ขอทุนโรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุขเพื่อทำหนังสือนิทานภาพสำหรับผู้ใหญ่.....(โปรดอย่าเข้าใจอะไรผิดไปนะครับ แค่เป็นหนังสือที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ใหญ่แต่สื่อสารด้วนรูปแบบนิทานภาพเท่านั้นเอง) ไว้เกือบปี เลยเวลาครบกำหนดมาก็เนิ่นนาน
ตอนนี้หนังสือใกล้เสร็จเต็มที เลยล่วงหน้ามาโฆษณาก่อนครับ
นิทานเรื่องนี้เริ่มจากการมีโอกาสพูดคุยกับทันตแพทย์ที่ทำงานอยู่ที่สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ อยู่บ่อย ๆ ว่าอยากจะทำสื่ออะไรสักอย่างเรื่อง "การทำฟันในเด็กพิเศษ" ซึ่งหมอที่ทำงานที่นั่นมีมุมมองที่น่าสนใจทีเดียว
คุยไปคุยมาร่างแรกของความคิดก็ปรากฏออกมาเ็ป็นบทความสั้น ๆ ที่ยังไม่เคยเผยแพร่ที่ไหน เพราะมันค่อนข้างจะเป็นบทความที่ประหลาดเอาการอยู่
บทความชิ้นนั้นเป็นอย่างนี้ครับ
อย่าว่าแต่เด็กพิเศษเลย สำหรับทันตแพทย์ทั่วไปที่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก แค่การทำฟันเด็กธรรมดาๆสักคน ก็เป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยงหากสามารถหลีกเลี่ยงได้
จึงเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่งที่เด็กพิเศษจำนวนมากที่มีปัญหาในช่องปากจะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ของการดิ้นรนแสวงหาการรักษา และต้องเผชิญหน้ากับการถูกปฏิเสธการให้การรักษาจากทันตแพทย์
“เพียงแค่หมอฟันรู้ว่าลูกเราเป็นอะไร ประโยคต่อไปที่จะหลุดออกจากปากหมอก็แทบจะคาดเดาได้”
หากถามว่าการเลือกมาทำงานที่นี่ซึ่งเป็นห้องฟันของสถาบันที่ให้การดูแลเด็กพิเศษ มีใครบ้างไหมในทีมของเราที่เลือกเพราะมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมาทำหน้าที่ดูแลเด็กเหล่านี้ ถ้าจะตอบกันจริง ๆก็คงจะไม่มี ทุกคนเลือกที่จะมาทำงานที่นี่ด้วยเหตุผลและเงื่อนไขส่วนตัวของแต่ละคนทั้งนั้น
การจินตนาการถึงการต้องเป็นคนทำฟันให้กับเด็กพิเศษ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่แสนจะน่าหวาดหวั่น แม้กระทั่งกับเด็กธรรมดาหรือแม้แต่ผู้ใหญ่ จึงเป็นจินตนาการที่ชวนหวาดหวั่นสำหรับพวกเราไม่น้อย
เพราะทีมเราเอง (ทีมงานของสถาบัน) ก็มิได้ต่างกับทีมทันตบุคลากรอื่น ๆ ที่แรกเริ่มเดิมทีนั้น แค่เห็นเด็กพิเศษสักคนเดินผ่านหรือเข้ามานั่งใกล้ ๆ เราก็ยังไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร
แต่ด้วยเงื่อนไขของหน้าที่การงานที่เราต้องทำหน้าที่ในการทำฟันให้เด็กเหล่านี้ ทำให้เราค่อย ๆ เรียนรู้มากขึ้นทีละนิดจากบทเรียนที่เหล่าเทวดานางฟ้าตัวน้อย ๆและครอบครัวของพวกเธอได้จัดให้
เราได้เรียนรู้ว่า การมีลูกเป็นเด็กพิเศษนั้น คำที่มีความสำคัญที่สุดคือ คำว่า “การยอมรับ” ทั้งการยอมรับจากพ่อแม่ในความพิเศษของลูก และการยอมรับในความพิเศษของเด็กจากบุคคลอื่น ๆ
หากจะนับเอาการรักษาฟันที่เป็นโรคให้หายเป็นเป้าหมายสุดท้ายของการทำงาน วิธีการที่เราจะปฏิสัมพันธ์กับเด็กก็คงจะเป็นแบบหนึ่ง แต่หากไม่ใช่ แล้วมันมีอะไรมากไปกว่านั้น
เราได้เรียนรู้ว่า แต่สำหรับเด็กพิเศษแล้ว การทำฟันนั้นมิใช่เพียงแค่การต้องเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวเท่านั้น หากแต่การทำฟันดูราวกับเป็นพิธีกรรมหนึ่ง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เป็นวาระสำคัญที่แสดงถึงการเติบโต แสดงถึงการเปลี่ยนผ่านและเป็นก้าวย่างที่สำคัญของชีวิตทั้งสำหรับตัวเด็กเองและครอบครัว
ทุกครั้งที่เรากำลังทำฟันให้กับเทวดานางฟ้าเหล่านี้ เราได้เรียนรู้ว่านอกจากจะจับจ้องอยู่กับฟันซี่น้อยในปากแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่สายตาของเราจ้องมองไปยังแววตาของพ่อแม่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เก้าอี้ และหัวใจของเราจะต้องเปิดออกเพื่อรับฟังความรู้สึกทั้งหมดของครอบครัว
บางครั้งแววตาที่เราเห็นบอกให้เรารู้ทันทีว่าหัวใจของการรักษาในครั้งนี้อาจจะไม่ใช่การทำฟัน หากพยายามช่วยให้ครอบครัวก้าวข้ามผ่านเข้าสู่การยอมรับในความเป็นครอบครัวพิเศษที่มีเทวดาและนางฟ้าเลือกที่จะมาอยู่ด้วย
หลายครั้งที่คำพูดสั้น ๆ บอกเราถึงความหวาดกลัวของพ่อแม่ต่อการทำฟันของลูก แม้ว่าในทางทฤษฎีแล้วการทำฟันในครั้งนั้นปราศจากอันตรายโดยสิ้นเชิง หากเป็นก่อนหน้าที่เราจะได้เรียนรู้ เรามักที่จะรู้สึกหงุดหงิดและประทับตราพ่อแม่เหล่านั้นว่าหวาดกลัวและปกป้องลูกมากเกินเหตุ แต่ท้ายที่สุดเราได้เรียนรู้ว่าเรามิอาจเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้ด้วยการใช้สมองและการใคร่ครวญเชิงตรรกะความคิด หากแต่เราจะต้องเปิดหัวใจของเราโอบรับเอาความหวาดกลัวนั้นเอาไว้อย่างปราศจากเงื่อนไข และก้าวข้ามความหวาดกลัวนั้นไปด้วยกัน
หลายครั้งที่เราสัมผัสได้ถึงความกังวลของพ่อแม่ ที่กลัวว่าหมอจะรำคาญ เป็นห่วงว่าหมอจะหงุดหงิดที่ลูกของตัวเองกรีดร้อง มากไปกว่าความกังวล มีไม่น้อยครั้งที่เรารู้สึกถึงความอายของพ่อแม่ ทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้นไม่ใช่เรื่องของการอุดฟันแล้ว แต่เป็นการสื่อสารให้ครอบครัวครอบครัวหนึ่งรู้ว่า ไม่มีอะไรต้องกังวล ที่นี่ไม่มีความรู้สึกหงุดหงิดและรำคาญ ที่นี่มีเพียงแค่การยอมรับและเข้าอกเข้าใจ
