|
เอกสารเผยแพร่ |
การศึกษาปัญหาและความต้องการในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
ของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัด
สำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร
ของ
ปริญญา วรมาริษ
รองผู้อำนวยการวิทยฐานะรองผู้อำนวยการชำนาญการ
งานวิจัยนี้เป็นผลงานทางวิชาการ
เพื่อขอรับการประเมินเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ
ปีการศึกษา 2522
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาปัญหาและความต้องการในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร โดยจำแนกตามสถานภาพในการทำงาน วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน สรุปผลการศึกษาได้ดังนี้
ความมุ่งหมายของการวิจัย
1. ศึกษาปัญหาในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร จำแนกตามตัวแปร สถานภาพในการทำงาน วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน
2. ศึกษาความต้องการในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร จำแนกตามตัวแปร สถานภาพในการทำงาน วุฒิการศึกษา แลประสบการณ์ในการทำงาน
สมมติฐานการวิจัย
1. ปัญหาในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร มีความแตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามตัวแปร สถานภาพในการทำงานวุฒิการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน
2. ความต้องการในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร มีความแตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามตัวแปร สถานภาพในการทำงาน วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน
ขอบเขตของการวิจัย
1. ประชากรที่ใช้ศึกษา ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร จำนวน 21 คน ครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร จำนวน 270 คน รวมเป็น 291 คน ประกอบด้วยโรงเรียน
1.1 โรงเรียนวัดใต้ (ราษฎรนิรมิต)
1.2 โรงเรียนนาคนาวาอุปถัมภ์
1.3 โรงเรียนวัดปากบ่อ
1.4 โรงเรียนสุเหร่าใหม่
1.5 โรงเรียนหัวหมาก
1.6 โรงเรียนคลองกลันตัน(มีสุวรรณอนุสรณ์)
1.7 โรงเรียนวัดทองใน
1.8 โรงเรียนมัธยมนาคนาวาอุปถัมภ์
2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย
2.1 กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนในสังกัดสำนักงาน
เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร จำนวน 21 คน ครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร จำนวน 270 คน รวม 291 คน เนื่องจากผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีจำนวน 291 คนจึงศึกษาประชากรทั้งหมด
2.2 กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสัมภาษณ์ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนในสังกัดสำนักงาน
เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร จำนวน 8 คน ครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร จำนวน8 คน รวมเป็น 16 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
3. ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ แบ่งได้เป็น
3.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่ สถานภาพในการทำงาน วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน
3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ปัญหาและความต้องการในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ มี 2 ชุด ดังนี้
ชุดที่ 1 เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งรายละเอียดของแบบสอบถามประกอบด้วยคำถาม 3 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของ
ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โรงเรียนในสังกัดสังกัดสำนักงาน เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร
ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของ
ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสังกัดสำนักงาน เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร
ชุดที่ 2 แบบสัมภาษณ์ (Interview)
วิธีการดำเนินการวิจัย
1. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ มี 2 ชุด ได้แก่ แบบสอบถามและ
แบบสัมภาษณ์ ปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอแนะ ในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร
2. ผู้วิจัยได้หาความเชื่อมั่น (Reliability) โดยการนำแบบสอบถามไปทำการทดลองใช้ (Try Out) กับโรงเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตบางนา จำนวน 100 คน ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .976
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยทำหนังสือจากโรงเรียนเพื่อขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานครในการตอบแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวนทั้งหมด 291 คน ได้รับแบบสอบถามกลับคืนจำนวน 277 ชุด คิดเป็นร้อยละ 95.18 และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 16 คน แล้วนำข้อมูลที่ได้รับจากแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์มาดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
