บันทึกนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นบันทึกของคนที่เคยใฝ่ฝันจะตั้งตัวทางวิชาการ แต่ทำไม่สำเร็จ แต่แม้จะไปไม่ถึงเป้าหมายปลายทาง แต่ระหว่างทางก็ได้เรียนรู้วิธีการ ได้เป้าหมายรายทางไว้ใช้งานมากมาย จึงนำมา ลปรร. ในบันทึกนี้ โดยไม่รับรองความถูกต้อง ดังได้ประกาศแล้ว ว่าเป็นความเห็นของผู้ล้มเหลว
การสร้างตัวแปลว่าคิดยาวๆ คิดทำงานต่อเนื่อง คิดวางรากฐาน ไม่ใช่ทำอะไรเพื่อผลระยะสั้นชั่วครั้งชั่วคราว
การสร้างตัวทางวิชาการเปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ ต้องเริ่มที่เป้าหมาย ว่าจะปลูก “ต้นไม้” อะไร ปลูกต้นพริกหรือต้นมะม่วง ปลูกต้นพริกไม่กี่วันก็ออกดอกออกผล แต่อยู่ได้ปีสองปีก็ตายหรือเฉา แต่มะม่วงต้องรอหลายปีจึงจะได้กินผล แต่จะได้กินต่อเนื่องไปหลายสิบปี
วันที่ ๒ ก.พ. ๕๓ ผมนัดทีมคณะสังคมศาสตร์ฯ ม. มหิดล มาคุย เพื่อ ลปรร. เรื่องการจัดหลักสูตร ป. เอก ด้านนโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วผู้บริหารมหาวิทยาลัยเสนอให้สภามหาวิทยาลัยอนุมัติเป็นหลักสูตรพิเศษ คือเรียนแบบไม่เต็มเวลา เพราะผู้เรียนคือผู้กำลังทำงาน แต่สภาฯ ไม่อนุมัติ ให้เอากลับไปคิดใหม่
นี่คือหลักสูตร ป. เอก หลักสูตรแรกในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ ของ ม. มหิดล ผมจึงมองว่า นี่คือโอกาสสร้างตัวทางวิชาการสาขานี้ของ ม. มหิดล ย้ำว่า ของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งต้องการสร้างตัวเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก
จะใช้หลักสูตรนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างตัวเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก ของ ม. มหิดล ได้อย่างไร จะใช้หลักสูตรนี้เป็นเครื่องมือสร้างรากฐานวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์ของ ม. มหิดล อย่างไร
แนวโน้มของวิชาการสาขารัฐประศาสนศาสตร์ ด้าน public policy & public management เป็นอย่างไร ในระดับโลกและระดับประเทศไทย การปรับใช้หลักการจัดการภาคธุรกิจต่อภาครัฐ การเชื่อมโยงศาสตร์เชิงนโยบาย เช่นเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอื่นที่มีการวิจัยและหลักสูตรเขาเน้นด้านไหน ส่วนไหนที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยใดในประเทศจับดำเนินการ เราจะเน้นด้านไหน มีมหาวิทยาลัยใดและหน่วยงานใดที่เด่นในต่างประเทศที่เราควรแสวงหาความร่วมมือ
นี่คือวิธีคิดของ “มหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก” ต้องคิดตรวจสอบความเข้มแข็งทางวิชาการของทั้งโลก และกำหนด positioning ของเราเอง ว่าจะมีความแตกต่าง และเป็นเลิศอย่างไร เราจึงจะผงาดหรือยืนหยัดแข่งขันอยู่ในวงการสาขาวิชานั้นในโลกได้
และต้องดำรง “ความเป็นหนึ่ง” ของตนโดยการร่วมมือกับ “ผู้เป็นหนึ่ง” อีกด้วย คือทั้งแข่งขันและร่วมมือ ในแวดวงชั้นหนึ่งของโลก ในสาขาวิชานั้น
ถ้าไม่คิดแบบนี้ ยังคิดแบบเดิมๆ คำพูดว่าจะเป็นมหาวิจัยระดับโลกในสาขาวิชานั้น ก็เป็นเพียงการหลอกตัวเอง
การแสวงหาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหรือทีมวิจัยชั้นยอด ทำได้หลายอย่าง อย่างหนึ่งคือส่งคนเก่งของเราไปทำ postdoc หรือ sabbatical โดยต้องส่งคนชั้นยอดของเราไป “หว่านเสน่ห์” หรือ impress เขา ว่าหากร่วมมือกับเราก็จะได้ partner ที่คู่ควร หรือเป็น asset ต่อเขา แล้วเราก็จะได้ collaborator ทางวิชาการในระยะยาว ที่เป็น partner ที่เท่าเทียมกัน
ม. วิจัย คือมหาวิทยาลัยที่เน้นสร้างความรู้ สร้างตำรา มากกว่าเอาความรู้จากตำรามาสอนหรือเอาไปใช้ทำงานบริการสังคม หรืออย่างน้อยๆ สัดส่วนต้องพอๆ กัน และเมื่อเอาความรู้จากที่อื่นไปใช้สอนหรือบริการ ก็ต้องเกิดการสร้างความรู้ต่อยอดขึ้นไปอีก โดยเฉพาะความรู้ด้านการปรับใช้ให้เหมาะสมต่อบริบทของเรา โดยเฉพาะในภูมิสังคมวัฒนธรรมตะวันออก ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นความรู้ใหม่ในระดับหนึ่ง