แม้จะมีเงื่อนไขมากมายที่เป็นข้อจำกัดที่ทำให้การทำฟันให้กับเทวดานางฟ้าเหล่านี้ไม่ง่ายนัก เด็กบางคนมีร่างกายที่ต่อต้านด้วยอาการเกร็งทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ เด็กบางคนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ แม้ในทางร่างกายและอารมณ์ของพวกเค้าจะมีข้อจำกัด ที่ทำให้เค้าไม่สามารถร่วมมือในการทำฟันได้เต็มที่ แต่ท่ามกลางข้อกำจัดเหล่านี้ หลายครั้งที่เรากลับสัมผัสได้ถึงความอยากร่วมมือของเด็กเหล่านี้ และเราก็เชื่อเช่นเดียวกันว่าเค้าสามารถรับรู้ถึงความปรารถนาดีที่เรามีต่อเค้า
ไม่ว่าความงดงามและสีสันสดใสของห้องและเก้าอี้ทำฟันที่ช่วยลดความน่าหวาดกลัวของการทำฟันลง เครื่องไม้เครื่องมือมากมายที่ช่วยในการทำฟันให้ง่ายขึ้น ของเล่นรางวัลที่มีไว้ตอบแทนความน่ารักของเด็ก สิ่งเหล่านี้อาจจะดูเป็นลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่น หากแต่เมื่อมองผ่านชั้นของกายภาพเข้าไป เราอยากจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากพื้นฐานของความรักและความปรารถนาที่อยากจะเห็นการก้าวข้ามพ้นของครอบครัวพิเศษ หากปราศจากซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่เป็นฐานของความเชื่อและความศรัทธาแล้ว ลักษณะทางกายภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจก็อาจจะมีค่าเป็นเพียงแค่ความงามที่ว่างเปล่าที่หาความหมายอะไรไม่ได้
ภาษิตเซ็นบทสั้น ๆ บทหนึ่งบอกไว้ว่า “คนจัดดอกไม้ ดอกไม้จัดคน” ภาษิตบทนี้บอกเราว่า ในขณะที่เรากำลังจัดดอกไม้ และดอกไม้ค่อย ๆงดงามขึ้นนั้น จิตใจของเราเองก็กำลังได้รับการจัดให้งดงามขึ้นเช่นเดียวกัน การทำฟันให้เหล่านางฟ้าเทวดาตัวน้อยก็เป็นเช่นเดียวกัน ทุกขณะที่เรากำลังให้การรักษาเยียวยาให้เด็กและครอบครัวได้ก้าวข้ามผ่านไปนั้น เราก็รับรู้ได้ว่าตัวเราเองก็ได้รับการเยียวยาและจิตวิญญาณของเราก็กำลังถูกขัดเกลาให้ค่อยๆลดความหยาบกระด้างลงทุกขณะ
หลายคนบอกว่างานทันตกรรมนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ความเป็นศิลปะของงานทันตกรรมนั้นมิใช่หมายความเพียงแค่ความสามารถในการอุดฟันสวย หรือกรอฟันเนี้ยบ เท่านั้น แต่ความเป็นศิลปะที่น่าภาคภูมิใจของงานทันตกรรมนั้น หมายถึงความมีศิลปะที่จะทำความเข้าใจมนุษย์ และทำงานที่เกี่ยวข้องกับคนอย่างเข้าใจถึงความมีชีวิตจิตใจของคน และหมายถึงการให้การดูแลรักษาเยียวยาและมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กและครอบครัวที่อยู่ตรงหน้าเราคนไข้บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่มนุษย์พึงจะมีต่อมนุษย์