การวิเคราะห์ข้อมูล
1. สถิติเชิงพื้นฐาน (Descriptive Statistics)
1.1. ค่าร้อยละ (Percentage)
1.2. ค่าเฉลี่ย (Mean = X )
1.3. ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation = SD)
2. สถิติที่ใช้หาคุณภาพเครื่องมือ
2.1 การหาค่าอำนาจจำแนกของแบบสอบถาม
2.2 ความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (Alpha Coefficient)
ของครอนบัค (Cronbach)
3. สถิติทดสอบสมมติฐานในการวิจัย
3.1 ใช้สถิติ t-test (Independent)
3.2 สถิติทดสอบเอฟ F-test (One - Way Analysis of Variance)
สรุปผลการวิจัย
ผลการวิจัยครั้งนี้ ปรากฏผลดังนี้
1. ปัญหาและความต้องการในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร พบว่า
1.1 ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน มีปัญหาในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนโดยรวมอยู่ใน
ระดับปานกลาง คือ ด้านโครงสร้างหลักสูตรการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ด้านบุคลากร ด้านอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และแหล่งการเรียนรู้ ด้านเนื้อหาสาระของหลักสูตร ด้านงบประมาณ ด้านผู้ปกครอง และด้านชุมชนหรือองค์กรอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน
1.2 ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน มีความต้องการในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนโดย
รวมอยู่ในระดับมาก คือ ด้านโครงสร้างหลักสูตรการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ด้านบุคลากร ด้านอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และแหล่งการเรียนรู้ ด้านเนื้อหาสาระของหลักสูตร ด้านงบประมาณ ด้านผู้ปกครอง และด้านชุมชนหรือองค์กรอยู่ในระดับมากทุกด้าน
2. การเปรียบเทียบปัญหาในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ตามตัวแปรสถานภาพในการทำงาน วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า
2.1 สถานภาพในการทำงาน ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีปัญหาโดยรวมอยู่ใน
ระดับปานกลาง และประสบปัญหาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน โดยปัญหาด้านโครงสร้างหลักสูตรการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านบุคลากร ด้านอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และแหล่งการเรียนรู้ ด้านเนื้อหาสาระของหลักสูตร ด้านงบประมาณ ด้านผู้ปกครอง และด้านชุมชนหรือองค์กรพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
2.2 วุฒิการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีวุฒิการศึกษาแตกต่างกัน มีปัญหา
โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน โดยปัญหาด้านโครงสร้างหลักสูตรการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 และด้านเนื้อหาสาระของหลักสูตร มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วน ด้านบุคลากร ด้านอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และแหล่งการเรียนรู้ ด้านงบประมาณ ด้านผู้ปกครอง และด้านชุมชนหรือองค์กรพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีมีนัยสำคัญทางสถิติ
2.3 ประสบการณ์ในการทำงาน ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการ
ทำงานแตกต่างกัน มีปัญหาด้านโครงสร้างหลักสูตรการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ด้านบุคลากร ด้านอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และแหล่งการเรียนรู้ ด้านเนื้อหาสาระของหลักสูตร ด้านงบประมาณ ด้านผู้ปกครอง และด้านชุมชนหรือองค์กรพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
3. การเปรียบเทียบความต้องการในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของผู้บริหารสถานศึกษาและ
ครูผู้สอน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ตามตัวแปรสถานภาพในการทำงาน และวุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า
3.1 สถานภาพในการทำงาน ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีสถานภาพแตกต่าง
กันมีความต้องการโดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐาน
3.2 วุฒิการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีวุฒิการศึกษาแตกต่างกัน มี
ความต้องการ โดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐาน
3.3 ประสบการณ์ในการทำงาน ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ใน
การทำงานแตกต่างกัน มีความต้องการโดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งไม่เป็นไป
ตามสมมติฐาน
