หนูตื่นขึ้นมาประมาณตีสี่ค่ะ เมื่อคืนนอนค่อนข้างดึก มีเสียงคร่ำครวญแว๊บเข้ามาว่า แกนอนตั้งหกทุ่มกว่าไม่ต้องรีบลุกก็ได้ แต่สุดท้ายหนูก็ลุกขึ้นมาล้างหน้าแล้วก็ทำวัตรเช้า อ่านบันทึกและนั่งเขียนบันทึกกว่าจะได้ตีพิมพ์ก็กินเวลาไปพอสมควร แล้วใจหนูก็แว๊บขึ้นมาว่า เราควรจะหาเวลาสำหรับการอ่าน paper เพื่ออัพเดตความรู้ โดยเฉพาะต้องทำงานวิจัย หนูจึงหยิบแฟ้ม paper ที่หนูปริ้นออกมาเก็บไว้เกือบ ๆ สองอาทิตย์ที่เกี่ยวกับต้นไม้ที่หนูทำ หนูนั่งอ่านไปเรื่อย ๆ ยิ่งอ่านก็เหมือนยิ่งได้ข้อมูลเพิ่มมากขึ้น รู้จักและเข้าใจงานตนเองมากขึ้นค่ะครู
เงยหน้าขึ้นมาเกือบ ๆจะ เจ็ดโมงหนูจึงรีบเปลี่ยนชุดออกไปวิ่งออกกำลังกาย หนูวิ่งได้เพียงระยะทางสั้น ๆ แล้วก็ย้อนกลับ แวะซื้อกับข้าว ติดกลับมาด้วยวันนี้หนูตั้งใจจะเดินไปทำงานค่ะ จึงจัดการอาบน้ำแต่งตัว เปิดเช็คเมลล์เห็นข้อความที่ครูส่งมามีสองความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ โล่งใจ และย้อนทบทวนตนเกี่ยวกับคำเตือนที่ครูท่านชี้แจงมา ทำให้หนูย้อนพิจารณาใช่แล้ว หนูไม่ได้ย้อนคิดเลยว่าการตอบบันทึกใน G2K ต้องพิจารณาความคิดและความรู้สึกของตนเอง หนูบอกตนเองว่า “เอาหล่ะลุยเลย ครานี้ ครูท่านเมตตาแล้ว” แล้วหนูก็เดินภาวนาไปทำงาน
พอถึงที่ทำงาน หนูนั่งพิจารณากับตนเอง เอ.......ควรจะอ่าน paper ที่ค้างอยู่ต่อ รึว่าจะ เช็ค สไลด์ หรือว่าจะวาดภาพ หรือว่าจะนั่งเขียนงานคร่าว ๆ ก่อน หนูลองจัดลำดับความสำคัญ จึงเริ่มจากการจัดเช็คความเรียบร้อยของสไลด์ก่อน เห็นว่ามีหลายอันที่ต้องลงมือปรับแก้ หนูจึงนั่งลงทำใหม่ อาจจะด้วยการฝึกฝนหนูใช้เวลาไม่มากนักในการเตรียมสไลด์ให้พร้อมสำหรับใช้งาน ได้แล้ว จึงนั่งลงประมวลผลเปรียบเทียบ จุดเหมือนจุดต่าง โดยจัดเรียงแต่ละส่วนแล้วทำตารางคร่าว ๆ เพื่อเก็บข้อมูลให้ตนเองค่ะครู หนูจัดกลุ่มตัวอย่างคร่าว ๆ จากแหล่งที่มาคือ บางตัวอย่างมาจากการปลูกในแปลงหรือ เรือนเพาะชำ บางชนิดเก็บมาจากป่าชายเลนโดยตรง จะมีลักษณะบางอย่างที่เป็นลักษณะร่วม และมีรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อยที่แตกต่างกัน
