๐ แผ่วลมเช้าผ่านรื่นโลมผืนน้ำหมอกก็ร่ำไรอยู่ไม่รู้หนีพุ่มพฤกษ์กิ่งก้านใบ..เคยไหววี-กลับยืนรูปดุษณี..ในที่นั้น๐ ค่อย-ยกก้าวเหยียบย่าง..ในสางตรู่พรั่งพร้อมอยู่..คือใจที่ไหวสั่นด้วยอารมณ์เหนี่ยวดึง..จดถึงกันกับเจ้าขวัญอ่อนน้อยผู้กลอยใจ๐ แต่เมื่อสบ-รอยพักตร์จำหลักรูปวิญญาณราวถูกสูบ..จนวูบไหวแถวผู้ขอก้าวย่างพ้นทางไปที่สุดผ่านพ้นได้..คือใจคน๐ จาก-แถวท่านผู้ขอ..หยุด..รอ..เคลื่อนใจนั้นเหมือนแกว่งสั่นนับพันหนจาก-คำข้าวคดพร้อม..แล้วน้อมตนก็งดงามเหลือล้น..อยู่บนใจ๐ แววในเนตรวับวามด้วยความสุขราวจะปลุกปลอบโลก..พ้นโศกไข้แก้มอิ่มเนียนแต้มเรื่อ..จะเหลือใคร-อาจฝ่าความแจ่มใส – รูปวัยนั้น๐ ทิวแถวท่านผู้ขอ..เคลื่อน..รอ..หยุดก็เมื่อสุดต้านงาม-รุกลามขวัญจีวรปลิวปัดปลาย..ก็คล้ายทัณฑ์-จากปางบรรพ์ผูกบ่วง..รัดดวงใจ๐ คำข้าว..ช่อดอกไม้..ถวายพระตอบภาวะศรัทธาที่อาศัยรูปนาม..ทัศนา..สองตาใคร-ราวจะไหวเวียนอยู่ไม่รู้แล้ว๐ สัมผัสบทงดงามแห่งยามเช้าของรูปเยาว์, หัตถ์พรหม, สายลมแผ่วสบชำเลืองเหลือบมา..เหมือนว่าแวว-ตาคู่นั้นผ่องแผ้ว..สุดแล้วเลือน๐ ปลายปีกนกโบยโบก..สู่โลกไกลเมื่ออาลัยรำบายลงป่ายเปื้อน-หัวใจหนึ่งต้องพิษ..จนบิดเบือนสุดคล้อยเคลื่อนนิรมิตที่ติดตรึง๐ ผมหล่นล้อมวงหน้า...เมื่อหน้าน้อม-ลงจบ-พร้อมอีกใจ..เฝ้าใฝ่ถึงมีความนัยพร้องพร่ำ..และรำพึง-แฝงความซึ้งอาลัย..อยู่ในคำ๐ ก่อนแฝงฝากสายลม…ให้พรมผ่านสู่อีกด้านริมทาง..ผู้ย่างย่ำ-เหยียบโลกให้ตื่นต้อง..กับจองจำ-ของลมร่ำงามรูป..เข้าจูบโจม๐ มาตักบาตรทำบุญ..เพื่อหนุนชาติกลับมาพลาดพลั้งจิต..ด้วยฤทธิ์โฉม-คราญเจ้านั้นเผยเงามาเล้าโลมพาคลื่นโสมนัสช่วง..กลางห้วงใจ๐ หรือว่าบุญหนุนชาติ..บำราศแล้วจากผ่องแผ้วเนตรนั้น..เข้าสั่นไหวแถวพระก้าวลับล่วง..เมื่อทรวงใครละห้อยเห็นรูปพิไล..อยู่ในวัน๐ หล่นลงแล้วรุ้งเรื้องที่เบื้องหน้าเมื่อรูปปรากฏพร้อม..รอ-ล้อมขวัญข้าวรอพระก้าวผ่าน..เนิ่นนานครันเมื่อรูปฝันผ่านผกาย..เนตรพรายยิ้ม๐ หล่นลงแล้วรุ้งเรื้องที่เบื้องหน้าต่อสายตาเจิดแจร่ม..เนียนแก้มอิ่มเหมือนว่านัยแฝงเลศ..ก่อนเนตรพริ้มผ่านลงพิมพ์รอยทั่ว..ทั้งหัวใจ๐ แผ่วลมเช้าป่ายริ้วโลมผิวน้ำและที่คร่ำครวญอยู่เกินกู้ไหวคืออกเต็มเสน่หา..ความอาลัยด้วยเลศนัยแฝงเร้น...บีบเค้นลง๐ ใช่ไหมที่ต้องคิด..รับผิดชอบกับรายรอบเร้ารุมด้วยลุ่มหลงใช่ไหมกับดื่มด่ำ..ที่ดำรงต้องร่วมปลงใจรับ..แนบกับใจ...?