ในส่วนข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนให้ความเห็นตรงกันคือ ครูผู้สอนควรเข้ารับการอบรมเพื่อเพิ่มทักษะในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ส่วนอาคารสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ที่มีไม่ตรงกับความต้องการในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นั้นคือ ไม่มีห้องสำหรับกิจกรรมที่ใช้สำหรับฝึกหัด เช่น กิจกรรมชุมนุม กิจกรรมลูกเสือ ยุวกาชาด และผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนคาดหวังว่าหลังจากที่ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแล้วสามารถนำความรู้พัฒนาตนเองและสร้างงาน อาชีพในอนาคตได้
อภิปรายผล
จากผลการวิจัย สามารถอภิปรายผลในประเด็นที่สำคัญ ดังนี้
1. การศึกษาปัญหาของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร พบว่า
1.1 ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน มีปัญหาทั้ง 7 ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า มีปัญหาด้านอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และแหล่งการเรียนรู้ มากที่สุด รองลงมาคือ ด้านงบประมาณ ด้านผู้ปกครอง ด้านโครงสร้างหลักสูตรการจดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ด้านชุมชนหรือองค์กร ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีปัญหาน้อยที่สุดเท่ากันคือด้านบุคลากรและ ด้านเนื้อหาสาระของหลักสูตร
จากกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสัมภาษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อาคารสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ ที่มีไม่ตรงกับความต้องการในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ไม่มีห้องสำหรับกิจกรรมที่จำเป็นต้องมีห้องสำหรับการฝึกหัดเช่น ห้องซ้อมกีฬา ห้องซ้อมดนตรี ห้องประกอบอาหาร ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนเห็นว่า การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนทุกประเภทให้มีประสิทธิภาพ ต้องมีความพร้อมด้านอาคาร สถานที่ วัสดุอุปกรณ์และแหล่งเรียนรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้ผู้เรียนใช้เป็นสื่อการเรียนรู้และฝึกทักษะ ซึ่งต้องจัดให้เหมาะสม สอดคล้องกับลักษณะและประเภทของแต่ละกิจกรรม ตามความต้องการความสนใจของผู้เรียน บางครั้งอาจต้องใช้แหล่งการเรียนรู้ภายนอกสถานศึกษาร่วมด้วย โดยจะเห็นจากงานวิจัยของ มอร์ริซเซย์ (Morrissey.2005: Online) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมที่จัดภายนอกโรงเรียนและการพัฒนาที่ดีของเยาวชน ที่เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างชุมชนและครอบครัว พบว่า กิจกรรมที่จัดภายนอกโรงเรียนมีผลต่อการเสนอแนวทางแก้ปัญหา และใช้กิจกรรมมาเป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชน เช่น กิจกรรมทางศาสนา กิจกรรมนอกหลักสูตร กิจกรรมอาสาสมัคร สอดคล้องกับงานเขียนของ พัชนี สิทธิพลากุล (2547: 26) กล่าวว่า ปัญหาในการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่พบคือ โรงเรียนมีวัสดุ อุปกรณ์ สถานที่ไม่เหมาะสมกับการดำเนินกิจกรรมพัฒนาความถนัด ความสนใจ ตามความต้องการของผู้เรียน ขาดแหล่งเรียนรู้ สอดคล้องกับงานวิจัยของกนกวรรณ ศุภสิริโรจน์ (2548: 116-127) ได้ทำการศึกษาสภาพและปัญหาการดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียนสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยของโรงเรียนดาราวิทยาลัย พบว่า ปัญหาด้านการเตรียมการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน คือ สถานที่สำหรับจัดกิจกรรมไม่เหมาะสม และสอดคล้องกับงานวิจัยของ ดาริน สุทธิสะอาด (2547: 78-82) ได้ศึกษาปัญหาในการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ของโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า ปัญหาในการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่พบคือ วัสดุครุภัณฑ์ไม่เพียงพอ สถานที่ ไม่เหมาะสมในการจัดกิจกรรม ขาดแหล่งเรียนรู้
1.2 ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน มีความต้องการในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความต้องการทั้ง 7 ด้านอยู่ในระดับมาก ความต้องการด้านเนื้อหาสาระของหลักสูตร มากที่สุด รองลงมา คือ ด้านชุมชนหรือองค์กร ด้านโครงสร้างหลักสูตรการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ด้านอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ แหล่งการเรียนรู้ ด้านผู้ปกครอง ด้านบุคลากร และด้านงบประมาณ ตามลำดับ จากกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสัมภาษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ควรมีการส่งครูผู้สอนเข้ารับการอบรมเพื่อเพิ่มทักษะในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มีห้องเฉพาะสำหรับการจัดกิจกรรมแนะแนว กิจกรรมชุมนุม กิจกรรมลูกเสือ ยุวกาชาด หลังจากที่ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแล้วสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพได้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนเห็นว่า