสู่จิตสัมฤทธิ์ผล
           * เมื่อถึงพร้อมบารมี จิต สมาธิ ปัญญา ถึงด้วยรู้แจ้ง เห็นจริงทุกสิ่ง หลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่น 
              ในอบาย รัก โลภ โกรธ หลง
           * การยึดมั่นถือมั่นในอบายรัก โลภ โกรธ หลง ทำให้ตกอยู่ในบ่วงกรรม หมุนวงเวียนไม่จบสิ้น
              อาสวะ(กิเลส) จะให้เกิดทุกข์ทั้งปวงแก่ชีวิต

 ขั้นตอน

        ๑.  ลดละความยึดมั่นถือมั่นในความที่เป็นตัวตนของตน ในสภาวะของรัก โลภ โกรธ หลง ลง
                 เสียก่อนที่ละน้อย  ความยินดีก็จะมีไม่มาก ความเสียใจจากการพลัดพรากจากสิ่งทั้งปวงก็
                 จะไม่มีไปเอง
            ๒. ทำกุศล และทาน แบบไม่คิดอะไร อย่าหวังสิ่งใดตอบแทน ด้วยใจที่สงบ แช่มชื่น(จะรู้สึกเอง
                 เมื่อได้ทำกุศล ผลบุญจะมาเองไม่ต้องขอในรูปแบบของการระลึกรู้((เซ้นต์)) ถ้าขอจะไม่มา)
            ๓. นับถือศีล 5 ครบทุกวัน อย่าให้แปดเปื้อนสิ่งที่เป็นอบายทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะ 5ก คือ
                 กิน กาม เกียรติ กลัว โกหก
            ๔. ตระหนักในจิตลดละ และตัดความยึดมั่นถือมั่นใน รัก โลภ โกรธ หลง ทุกสิ่งเป็นของไม่
                 เที่ยงแท้ ไม่สามารถยึดเหนี่ยวจิตได้(ถ้ามั่วเมาลุ่มหลง จิตจะตกในบ่วงกรรมยากที่จะถ่าย
                 ถอนได้)  ให้ใจสงบ
            ๕. เจริญจิตด้วยสมาธิ แล้วจะเกิดปัญญาเห็นแจ้ง เมื่อเห็นแล้วทุกสิ่งเป็นทุกขังอนัตตา ไม่เที่ยง
                 แต่มนุษย์เกิดมาด้วยแรงกุศลกรรมของตนที่ผูกพันกันไว้ ให้เป็นไปในรูปแบบต่างกัน
            ๖. จะเกิดปัญญารู้แจ้งแห่งปัญญาฆราวาสธรรมจากทีละน้อยไปหามาก จนถึงญาณรู้(สุขสงบ
                จะเกิดขึ้นภายในใจหาที่เปรียบเทียบไม่ได้ อธิบายไปไม่มีใครเชื่อถ้าไม่ได้พบด้วยตน)

 สรุป

             ค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตฆราสธรรม ที่มั่นในสติปัฏฐานภาวนา รู้แจ้งแห่งตนเสมอ 
      ไม่น่าจะให้เกิดทุกข์แก่สรรพสิ่งใดใดในโลกมากมายนัก ครั้นจะตัดให้สิ้นเชิงนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้
      ในเมื่อชีวิตยังคงต้องดำรงอยู่  การเบียดเบียนย่อมมีเกิดขึ้นตลอดเวลา  ย่อมทำให้เกิดทุกข์เป็น
      ของธรรมดา จึงต้องถึงด้วยความพยายามให้เกิดการเบียดเบียนน้อยที่สุดด้วยการ ใช้ชีวิตด้วยจิต
      สมาธิ  ปัญญา ซึ่งเป็นหนทางแห่งการถึงญาณรู้(รู้เอง) รู้แจ้ง แล้ววันนั้นเกิดสุข จิตหลุดพ้นเป็น
      หนทางแห่งปัญญาฆราวาสธรรม  เมื่อนั้นปัญญารู้แจ้ง สรรพสิ่งใดใดจะไม่เป็นทุกข์ เดือดร้อน
      จากการกระทำของเรา

 ทิ้งท้าย

            อันปัญญาฆราวาสธรรมนี้ใครทำใครได้ บอกไปก็ใช่ว่าจะเข้าใจ ต้องทำด้วยการลดละ
ความยึดมั่นถือมั่นก่อน ตามด้วยทาน ศีล สมาธิ ปัญญา ญาณรู้แจ้ง

                                                  พ. กิตฺติโสภี