อย่าว่าแต่เด็กพิเศษเลย แค่การทำฟันเด็กธรรมดาๆ สำหรับทีมทันตบุคลากรธรรมดา ๆ อย่างเรา ที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางที่ไหนมา ก็ดูจะเป็นเรื่องยากแสนสาหัส แต่เมื่อเวลาผ่านมาเรื่อย ๆ เรากลับได้เรียนรู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดอาจจะไม่ใช่ฝีมือในการรักษาที่ดีเยี่ยม หรือเทคโนโลยีในการรักษาที่ล้ำยุค หากแต่หัวใจกลับอยู่ที่การสัมผัสที่นุ่มนวลระหว่างเรา เด็ก และครอบครัวของเค้า เป็นการสัมผัสที่เราต่างรับรู้ซึ่งกันและกันว่าการทำฟันที่แสนจะน่าพรั่นพรึงนั้นเกิดขึ้นภายใต้การโอบกอดของความรักและความปรารถนาดีที่ทุกคนมีให้ต่อกันและกัน
บทความนี้เกือบแปลงร่างเป็น presentation ประกอบรูปและเพลงแสนซึ้งแต่ก็สุดทื่อ แต่เดชะบุญที่เรื่องนี้หลุดไปเข้าหูเพื่อนหมอฟันอีกคนที่ผันตัวเองไปทำงานด้านศิลปะ
พอเพื่อนหมอฟันคนนั้นเห็นเรื่องนี้ ก็ตะโกนออกมาทันทีว่า "มรึงอย่าบื้อ....เรื่องอย่างงี้มันต้องเป็นนิทาน"
เราก็งงเต๊ก...นิทานอะไรของมัน ไม่เห็นน่าจะเป็นไปได้....แต่ด้วยความเชื่อมั่นในเพื่อน จึงกลับมานั่งคิดว่าจะหาแหล่งทุนจากไหนมาให้เราทำ (วะ)
สุดท้ายก็ได้มาเจอกับผู้ใหญ่ใจดีอย่าง โรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุข
การแปลงเรื่องราวนามธรรมให้กลายเป็นสีสันที่จับต้องได้จึงเริ่มต้นขึ้น ผ่านเวลายาวนานกว่าจะแสวงหาหนทางแปลงบทความให้เป็นนิทาน แปลงนิทานให้เป็นภาพ หาลายมือเล่าเรื่องที่น่ารัก และหาผู้อาวุโสมาเขียนเรื่องราวปิดเล่ม....
ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างบางตอน...
ขอขัดจังหวะครับ
..............
นั่ง up รูปจนเหนื่อย....ขออนุญาตฉายหนังตัวอย่างแค่นี้กอ่นนะครับ
เอาไว้ติดตามและเอาใจช่วยการผจญภัยของ "ครอบครัวพิเศษ" ได้ในเร็ววันนี้.....ในรูปแบบของหนังสือ
ตบท้ายหนังสือเล่มนี้ด้วยบทความยาว ๆ ของ อ.ไชยันต์ รัชชกูล....ใครอยากรู้ว่าอาจารย์เป็นใคร เราถึงขออาจารย์มาเขียน ลองตามหาอ่านเรื่องของอาจารย์ ใน google นะครับ
บทความอาจจะยาวไปสำหรับการอยู่ในหนังสือนิทาน แต่การเลือกใส่ไว้ก็เพราะอยากใส่น่ะครับ ไม่มีเหตุผลมากกว่านั้น...
เหมือนหนังสือเล่มนี้ ที่ก็ไม่ได้เริ่มทำจากการใช้เหตุผล...แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกล้านเปอร์เซนต์.....
ลองดูบทความของอาจารย์ไชยันต์กันครับ
คำถามที่คำตอบอยู่ในสายรุ้ง
คนพิการทั้งตั้งแต่แรกเกิดหรือต้องมาเป็นภายหลัง ก็จำต้องก้มหน้ารับกรรมไปหรือ? และจริงหรือที่ชีวิตของผู้พิการนั้นรันทดเสมอไป? จริงอยู่ที่สภาพทางร่างกายและความสามารถในการเรียนรู้และการใช้ความคิดที่สลับซับซ้อนนั้นถูกกำหนดให้อยู่ในขอบเขตและเพดานที่จำกัด แต่ก็มีบางด้านที่อยู่ในวิสัยซึ่งสามารถปรับให้เพิ่มขึ้นได้ หรือมิให้ยิ่งตกต่ำลง ด้วยการทำกายภาพบำบัด การฝึกฝนการใช้เชาวน์ปัญญาให้มีสมรรถนะสูงขึ้น และด้วยวิธีการอื่นๆ