หากมีอาคารสถานที่วัสดุอุปกรณ์ และแหล่งการเรียนรู้ที่เพียงพอ จะทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย เกิดความรู้ความชำนาญด้านวิชาการ วิชาชีพ ค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง เห็นช่องทางในการสร้างอาชีพในอนาคตได้เหมาะสม จะเห็นได้จากงานวิจัยของ ฮอร์ ลอเวย์ (2002: Online) ได้ศึกษากิจกรรมนอกหลักสูตรและการสร้างแรงจูงใจของนักเรียน พบว่ากิจกรรมนอกหลักสูตรสามารถสร้างรายได้ให้แก่นักเรียนและพร้อมทั้งได้ประสบการณ์การเรียนรู้ อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญขาดไม่ได้เลย คือ งบประมาณสนับสนุนการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งงบประมาณจะช่วยผลักดันให้การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษาประสบความสำเร็จได้ จึงกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษาต้องให้การสนับสนุนและจัดสรรงบประมาณ ดังที่กระทรวงศึกษาธิการ(2546: 8) กล่าวว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีหน้าที่ให้การสนับสนุนและอำนวยในด้านการจัดสรรงบประมาณ สอดคล้องกับงานวิจัยของ มณี ครไชยศรี (2550: 51--60) ศึกษาความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับสภาพและปัญหาการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ช่วงชั้นที่ 1 และ 2 ของโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย แผนกประถม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ควรมีการพัฒนาสถานที่ และจัดหาอุปกรณ์ให้มีความเหมาะสมกับกิจกรรม และสอดคล้องกับงานวิจัยของ คติ ปรีชา (2550: 91-99) ได้ศึกษาสภาพการบริหาร สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนาการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถาบันการอาชีวศึกษาจังหวัดลำปาง พบว่า กิจกรรมซึ่งสมควรได้รับการพัฒนาคือ การสนับสนุนงบประมาณอย่างเพียงพอต่อการดำเนินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
2. การเปรียบเทียบปัญหาของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขต
สวนหลวง กรุงเทพมหานคร พบว่า
2.1 เมื่อพิจารณาสถานภาพในการทำงาน พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีปัญหาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และประสบปัญหาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก ขาดความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนมีภาระงานที่ต้องรับผิดชอบทั้งงานสอนและงานอื่น ๆ มากมาย จึงทำให้การสอนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนทำได้ไม่เต็มที่ สอดคล้องกับงานวิจัยของ พิชัย สดเอี่ยม (2547: 72-80) พบว่า ปัญหาคือบุคลากรไม่มีเวลาเพียงพอมีงานพิเศษอื่นๆมากจึงไม่สามารถจัดกิจกรรมได้ตามความสนใจและความถนัดความสามารถของผู้เรียน ด้านแนวการจัดกิจกรรมผู้เรียน ปัญหาคือ ครูที่ปรึกษาต้องรับผิดชอบงานพิเศษมากนอกจากนี้ยังสอนหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้ ทำให้กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ต้องใช้เวลาอื่นนอกตารางและการจัดกิจกรรมไม่เกื้อกูลส่งเสริมการเรียนครบตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ ด้านบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องต่อการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ปัญหาคือ ครูที่ปรึกษากิจกรรมไม่ดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ของตนที่จะประสานงาน และอำนวยความสะดวกให้กิจกรรมบรรลุตามวัตถุประสงค์ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ชมัยพร แก้วชิณ (2549: 108-122) พบว่า ข้าราชการครู ที่มีตำแหน่งและที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ในโรงเรียนเครือข่ายการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
2.2 ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีวุฒิการศึกษาแตกต่างกัน มีปัญหาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีวุฒิการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ได้เรียนรู้วิธีการเทคนิคต่าง ๆ อีกทั้งได้ไปศึกษาดูงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีวุฒิการศึกษาแตกต่างกันมีปัญหาแตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ เฉลิมพล พันธ์บัว (2549: 78-87) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมด้านแรงจูงใจและการติดต่อสื่อสารกับบทบาทของผู้บริหารในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานครและเปรียบเทียบการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามวุฒิการศึกษา และขนาดของโรงเรียน พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวุฒิการศึกษาแตกต่างกันและอยู่ในโรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
