คำถามที่คำตอบอยู่ในสายรุ้ง
คนพิการทั้งตั้งแต่แรกเกิดหรือต้องมาเป็นภายหลัง ก็จำต้องก้มหน้ารับกรรมไปหรือ? และจริงหรือที่ชีวิตของผู้พิการนั้นรันทดเสมอไป? จริงอยู่ที่สภาพทางร่างกายและความสามารถในการเรียนรู้และการใช้ความคิดที่สลับซับซ้อนนั้นถูกกำหนดให้อยู่ในขอบเขตและเพดานที่จำกัด แต่ก็มีบางด้านที่อยู่ในวิสัยซึ่งสามารถปรับให้เพิ่มขึ้นได้ หรือมิให้ยิ่งตกต่ำลง ด้วยการทำกายภาพบำบัด การฝึกฝนการใช้เชาวน์ปัญญาให้มีสมรรถนะสูงขึ้น และด้วยวิธีการอื่นๆ
ความจริง โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย ถ้ารู้สาเหตุก็ย่อมอยู่ในวิสัยที่ป้องกันรักษาได้ การดูแลสุขภาพช่องปากก็เป็นกรณีตัวอย่างหนึ่งที่ชัดแจ้ง ซึ่งสามารถป้องกันได้ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็สามารถรักษา หรืออยู่ในวิสัยที่ผ่อนหนักเป็นเบาได้ การรักษาสุขภาพช่องปากอาจจะเป็นเรื่องเล็กเมื่อเปรียบกับการป้องกันไม่ให้เป็นโรคหัวใจ หรือเมื่อเทียบระหว่างการผ่าตัดฟันคุดกับการเปลี่ยนอวัยวะในช่องท้อง กรณีแรกก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดา แม้กระนั้นด้วยระดับความ สามารถและความสะดวกที่ต่างๆกันไป การป้องกันและการรักษาในเชิงเปรียบเทียบที่ดูเสมือนว่า “ไม่ยุ่งยากมากนัก” กลับพลิกผันเป็นเรื่องแสนจะยุ่งยากไปได้
ผู้เขียนเคยได้รับทราบว่า มีเด็กพิการบางคนถึงกับหวาดกลัวหมอ พยาบาลจนกระทั่งไม่สามารถทนเห็นผู้ใส่ชุดขาวได้ เพราะเข้าใจไปว่าเป็นผู้ประสงค์จะมาทำร้าย ทั้งนี้เนื่องจากเคยผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวดจากขั้นตอนการรักษาพยาบาล ดังนั้นจึงถึงกับต้องใช้ยาสลบในการทำฟัน แม้ว่าจะไม่ใช่วิธีที่ปรารถนาของใครเลยก็ตาม แต่ทำไมเราถึงจำเป็นต้องเลือกใช้วิธีที่หม่นหมองขนาดนี้? มีทางใดที่เราจะไม่ถึงกับต้องอับจนถึงขั้นนั้น?
มีเด็กที่บกพร่องทางเชาวน์ปัญญาตั้งแต่กำเนิดหลายคนที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองมองข้ามการเอาใจใส่ในเรื่องฟันและสุขภาพช่องปาก ทั้งๆที่ในเรื่องอื่นๆก็ถือได้ว่ามิได้ขาดตกบกพร่อง ครั้นเมื่อเวลาล่วงเลยจนถึงขั้นที่สภาพฟันเสียจนเป็นปัญหา ก็หมายความว่าปัญหานั้นสั่งสมจน “สายเกินการ” จนต้องพึ่งหมอให้รักษา ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยจะไม่ให้เกิดขึ้นได้ ในด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ละเลยการดูแลด้วยตนเองหรือด้วยความเอาใจใส่ของผู้ดูแล บุคลากรทางการแพทย์มักจะกล่าวว่า “ทำไมถึงไม่แปรงฟันให้ดี” “ทำไมถึงไม่มาหาก่อนหน้านี้” แต่โรคภัยไข้เจ็บส่วนมากมักจะค่อยๆสั่งสมข้ามระยะเวลา และใครเล่าจะย้อนเวลากลับไปได้ กระนั้นก็อย่าให้ถึงกับต้องจนตรอกกันเลย
คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วเราจะป้องกันและให้การรักษากันอย่างไรดี? ทำอย่างไรจึงจะให้การไปหาทันตแพทย์ไม่เป็นเรื่องโศกนาฏกรรมน้อยๆ? ความจริง ถ้าไม่ถึงกับจำเป็นจริงๆ ไม่ว่าใครก็คงไม่ประสงค์ไปนอนบนเก้าอี้ทำฟันด้วยกันทั้งนั้น (อาจจะยกเว้นสำหรับกรณีคนอยากสวยด้วยการดัดฟัน) ฉะนั้นคลินิกทำฟันสำหรับเด็กๆจึงพยายามตบแต่งให้ดูสดใส ร่าเริง เป็นสถานที่ที่น่าไปนั่งเล่น ไปรอหมอ แต่ความพยายามนี้เน้นหนักไปที่เมื่อเด็กๆได้ไปถึงที่คลินิกแล้ว หรือเมื่อเคยไปมาแล้วก็ไม่เกรงกลัวที่จะต้องไปอีก ส่วนขั้นตอนตั้งแต่เตรียมตัวเตรียมใจจากบ้านเล่า?