ความจริง โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย ถ้ารู้สาเหตุก็ย่อมอยู่ในวิสัยที่ป้องกันรักษาได้ การดูแลสุขภาพช่องปากก็เป็นกรณีตัวอย่างหนึ่งที่ชัดแจ้ง ซึ่งสามารถป้องกันได้ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็สามารถรักษา หรืออยู่ในวิสัยที่ผ่อนหนักเป็นเบาได้ การรักษาสุขภาพช่องปากอาจจะเป็นเรื่องเล็กเมื่อเปรียบกับการป้องกันไม่ให้เป็นโรคหัวใจ หรือเมื่อเทียบระหว่างการผ่าตัดฟันคุดกับการเปลี่ยนอวัยวะในช่องท้อง กรณีแรกก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดา แม้กระนั้นด้วยระดับความ สามารถและความสะดวกที่ต่างๆกันไป การป้องกันและการรักษาในเชิงเปรียบเทียบที่ดูเสมือนว่า “ไม่ยุ่งยากมากนัก” กลับพลิกผันเป็นเรื่องแสนจะยุ่งยากไปได้
ผู้เขียนเคยได้รับทราบว่า มีเด็กพิการบางคนถึงกับหวาดกลัวหมอ พยาบาลจนกระทั่งไม่สามารถทนเห็นผู้ใส่ชุดขาวได้ เพราะเข้าใจไปว่าเป็นผู้ประสงค์จะมาทำร้าย ทั้งนี้เนื่องจากเคยผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวดจากขั้นตอนการรักษาพยาบาล ดังนั้นจึงถึงกับต้องใช้ยาสลบในการทำฟัน แม้ว่าจะไม่ใช่วิธีที่ปรารถนาของใครเลยก็ตาม แต่ทำไมเราถึงจำเป็นต้องเลือกใช้วิธีที่หม่นหมองขนาดนี้? มีทางใดที่เราจะไม่ถึงกับต้องอับจนถึงขั้นนั้น?
มีเด็กที่บกพร่องทางเชาวน์ปัญญาตั้งแต่กำเนิดหลายคนที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองมองข้ามการเอาใจใส่ในเรื่องฟันและสุขภาพช่องปาก ทั้งๆที่ในเรื่องอื่นๆก็ถือได้ว่ามิได้ขาดตกบกพร่อง ครั้นเมื่อเวลาล่วงเลยจนถึงขั้นที่สภาพฟันเสียจนเป็นปัญหา ก็หมายความว่าปัญหานั้นสั่งสมจน “สายเกินการ” จนต้องพึ่งหมอให้รักษา ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยจะไม่ให้เกิดขึ้นได้ ในด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ละเลยการดูแลด้วยตนเองหรือด้วยความเอาใจใส่ของผู้ดูแล บุคลากรทางการแพทย์มักจะกล่าวว่า “ทำไมถึงไม่แปรงฟันให้ดี” “ทำไมถึงไม่มาหาก่อนหน้านี้” แต่โรคภัยไข้เจ็บส่วนมากมักจะค่อยๆสั่งสมข้ามระยะเวลา และใครเล่าจะย้อนเวลากลับไปได้ กระนั้นก็อย่าให้ถึงกับต้องจนตรอกกันเลย
คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วเราจะป้องกันและให้การรักษากันอย่างไรดี? ทำอย่างไรจึงจะให้การไปหาทันตแพทย์ไม่เป็นเรื่องโศกนาฏกรรมน้อยๆ? ความจริง ถ้าไม่ถึงกับจำเป็นจริงๆ ไม่ว่าใครก็คงไม่ประสงค์ไปนอนบนเก้าอี้ทำฟันด้วยกันทั้งนั้น (อาจจะยกเว้นสำหรับกรณีคนอยากสวยด้วยการดัดฟัน) ฉะนั้นคลินิกทำฟันสำหรับเด็กๆจึงพยายามตบแต่งให้ดูสดใส ร่าเริง เป็นสถานที่ที่น่าไปนั่งเล่น ไปรอหมอ แต่ความพยายามนี้เน้นหนักไปที่เมื่อเด็กๆได้ไปถึงที่คลินิกแล้ว หรือเมื่อเคยไปมาแล้วก็ไม่เกรงกลัวที่จะต้องไปอีก ส่วนขั้นตอนตั้งแต่เตรียมตัวเตรียมใจจากบ้านเล่า?