2.3 ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการทำงานแตกต่างกัน มีปัญหาในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากบุคลากรที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการวางแผนงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จึงทำให้ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนสามารถนำแผนการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนไปจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้เลย ดังที่กระทรวงศึกษาธิการ (2546: 4) ได้ให้แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนไว้ว่า ให้วางแผนและจัดแผนการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยกำหนดวัตถุประสงค์ กระบวนการ วิธีดำเนินการ สื่อ/อุปกรณ์และการประเมินผลการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้
3. การเปรียบเทียบความต้องการของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร พบว่า
3.1 เมื่อพิจารณาสถานภาพในการทำงาน พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความต้องการแตกต่างกันอย่างไม่มี นัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก สถานศึกษาได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องไว้ชัดเจน มีการนิเทศ ติดตามผล และประเมินผลการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จึงทำให้ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเหมาะสมดังที่กระทรวงศึกษาธิการ (2546: 4) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้ประสบผลสำเร็จบรรลุผลตามเจตนารมณ์ของหลักสูตร ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะต้องให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นอกจากจะต้องมีการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแล้วสถานศึกษาจะต้องมีการกำหนดครูผู้รับผิดชอบ มีการนิเทศ ติดตามผล และประเมินผลการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนอย่างจริงจัง
3.2 ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีวุฒิการศึกษาแตกต่างกัน มีความต้องการแตกต่างกันอย่างไม่มีมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากบุคลากรที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการวางแผนงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จึงทำให้ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนสามารถนำแผนการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนไปจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้เลย ทำให้ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่ไม่มีความรู้ ความชำนาญในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนสามารถสอนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนได้โดยอาศัยแผนงานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนได้ ดังที่กระทรวงศึกษาธิการ (2546: 4) ได้ให้แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนไว้ว่า ให้วางแผนและจัดแผนการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยกำหนดวัตถุประสงค์ กระบวนการ วิธีดำเนินการ สื่อ/อุปกรณ์และการประเมินผลการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง
3.3 ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการทำงานแตกต่างกัน มีความต้องการแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากมีครูภูมิปัญญาท้องถิ่นมาช่วยสอนในกิจกรรมที่ต้องใช้ความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์เฉพาะสาขา ดังที่ สุขพัชรา ซิ้มเจริญ(2545: 7) กล่าวว่า การเป็นวิทยากรและแนะนำวิทยากร คณะกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่ประกอบไปด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ ผู้แทนองค์กรปกครองท้องถิ่น ผู้แทนชุมชน ผู้แทนผู้ปกครอง และศิษย์เก่า ซึ่งล้วนแต่มีศักยภาพในตนเอง ฉะนั้นจึงสามารถเป็นวิทยากรหรือจัดหาวิทยากรในกรณีที่ขาดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาที่กำหนดในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
ข้อเสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะสำหรับนำผลการวิจัยไปใช้
1.1 สถานศึกษาควรพัฒนาบุคลากร โดยจัดการอบรมสัมมนา ศึกษาดูงานด้านการจัดกิจกรรม
พัฒนาผู้เรียน เพื่อให้มีความรู้ความสามารถ
1.2 ควรมีการติดตามผลของพัฒนาการของผู้เรียนจากผู้ปกครองเพื่อประเมินพฤติกรรมของ
ผู้เรียน
2. ข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งต่อไป
2.1 ควรทำการศึกษาปัญหาและความต้องการในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ที่เป็นกิจกรรม
ลูกเสือ ยุวกาชาด กิจกรรมชุมนุมต่าง ๆ
2.2 ควรทำการศึกษาปัญหาและความต้องการในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยศึกษากับ
กลุ่มตัวอย่างอื่นที่เป็นผู้เรียน ผู้ปกครอง