คลินิกทำฟันสำหรับเด็กนับว่าเป็นความเอาใจใส่และอ่อนไหวต่อความรู้สึกของเด็กๆ ด้วยความคิดและความรู้สึกในทำนองเดียวกันนี้ เราจะสามารถมีคลินิกทำฟัน และคลินิกทั่วๆไปสำหรับคนพิการได้บ้างหรือไม่? เด็กที่บกพร่องทางเชาว์ปัญญา (ที่ยังมีผู้คนที่ไม่อินังขังขอบทางความรู้สึกยังเรียกว่า “ปัญญาอ่อน” กันอยู่) บางครั้งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็อาจจะไม่กลัวเกรงอะไร แต่เมื่อรู้สึกถึงอันตรายและความเจ็บปวด ก็อาจจะถึงขั้นไม่สามารถข่มความหวาดกลัวไว้ได้ หนังสือภาพวาดเช่นนี้ย่อมมีส่วนช่วยให้ได้ลองมาคำนึงกันดูว่าจะทำอย่างไรกันดีถึงจะทำให้เรื่องสะเทือนกายสะเทือนใจบรรเทาลง? แม้ไม่ถึงกับให้สลายไปได้โดยสิ้นเชิง
ในสมัยหนึ่ง การแพทย์สมัยใหม่ในแบบวิทยาศาสตร์ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ มีความเข้าใจกันว่า ในการรักษาโรค โดยเฉพาะการผ่าตัดนั้น จำเป็นที่จะต้องแยก ‘จิต’ กับ ‘กาย’ ออกจากกัน หลักการนี้อาจจะ “จำเป็น” สำหรับฝ่ายทำการรักษา แต่สำหรับผู้รับการรักษานั้น คงเป็นเรื่องแสนยาก ยิ่งสำหรับผู้บกพร่องทางเชาว์ปัญญาด้วยแล้ว อาจจะถึงขั้นไม่อยู่ในภาวะที่จะรับการสมมุติที่ต่างไปจากประสบการณ์สามัญสำนึกนี้ได้ หนังสือภาพวาดเล่มนี้จะเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมผู้พิการทางเชาว์ปัญญา ผู้ดูแลช่วยเหลือ และผู้ให้การรักษาเข้าด้วยกัน
นอกเหนือจากการสร้างความสัมพันธ์อันดีในสถานการณ์จำเพาะระหว่างพันธมิตรทั้งสามฝ่ายแล้ว ผู้ดูแลช่วยเหลือจะได้ใช้หนังสือเล่มนี้เตรียมตัวเตรียมใจผู้พิการว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้าด้วยสีสัน แทนที่จะเป็นความจริงขาวดำ ซึ่งก็คงมีส่วนช่วยให้ผู้พิการเข้าใจอันจะนำไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นไปอีก คือ ความเชื่อใจ ที่ผู้พิการจะมีให้ต่อผู้รักษาพยาบาล
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น หนังสือเล่มนี้คงจะเอื้อให้ผู้ให้การรักษาพยาบาลพยายามมองการกระทำของตนจากสายตาของเด็กและของผู้พิการ ซึ่งก็เท่ากับว่า เราจะมีบุคลากรทางการแพทย์ที่สื่อสารกับคนพิการได้ด้วยการเชื่อมใจกับใจเข้าหากัน ทั้งนี้เพราะหนังสือเล่มนี้มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนการสื่อสารที่ปกติอยู่ในรูปเชิงเทคนิคระหว่าง ‘ผู้ป่วย’กับ ‘แพทย์’ มาอยู่ในรูปของการสร้างความเอื้ออาทรของหมอต่อความรู้สึกของคนไข้
นี่คือความพยายามสร้าง ‘โลกใหม่’ ร่วมกันซึ่งเป็นโลกที่ไม่ใช่อบอวลไปด้วยยาฆ่าเชื้อโรค ไม่มีเลือด ไม่มีเสียงเครื่องกรอฟัน ฯลฯ จนกระทั่งไปถึงไม่มีความเจ็บปวด แน่นอนที่ ‘โลก’นี้เป็นโลกสมมุติ แต่ใครเล่าจะหาญกล้าถึงกับปฏิเสธดอกไม้ในแจกัน เสียงเพลง และวาจาที่อ่อนหวาน จินตนาการจะมีความหมายอย่างไรก็คงขึ้นกับความหมายของจินตนาการที่เราต่างมีให้ต่างกันไป คำว่า‘ใจ๋ดี’ ในภาษาคำเมืองนั้นสำคัญอย่างไรย่อมเป็นที่ซาบซึ้งกันดี ตั้งแต่นักกีฬาที่จะชิงชัยจนถึง พ่อแม่ ผู้ให้การดูแลคนพิการ คนที่ให้การรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยรวมถึงเด็กพิการเอง