คลินิกทำฟันสำหรับเด็กนับว่าเป็นความเอาใจใส่และอ่อนไหวต่อความรู้สึกของเด็กๆ ด้วยความคิดและความรู้สึกในทำนองเดียวกันนี้ เราจะสามารถมีคลินิกทำฟัน และคลินิกทั่วๆไปสำหรับคนพิการได้บ้างหรือไม่? เด็กที่บกพร่องทางเชาว์ปัญญา (ที่ยังมีผู้คนที่ไม่อินังขังขอบทางความรู้สึกยังเรียกว่า “ปัญญาอ่อน” กันอยู่) บางครั้งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็อาจจะไม่กลัวเกรงอะไร แต่เมื่อรู้สึกถึงอันตรายและความเจ็บปวด ก็อาจจะถึงขั้นไม่สามารถข่มความหวาดกลัวไว้ได้ หนังสือภาพวาดเช่นนี้ย่อมมีส่วนช่วยให้ได้ลองมาคำนึงกันดูว่าจะทำอย่างไรกันดีถึงจะทำให้เรื่องสะเทือนกายสะเทือนใจบรรเทาลง? แม้ไม่ถึงกับให้สลายไปได้โดยสิ้นเชิง
ในสมัยหนึ่ง การแพทย์สมัยใหม่ในแบบวิทยาศาสตร์ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ มีความเข้าใจกันว่า ในการรักษาโรค โดยเฉพาะการผ่าตัดนั้น จำเป็นที่จะต้องแยก ‘จิต’ กับ ‘กาย’ ออกจากกัน หลักการนี้อาจจะ “จำเป็น” สำหรับฝ่ายทำการรักษา แต่สำหรับผู้รับการรักษานั้น คงเป็นเรื่องแสนยาก ยิ่งสำหรับผู้บกพร่องทางเชาว์ปัญญาด้วยแล้ว อาจจะถึงขั้นไม่อยู่ในภาวะที่จะรับการสมมุติที่ต่างไปจากประสบการณ์สามัญสำนึกนี้ได้ หนังสือภาพวาดเล่มนี้จะเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมผู้พิการทางเชาว์ปัญญา ผู้ดูแลช่วยเหลือ และผู้ให้การรักษาเข้าด้วยกัน
นอกเหนือจากการสร้างความสัมพันธ์อันดีในสถานการณ์จำเพาะระหว่างพันธมิตรทั้งสามฝ่ายแล้ว ผู้ดูแลช่วยเหลือจะได้ใช้หนังสือเล่มนี้เตรียมตัวเตรียมใจผู้พิการว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้าด้วยสีสัน แทนที่จะเป็นความจริงขาวดำ ซึ่งก็คงมีส่วนช่วยให้ผู้พิการเข้าใจอันจะนำไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นไปอีก คือ ความเชื่อใจ ที่ผู้พิการจะมีให้ต่อผู้รักษาพยาบาล
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น หนังสือเล่มนี้คงจะเอื้อให้ผู้ให้การรักษาพยาบาลพยายามมองการกระทำของตนจากสายตาของเด็กและของผู้พิการ ซึ่งก็เท่ากับว่า เราจะมีบุคลากรทางการแพทย์ที่สื่อสารกับคนพิการได้ด้วยการเชื่อมใจกับใจเข้าหากัน ทั้งนี้เพราะหนังสือเล่มนี้มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนการสื่อสารที่ปกติอยู่ในรูปเชิงเทคนิคระหว่าง ‘ผู้ป่วย’กับ ‘แพทย์’ มาอยู่ในรูปของการสร้างความเอื้ออาทรของหมอต่อความรู้สึกของคนไข้