หนูรูสึกว่า ต้นไม้ก็เหมือนคน มีตาสองข้าง มีผม มีขน มีเล็บ มีฟัน เหมือนกัน แต่ก็แตกต่างกันที่ลักษณะ เช่น ผมตรง ผมหยิก ผิวละเอียดผิวหยาบ ต้นไม้ที่หนูทำอยู่ก็เหมือนกัน บางชนิดขนมาก ขนน้อย ผนังหยักบ้าง หลายเหลี่ยมบ้าง แล้วแต่แหล่ง
แต่พอดูผ่านกล้องจุลทัศน์นาน ๆ หนูก็รู้สึกล้าและมึนหัว รู้สึกได้ถึงความปวดหนึบ ๆ บริเวณท้องน้อย ลมหายใจที่อึดอัด และอ่อนล้าตามร่างกาย โดยเฉพาะตั้งแต่ส่วนเอวลงไปถึงขาแทบไม่มีแรง หนูจึงเดินกลับมาที่โต๊ะเพื่อหยุดพักแล้วพิจารณา หนูเป็นอะไร ได้คำตอบคร่าว ๆ ให้ตนเองว่า วันนี้หนูเป็นประจำเดือน เมื่อคืนนอนน้อย ก็เป็นธรรมดาที่จะมีอาการวูบวาบอ่อนแรงบ้าง
หนูระลึกขึ้นว่า “เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก มันทุกข์หนอ การมีกายมันทุกข์อย่างนี้” แล้วก็บอกว่า “หนูกำลังเป็น แค่ดูมันเฉย ๆ จึงหลุดออกมาจากอาการคร่ำครวญ ไม่นานก็สบายขึ้น”
ตอนเที่ยงลงไปทานข้าวกับป้าอบ แล้วขึ้นมาตั้งใจตอบบันทึกที่ครูมอบหมาย แล้วเข้าไปอ่านและพิจารณาซ้ำเกี่ยวกับบันทึกก่อน ๆ ที่ยังขาดการใคร่ครวญของหนู
หลังจากนั้นหนูเอา paper มาเปิดอ่านต่อ พออ่านจบ จึงเดินมานั่งพิจารณาสไลด์ทำข้อมูลต่อ เสร็จเรียบร้อยไปอักชุด หนูจึงวางมือมาที่โต๊ะ ความอ่อนล้ายังมีอยู่ เหมือนกับว่าหนูอ่อนล้า ดูกล้องต่อไม่ไหวละ แล้วเพื่อนก็เอ่ยขึ้นมาว่า พรุ่งนี้จะมีคนมาดูงาน สี่สิบเดคน ต้องเคลียร์สถานที่ หนูจึงลุกขึ้นมาเก็บของที่วางไม่เรียบร้อย แล้วก็เก็บงานที่ทำค้างไว้ เพื่อน ๆ กลับกันหมดแล้ว หนูจึงนั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับเภสัชเวทเพิ่มเติม บางทีก็รู้สึกเพลีย หนูอ่านไปด้วย และเขียนเพื่อสรุปความเข้าใจในตนเองคร่าว ๆ นั่ง ๆ อ่านไปเหมือนหนูวูบจะหลับ
หนูจึงเก็บของออกจากที่ทำงานประมาณห้าโมงเย็นค่ะ มาถึงห้องหนูรู้สึกเพลียมาก ๆ จึงทำ detox พร้อมกับการภาวนาท่าศพ ค่อยรู้สึกร่างกายสดชื่นและมีพลังมากขึ้น ทำให้หนูระลึกได้ว่า สมองหนูหมุนติ้ว ๆ เรื่องงานตลอดเวลา เหมือนไม่ได้พัก แต่พอได้ทำสมาธิภาวนาร่วมกับการ detox จึงมีพลังกลับมา แล้วหนูก็เปลี่ยนชุดไปวิ่งออกกำลังกาย หนูได้ข้อสรุปให้ตนเองว่า เพราะใจไม่เป็นสมาธิ หนูจึงตั้งใจกับตนเองว่า จะวิ่งกับลมหายใจอย่างเดียว ไม่ปล่อยให้พิจารณาเรื่องไหน ๆ ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องเสียดายความคิดที่เกิดขึ้น หนูพยายามประคับประคอง ใช่ค่ะครู หนูว่าคำนี้แหละใช่เลย เพราะเมื่อไหร่ที่หนูเห็นมันวิ่งไปที่อื่น หนูก็พาเขามาที่ลมหายใจใหม่ เหมือนยื้อ จิตให้กลับมาที่ลมหายใจ เผลอคิดปุ๊บ ดึงมาที่ลมปั๊บ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับอึดอัดค่ะ ใจรู้สึกสบายมากขึ้น พอเหงื่อท่วมการ จิตฟุ้งซ่านน้อยลงใจหนูก็ผ่อนคลายมากขึ้นค่ะ กลับมาที่ห้อง รอให้อุณหภูมิร่างกายลดลง แล้วก็อาบน้ำ ประมาณสองทุ่ม หนูจึงปิดไฟจุดเทียนนั่งลงทำวัตรเย็น ครูค่ะ ตอนสวดบทสังฆานุสติ น้ำตาหนูก็ไหลออกมา เป็นเหมือนมีความสั่นสะเทือนที่หนูก็ไม่แน่ใจว่าคืออะไรค่ะ แต่หนูก็สวดต่อไป น้ำมูกที่ไหลก็ค่อย ๆ เหือดหาย เพราะหนูปวดในกาย จึงสวดบทกายคตาสติ พิจารณาสังขาร อภิณหปัจจเวกขะณะปาฐะ แล้วค่อยสวดอุปกิเลส ๑๖ และแผ่เมตตา เสร็จแล้วหนูก็ทำสมาธิภาวนา หนูตามลมหายใจตนเองไปเรื่อย ๆ ค่ะ ครูมีจังหวะหนึ่งที่เหมือนเสียงกริ๊ก ในหัว ทุกอย่างก็สว่างโพร่งขึ้นมา น้ำมูกที่คัดในจมูกก็หลุดหายไป ร่างกายเบาสบาย ลมหายใจหนูชัดขึ้น ความรู้สึกข้างในค่อย ๆ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ค่ะ เหมือนหนูมีลมหายใจเป็นเครื่องยึดไม่รู้ซิค่ะ ณ ขณะนั้นรู้สึกว่า หนูยึดลมหายใจตนเอง แล้วภาพก็ปรากฏเป็นหัวกะโหลกอีก ใจหนูก็สงสัยว่า เอ........ทำไมช่วงนี้เห็นบ่อยจัง แล้วก็เหมือนหลุดออกมา หนูลืมลมหายใจ หนูค่อย ๆ เริ่มใหม่อยากเห็นเหมือนเดิม แต่ก็เพียงเบา ๆ แต่ก็ไม่เห็นค่ะ จึงออกจากสมาธิแล้วลืมตา สวดบทอุทิศบุญแล้วก็มาพิมพ์การบ้านส่งครูค่ะ
หนูกราบขอบพระคุณครูมากค่ะ ที่เตือนสติหนูเรื่องการตอบบันทึก หนูจะตั้งใจแก้ไขใหม่ ทำอย่างมีสติ เพื่อฝึกฝนตนเองต่อไปเจ้าค่ะ
ศีล
- ร่างกายหนูเพลียค่ะ บางทีหนูก็รู้สึกเครียด ๆ เหนื่อย ๆ หนูเมตตาร่างกายตนเองน้อยอยู่
- ไม่ขโมยของใครค่ะครู ตอนที่หยิบโอวัลตินในห้องมาทานก็นึกขึ้นมาได้ว่า พี่ท่านเคยอนุญาตไว้แล้ว แต่ก็เดินออกมาขออนุญาตท่านอีกครั้ง แล้วก็บอกตนเองว่า ต้องซื้อมาไว้บ้าง
- อืมวันนี้ ไม่ค่อยมีเวลาสนใจใครค่ะ
- หนูไปวิ่งช้าหน่อยค่ะ เมื่อเช้าจึงวิ่งได้เพียงระยะสัน ๆ ค่ะครู งานที่ตั้งใจกับตนเอง ก็ทำได้พอไหว แต่ก็ยังไม่ครบพร้อมที่ตั้งใจค่ะครู