ม. วิจัย ต้องทำงาน ๓ ด้านไปพร้อมๆ กัน คือด้านผลิตบัณฑิต วิจัย และบริการ เวลาคิดพัฒนาความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลกจึงต้องพัฒนาทั้ ๓ ด้านไปพร้อมๆ กัน ตัววัดความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลกจึงต้องวัดที่ทั้ง ๓ ด้าน ไม่ใช่วัดเฉพาะผลลัพธ์ด้านการวิจัย
จะสร้างตัวทางวิชาการ ให้เป็นหน่วยงานในมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก ต้องวางรากฐานของวัฒนธรรมองค์กร (corporate culture) ของการเป็น ม. วิจัย คือคณาจารย์ต้องมีชีวิตปกติประจำวันอยู่กับการทำความเข้าใจภาพรวม และขอบฟ้าใหม่ ของศาสตร์สาขานั้น ของทั้งโลก โดยมีกิจกรรมวิชาการในกลุ่มหรือทีมวิชาการ อันได้แก่คณาจารย์ postdoc, นศ. ป. เอก, และ นศ. ป. โท กิจกรรมเหล่านั้นได้แก่ Journal Club (ซึ่งควรมีทุกสัปดาห์ และมีการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์), การนำเสนอผลงานวิจัย, การบรรยายพิเศษโดยแขกรับเชิญ, การนำเสนอผลประมวลความรู้ ความก้าวหน้า และประเด็นวิจัยสำคัญ ในเรื่องที่สนใจ เป็นต้น กิจกรรมวิชาการเหล่านี้ ต้องมีคุณภาพสูงและกระตุ้นจินตนาการสร้างสรรค์ทางวิชาการ และที่สำคัญยิ่งอีกด้านหนึ่งคือ เชื่อมโยงกับสังคมไทย
ต้องมีการวางรากฐานวิธีวิทยาด้านการวิจัย (research methodology) และรากฐานความเป็น authority ด้านการวิจัยด้านนั้นๆ ซึ่งหมายความว่า เข้าใจภาพรวมของศาสตร์นั้นทั้งโลกในสภาพปัจจุบัน และเข้าใจสภาพความเป็นจริงในสังคมไทย ใครเข้าใจ ทั้งทีมงานเข้าใจ จะเข้าใจได้อย่างไร โดยมีการจัดกิจกรรมทางวิชาการเพื่อทำความเข้าใจอย่างสม่ำเสมอ ทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละหลายๆ ครั้ง ดังกล่าวแล้ว
การมียุทธศาสตร์เรียนลัด ย่นเวลาของการสร้างรากฐานวิชาการ และใช้พลังภายนอกเข้ามาหนุนและย่นเวลา เช่น มี “มหิดลพิชญศาสตราจารย์” มาเป็นผู้นำสร้างรากฐานการวิจัย
คณะสังคมศาสตร์ฯ มีประสบการณ์จัดหลักสูตร ป. เอก ถึง ๕ หลักสูตร คือ สาขาวิชาอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรมและสังคม สาขาวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษา สาขาวิชาประชากรศึกษา สาขาวิชาสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข และสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา (หลักสูตรนานาชาติ) ประสบการณ์นี้เป็น success story สำหรับนำมาปรับใช้ในการจัดหลักสูตรใหม่อย่างไร มีวิทยานิพนธ์ใดบ้างที่สั่นสะเทือนวงการวิชาการสาขานั้นๆ ของโลก หรือของประเทศไทย
ถ้ามี แสดงว่าเราพอจะรู้จักวิธีสร้างผลงานระดับโลกหรือระดับชาติ และน่าจะเอาประสบการณ์นั้นมา ลปรร. ภายในคณะเพื่อต่อยอด ให้เกิดผลงานระดับเดียวกันหรือยิ่งกว่าในสาขาอื่นๆ รวมทั้งในสาขาใหม่ที่จะเปิด
ถ้าไม่มี แสดงว่าเราต้องเรียนรู้จากที่อื่น ต้องหาวิธีเรียนลัด
อาจารย์ในหลักสูตร ป. เอก ของ ม. วิจัยคือใคร คำตอบของผม คือ “นักเรียน” ที่มีไฟในการเรียนรู้ศาสตร์ของตน และกำลังดำเนินการเรียนรู้อย่างจริงจังโดยการสร้างความรู้หรือการวิจัยในสาขาที่ตนมีไฟนั้น และมีผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับในวงการระดับโลก และแผ่รังสีคุณค่าของศาสตร์ให้แก่เพื่อนร่วมงาน และแก่ศิษย์ ถ้ามีรากฐานนี้เรื่องอื่นๆ จะตามมาโดยเกือบอัตโนมัติ
หากยังไม่มีผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับในระดับโลก (หมายความว่าตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ) ก็ยังไม่ถือว่าเป็นอาจารย์ในหลักสูตรปริญญาเอกที่คู่ควรต่อการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก ก็ต้องสร้างตัวเสียก่อน โดยวิธีการต่างๆ รวมทั้งวิธีเรียนลัดตามที่กล่าวแล้ว แล้วจึงเปิดหลักสูตรปริญญาเอก
ต้องวางรากฐานวิชาการโดยเริ่มที่การวิจัย ไม่ใช่ที่การเปิดหลักสูตรเพื่อ “ช่วยผู้อยากเรียน” เพราะจะโดนภาระผู้เรียนจนไม่สามารถยกระดับความเป็นเลิศทางวิชาการให้สมกับเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยได้ แนวทางที่นำโดยการเปิดหลักสูตรปริญญาเอกแบบพิเศษเพื่อรับ นศ. ที่ทำงานแล้วและอยากได้ปริญญาเอก จะเป็นการบอนไซตนเอง จากการเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก
วิจารณ์ พานิช
๓ ก.พ. ๕๓