นี่คือความพยายามสร้าง ‘โลกใหม่’ ร่วมกันซึ่งเป็นโลกที่ไม่ใช่อบอวลไปด้วยยาฆ่าเชื้อโรค ไม่มีเลือด ไม่มีเสียงเครื่องกรอฟัน ฯลฯ จนกระทั่งไปถึงไม่มีความเจ็บปวด แน่นอนที่ ‘โลก’นี้เป็นโลกสมมุติ แต่ใครเล่าจะหาญกล้าถึงกับปฏิเสธดอกไม้ในแจกัน เสียงเพลง และวาจาที่อ่อนหวาน จินตนาการจะมีความหมายอย่างไรก็คงขึ้นกับความหมายของจินตนาการที่เราต่างมีให้ต่างกันไป คำว่า‘ใจ๋ดี’ ในภาษาคำเมืองนั้นสำคัญอย่างไรย่อมเป็นที่ซาบซึ้งกันดี ตั้งแต่นักกีฬาที่จะชิงชัยจนถึง พ่อแม่ ผู้ให้การดูแลคนพิการ คนที่ให้การรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยรวมถึงเด็กพิการเอง
ไม่ว่าเราสามารถจะเข้าใจจิตใจและการมองโลกของผู้พิการทางเชาวน์ปัญญาอย่างลึกซึ้งหรือไม่ก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ควรเป็นกำแพงขวางกั้นความเข้าใจซึ่งกันและกันในความหมายที่เป็นการส่งใจถึงใจ มีข้อคิดอยู่ว่า สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า การโน้มน้าว หว่านล้อม การใช้เหตุผล การให้ประโยชน์ตอบแทน โดยมิจำเป็นที่จะต้องเอ่ยถึงการใช้กำลังบังคับ ฯลฯ ก็คือ การตระหนักในความงาม หนังสือเล่มนี้พยายามเสนอคุณค่านี้ด้วยฝีไม้ลายมือและจิตใจที่ประสงค์จะรังสรรค์ความงามเป็นหัวใจ มิใช่ด้วยข่าวสารข้อมูล หรือ ด้วยการเรียนรู้ แต่ด้วยการสื่อสารกันทางใจด้วยความงาม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การทำความเข้าใจและเชื่อใจกันนั้นมิได้เพียงทำด้วยคำพูด ภาษา แต่ด้วยสะพานของความงาม
บรรดาเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับเด็กพิการไม่ได้มีแต่ เรื่องเรียกน้ำตาเสมอไป แท้จริงแล้ว การจะจัดประเภทว่าสิ่งใดเป็นความหรรษา หรือ ความวิปโยคในชีวิตนั้นอาจจะมิได้กระทำได้ง่าย ๆ เหมือนแยกกรวดทรายออกจากอัญมณี ชีวิตก็เฉกเช่นปรากฏการณ์ต่างๆที่เราอาจจะมองได้จากต่าง ๆ มุม ยิ่งไปกว่านั้น ใช่ว่า ชีวิตจะดำรงอยู่อย่างตายตัว หรือเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งโดยตัวของมันเอง ที่จริงแล้ว เมื่อจะกล่าวให้ถึงที่สุด เราเองต่างหากที่สามารถจะกำหนดความหมายของชีวิตไปตามแต่ละมุม
ใครเลยจะหาญกล้าตอบปฏิเสธว่า ชีวิตที่เกิดมาท่ามกลางกองเงินกองทองดีหรือไม่? แต่ถ้าเราเปลี่ยนคำถามเสียใหม่ว่า เงินทองคือมงกุฎของชีวิตเสมอไปหรือไม่? คำตอบอาจจะต่างๆกันไปได้ มิฉะนั้นคงจะไม่มีผู้คนจำนวนสุดคณานับเทิดทูนสักการะอดีตเจ้าชายสิทธัตถะกันมานับพันปี ข้อคิดทำนองนี้ก็เป็นที่เข้าใจในหมู่เด็กวัยรุ่น เช่นคำกล่าวที่ว่า “เพราะสวย ก็เลยซวย” หรืออย่างเช่นนิทานที่คนผู้หนึ่งปรารถนาทองคำ เมื่อได้ “พร” นั้นแล้ว จะแตะจับสิ่งใดสิ่งนั้นก็แปรเป็นแท่งทองเสียสิ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งอาหาร
