ในชีวิตของเรานั้น ความรู้สึกชอบไม่ชอบจะเกิดขึ้นเสมอ

เมื่อประสาทสัมผัสกระทบกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

เมื่อเราได้รับของมาชิ้นหนึ่ง แม้ว่าสิ่งนั้นจะได้รับการกลั่นกรองและมีการันตีอย่างไรก็ตาม

สิ่งที่เกิดควบคู่เมื่อได้รับของ ก็คือคำชมและคำตำหนิ หรือเรียกในภาษาบ้านๆ สั้นๆ ว่า คำติ

คำชมนั้นเป็นสิ่งที่หลายผู้หลายนามถวิลหา และเป็นปลื้มทุกครั้งเมื่อได้ยิน

กลับกันเลยกับคำติ เราๆ ท่านๆ คงเคยถูกติกันมาบ้างนะครับไม่มากก็น้อย มันบาดใจ สะเทือนใจ ไม่อยากฟัง ไม่อยากจะอะไรๆ ทั้งนั้น ใช่หรือเปล่า

ทั้งๆที่อีกใจก็อยากจะมียอดขายดีๆ หากเป็นธุรกิจการค้า ต้องการมีตำแหน่งสูงๆ ต้องการผลงานนำเสนอผู้บังคับบัญชาแบบถูกอกถูกใจ หากเป็นวงดนตรีการนำเสนอความสุขต่อผู้ชมก็เป็นสิ่งที่มุ่งหวังแบบสุดสุด

เป็นแบบนี้หรือเปล่าครับ เราลองมาดูเรื่องเล่านี้กัน..

ณ หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง ผมเป็นคนขายลูกชิ้นทอด ซึ่งมีจำนวนร้านขายสินค้าแบบเดียวกันตั้งเรียงต่อกันไปนับสิบร้าน

ปกติจะต้องมีร้านที่ขายดีที่สุดและร้านที่ขายได้น้อยลดหลั่นกันลงมา เพราะอะไร?

ความชอบในรสชาติและปริมาณเมื่อเทียบกับราคา ง่ายสะดวก รวดเร็วในการซื้อ อัธยาศัยไมตรี รูปร่างหน้าตา ฯลฯ เหล่านี้ก็น่าจะเป็นคำตอบ..

ความฝันต้องการความสำเร็จของผู้คนนั้นล้วนเหมือนกัน อยากจะรวย อยากเปิดหลายสาขา เมื่อเป็นเช่นนี้ และบังเอิญร้านเราขายไม่ดี เราจะแก้ปัญหาอย่างไร ?

หากเราเป็นคนที่มีตัวตนมาก มีเกียรติ์มาก ความรู้ก็มั่นใจ ไม่ค่อยอยากพึ่งใคร และที่สำคัญคือความเป็นนายคนที่ฝังหัวอยู่นี่แหละมันรับไม่ได้เลยกับคำติของ ลูกค้าของเรา

เราก็จะเลือกวิธีการข้างเคียงในการพัฒนาคุณภาพร้านขายลูกชิ้น เช่น สังเกตว่าร้านที่ขายดีนั้นสินค้าเขาต่างจากร้านขายไม่ดีอย่างไร พยายามหามาตรฐานมารองรับ ผ่านมาตรฐานอาหารสะอาดรสชาติอร่อยนะ คือพัฒนาทุกอย่างแต่ยกเว้นการฟังคำติจากคนซื้อของเรา

ขณะที่อีกร้านหนึ่งอยู่ในฐานะย่ำแย่เหมือนกัน แต่เจ้านี้ไม่มีทางเลือกเพราะไม่มีอาชีพหรือเงินรองก้นถุงเลย หากขายไม่ได้ก็ไม่มีเงินซื้อข้าวให้ลูก 4 คนได้กินได้ไปเรียนหนังสือกัน

 ไม่ว่าใครจะว่าใครจะติ อย่างไรก็ฟังและพยายามฝืนยิ้มไว้ (จริงๆ ก็มีตัวตนเหมือนกันคือไม่อยากฟัง) แม่ค้าคนนี้ทนรับฟัง ในช่วงแรกมันก็แค่ทนฟัง การทนอย่างเดียวไม่ช่วยให้ขายของดีเท่ากับร้านอื่น