- ความประมาท ตอนทำงานหนูยังละทิ้งการภาวนาอยู่ค่ะ สะท้อนชัดจากความเครียดที่ปรากฏ กว่าจะรู้ตัวว่าตนเอง ไม่ภาวนาก็ตอนที่รู้สึกอ่อนล้า เพราะเหมือนบางทีหนูก็คิดเอาเองว่า ตอนที่สมองคิดเรื่องต่าง ๆ คือ การภาวนา ทั้ง ๆ ที่หลายครั้งเป็นการคร่ำครวญเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณครูเจ้าค่ะ
มาอ่านจดหมายถึงครูที่เยี่ยมมากค่ะ
อย่าได้ไปใส่ใจมันมาก...มันก็เป็นไปของมัน
ไม่ได้มีอะไรพิเศษ หรือพิศดาลอะไร ... พี่ว่าดูๆ ไปมันก็เป็นการปรุงแต่งของความคิดของเรา อันเป็นการปรุงแต่งที่เราไม่รู้ตัว เพราะเราใช้วิธีการนี้จนชิน นั่นน่ะหมายถึง จิตเรามันใช้วิธีการนี้จนคุ้นชินไปแล้ว
เช่น...อาการคล้ายป่วย ก็คือ อาการที่จิตมันแสดงปฏิกิริยาออกมาทางกาย เพราะจริงๆ แล้วเราไม่ได้ภาวนาไปด้วยในการทำงาน ไม่ได้ทำงานด้วยใจที่สบาย ด้วยลมหายใจที่สบาย เราคร่ำเคร่งเกินไป แล้วก็เกิดเป็นปฏิกิริยาความเครียดปรากฏขึ้น ก็ส่งผลต่อสารชีวเคมีต่างๆ ในร่างกาย ก็ทำให้เกิดอาการ...
การนอนน้อย ทานน้อย...ไม่ได้มีผล หากว่าเราใช้ "ลมหายใจ" ที่สบายนำพาวิถี
การนอนน้อย หรือเป็นรอบเดือน ก็ตกเป็นเหยื่อที่เราเลือกขึ้นมาเพื่อให้เราดูดี แต่จริงๆ แล้วเรายังภาวนาไม่ถูก...
ทุกอย่างมันคือ ความธรรมดา ปล่อยให้มันเป็นไปของมัน เรามีหน้าที่ดูเท่านั้นเอง
ขอบพระคุณค่ะครูแป๋ม
การได้เขียนจดหมายถึงครูทุกวัน ๆ เหมือนหนูได้ทบทวนตนเองในสิ่งที่ทำในแต่ละวัน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ค่ะ หนูเห็นอะไร ๆ เปลี่ยนไปทั้งเรื่องภายนอก ที่ค่อย ๆ ถูกลดเรื่องไร้สาระลง หรือ เรื่องภายในที่เข้าใจในตนเองมากขึ้นค่ะ
เหมือนเป็นอีกทางหนึ่งที่หนูได้เรียนรู้ตนเอง โดยมีครูเป็นผู้รับฟังและให้กำลังใจค่ะ
ขอบพระคุณค่ะที่ปุ๋ม รู้สึกโล่งสบายมากขึ้น ผ่อนคลายจากความกังวลและสงสัย
สำนึกขึ้นมาได้ว่ายังหาเหยื่อมารองรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แล้วรู้สึกไม่พอใจ หรือรู้สึกพอใจ อยากรู้อยากเห็น หนูก็อยากจะค้นหา เพื่อให้รู้ให้เห็นอีก หนูจะทำต่อไปค่ะพี่ปุ๋ม แม้ตอนนี้ยังดูกระพร่องกระแพร่ง ก็พอได้เห็นพัฒนาการในตนเองที่เกิดขึ้น
ขอบพระคุณสำหรับคำชี้แนะเจ้าค่ะ