คนพิการหรือบรรดาผู้อับโชคไม่ว่าจากด้วยสาเหตุที่มาอย่างไรก็ตาม คงต่างไม่ประสงค์ให้เป็นข้อเปรียบเทียบให้ใครต่อใครที่เมื่อเกิดอาเพศหรือรู้สึกอาภัพกับชีวิตก็นำคนพิการมาปลอบใจตัวเองไปว่า “ยังมีคนที่น่าเศร้ากว่าเรา” หรือ กล่าวเสียใหม่ว่า วางผู้พิการเป็นมาตรขั้นต่ำสุดของฐานปิรามิดของความรันทดทุกข์ ก็ทำไมเราถึงต้องจัดเรียงความวิปโยคโชคร้ายของชีวิตให้ลดหลั่นกันด้วยเล่า? การที่เด็กผู้บกพร่องทางเชาวน์ปัญญารู้สึกเจ็บปวดที่ถุงเท้าข้างหนึ่งหายไปนั้นจะถือได้ว่า ไม่มีน้ำหนักเสมอกับนักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะมีการยึดสนามบิน หรือบรรดานายพลที่พลาดตำแหน่งผู้บัญชาการฯได้หรือ? ทำไมเราถึงจะไม่มองข้ามว่า การบ่งเสี้ยนหนามเล็กๆแก่เด็กที่ครวญคราง ไปจนถึงเยียวยาจิตใจที่ปวดร้าวนั้น มีคุณค่าน้อยกว่า การสร้างมหกรรมการทำบุญบางประเภท ความพยายามสร้างโลกเล็กๆให้งดงามในหนังสือเล่มนี้อาจจะไม่นับว่าเป็น “การทำคุณความดีเพื่อแผ่นดิน” ได้ กระนั้นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่สามารถประโลมใจแก่ผู้ประสบทุกข์นั้นมิสามารถเสมอเป็นกุศลกรรมที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้สมควรได้รับการถนอมใจและความรู้สึกบ้างหรือ?
ความจริง เราต่างก็เกิดมาประสบกับความพิการในทางใดทางหนึ่ง หรือเมื่อถึงวัยหนึ่งของชีวิต และถ้ายิ่งนิยามสภาพความพิการในความหมายกว้าง คือ ความด้อยความสามารถ ซึ่งคล้องกับคำว่า ‘disabilities’ นั้น ก็คงจะหาใครยากที่สมบูรณ์พร้อม ทั้งทางร่างกาย เชาวน์ปัญญา และอารมณ์ความรู้สึก บางคนสันทัดในทางคำนวณ แต่ไร้ทักษะทางศิลปะอย่างสิ้นเชิง หรือบางคนอาจจะอ่อนแอ มีโรคประจำตัว แต่เชาวน์ปัญญาล้ำเลิศ ฯลฯ กระนั้นโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เราก็ยังคงเข้าใจความพิการในความหมายจำกัด และวงของความหมายนี้ยิ่งเล็กลงตามลำดับจากตามสามัญสำนึก ตามพจนานุกรม จนไปถึงตามกฎหมาย ส่วนคำว่า ‘people with disabilities’ หรือ ที่ปรับแก้ให้วงความหมายขยายขึ้นล่าสุด คือ ‘challenged people’ ซึ่งเริ่มใช้แพร่หลายกันมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงในการใช้คำนี้มิใช่เป็นเพียงเรื่องซ่อนความแสลงใจ หรือเพื่อความไพเราะเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การมอง รวมจนถึงความเข้าใจต่อ “ความพิการ”ซึ่งเป็นไปในทางบวกยิ่งขึ้นเป็นลำดับ หนังสือเล่มนี้ก็เป็นประจักษ์พยานหนึ่ง ซึ่งอาจจะทำหน้าที่เสมือนดอกไม้เพื่อนำไปปักแจกันใจ
ไชยันต์ รัชชกูล
ต้นปีขาล เดือนต้นสักสลัดใบ
สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ
มหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่