นานเข้าเมื่อกลับบ้านเสร็จภารกิจ ขณะนอนหลับพักผ่อน คนมีความทุกข์มันหลับไม่ค่อยลงหรอก

ก็จะไตร่ตรองคิดแก้ปัญหาไปต่างๆ นาๆ

 จริงๆ เรื่องราวต่างๆ ไม่ยากเกินความสามารถของคนเป็นแม่ค้าอยู่แล้ว

และสิ่งที่เค้าจะปิ๊งในอันดับแรกๆ ก็คือคำติ คำด่า คำบ่น จากลูกค้า เช่น รสชาติน้ำจิ้มไม่ได้เรื่องเลยมันเปรี้ยวไปและมีกลิ่นมะขามเปียกมันเตะจมูก , คนขายแต่งตัวมอซอจัง ไม่ค่อยอยากกินเลย , น่าจะมีผักสดให้แอ็มด้วยนะ , น้อยจังเลยตั้ง 10 บาท , ช้าบรมถ้าร้านนี้นะผมไม่รอ , ไม่ค่อยชอบคนขายเลย เป็นต้น คำต่างๆ เหล่านี้ก็จะก้องอยู่ในหัวของแม่ค้า

ในขณะที่ร่างการสบายคลายเมื่อยล้านั้น ความคิดดีๆ ในการแก้ปัญหาก็จะเกิดขึ้น  มองเห็นหน้า นึกหน้าคนที่จะให้ความช่วยเหลือออก เค้าก็ไม่รอช้ารีบไปหยิบสมุดบันทึกและจดวิธีการแก้ปัญหาที่ปิ๊งเก็บไว้ทันที จากนั้นก็ผล็อยหลับไป รุ่งเช้าก็เริ่มงานประจำวันพร้อมทั้งวางแผนในการพัฒนาธุรกิจไปด้วย

เริ่มจาก เมื่อทราบว่าลูกค้าบ่นเรื่องรสชาติของน้ำจิ้มแม่ค้าเองก็ควรจะไปเรียนวิธีการทำน้ำจิ้มและปรับปรุงสูตรให้แก่ลูกค้าได้ลิ้มลองกัน ชอบไม่ชอบตรงไหนก็ค่อยๆปรับจนเข้าที่

จากนั้นก็ดูคำติคำต่อๆ ไป ที่เค้านำมาบันทึกไว้ในสมุดและจัดความสำคัญไว้อย่างเรียบร้อย

สำคัญมากก็แก้ก่อน สำคัญน้อยก็ค่อยๆ ทำตามลำดับไป

เมื่อยิ่งทำผลสำเร็จยิ่งดี มีลูกค้ามากขึ้น เค้าก็พยายามหาคำติ ความไม่พึงพอใจในแบบต่าง ๆมาบันทึกเก็บไว้อย่างสม่ำเสมอ  คิดและค้นหาคำติในแบบที่สอดรับบุคลิกคนไทยที่เคารพผู้ใหญ่

ด้วยการเฝ้าสังเกตและเมื่อทราบก็ให้จดบันทึก

จากนั้นแม่ค้าคนนี้ก็...ไม่อดอยากอีกต่อไป

ในอาชีพอื่นๆ ก็เหมือนกัน เรื่องหนึ่งที่สอนผมสำหรับคุณค่าของคำติ ได้ดีมากๆ อย่างนี้ก็คือ

การทำวงดนตรีลูกทุ่งเพื่อมอบความสุขให้กับผู้ชม

ข้อสอบยากมาก ประสบความสำเร็จยากมาก

ไม่เห็นแนวทางอื่นเลยที่จะพาความฝันมาให้กับสมาชิกวงทุกคน

ได้นอกจากรับฟังคำแห่งสวรรค์เท่านั้น  

หากใจกว้างความสำเร็จจะเหมือนกับอากาศที่คุณหายใจเข้าออกนั่นเอง