ไม่ว่าเราสามารถจะเข้าใจจิตใจและการมองโลกของผู้พิการทางเชาวน์ปัญญาอย่างลึกซึ้งหรือไม่ก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ควรเป็นกำแพงขวางกั้นความเข้าใจซึ่งกันและกันในความหมายที่เป็นการส่งใจถึงใจ มีข้อคิดอยู่ว่า สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า การโน้มน้าว หว่านล้อม การใช้เหตุผล การให้ประโยชน์ตอบแทน โดยมิจำเป็นที่จะต้องเอ่ยถึงการใช้กำลังบังคับ ฯลฯ ก็คือ การตระหนักในความงาม หนังสือเล่มนี้พยายามเสนอคุณค่านี้ด้วยฝีไม้ลายมือและจิตใจที่ประสงค์จะรังสรรค์ความงามเป็นหัวใจ มิใช่ด้วยข่าวสารข้อมูล หรือ ด้วยการเรียนรู้ แต่ด้วยการสื่อสารกันทางใจด้วยความงาม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การทำความเข้าใจและเชื่อใจกันนั้นมิได้เพียงทำด้วยคำพูด ภาษา แต่ด้วยสะพานของความงาม
บรรดาเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับเด็กพิการไม่ได้มีแต่ เรื่องเรียกน้ำตาเสมอไป แท้จริงแล้ว การจะจัดประเภทว่าสิ่งใดเป็นความหรรษา หรือ ความวิปโยคในชีวิตนั้นอาจจะมิได้กระทำได้ง่าย ๆ เหมือนแยกกรวดทรายออกจากอัญมณี ชีวิตก็เฉกเช่นปรากฏการณ์ต่างๆที่เราอาจจะมองได้จากต่าง ๆ มุม ยิ่งไปกว่านั้น ใช่ว่า ชีวิตจะดำรงอยู่อย่างตายตัว หรือเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งโดยตัวของมันเอง ที่จริงแล้ว เมื่อจะกล่าวให้ถึงที่สุด เราเองต่างหากที่สามารถจะกำหนดความหมายของชีวิตไปตามแต่ละมุม
ใครเลยจะหาญกล้าตอบปฏิเสธว่า ชีวิตที่เกิดมาท่ามกลางกองเงินกองทองดีหรือไม่? แต่ถ้าเราเปลี่ยนคำถามเสียใหม่ว่า เงินทองคือมงกุฎของชีวิตเสมอไปหรือไม่? คำตอบอาจจะต่างๆกันไปได้ มิฉะนั้นคงจะไม่มีผู้คนจำนวนสุดคณานับเทิดทูนสักการะอดีตเจ้าชายสิทธัตถะกันมานับพันปี ข้อคิดทำนองนี้ก็เป็นที่เข้าใจในหมู่เด็กวัยรุ่น เช่นคำกล่าวที่ว่า “เพราะสวย ก็เลยซวย” หรืออย่างเช่นนิทานที่คนผู้หนึ่งปรารถนาทองคำ เมื่อได้ “พร” นั้นแล้ว จะแตะจับสิ่งใดสิ่งนั้นก็แปรเป็นแท่งทองเสียสิ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งอาหาร
คนพิการหรือบรรดาผู้อับโชคไม่ว่าจากด้วยสาเหตุที่มาอย่างไรก็ตาม คงต่างไม่ประสงค์ให้เป็นข้อเปรียบเทียบให้ใครต่อใครที่เมื่อเกิดอาเพศหรือรู้สึกอาภัพกับชีวิตก็นำคนพิการมาปลอบใจตัวเองไปว่า “ยังมีคนที่น่าเศร้ากว่าเรา” หรือ กล่าวเสียใหม่ว่า วางผู้พิการเป็นมาตรขั้นต่ำสุดของฐานปิรามิดของความรันทดทุกข์ ก็ทำไมเราถึงต้องจัดเรียงความวิปโยคโชคร้ายของชีวิตให้ลดหลั่นกันด้วยเล่า? การที่เด็กผู้บกพร่องทางเชาวน์ปัญญารู้สึกเจ็บปวดที่ถุงเท้าข้างหนึ่งหายไปนั้นจะถือได้ว่า ไม่มีน้ำหนักเสมอกับนักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะมีการยึดสนามบิน หรือบรรดานายพลที่พลาดตำแหน่งผู้บัญชาการฯได้หรือ? ทำไมเราถึงจะไม่มองข้ามว่า การบ่งเสี้ยนหนามเล็กๆแก่เด็กที่ครวญคราง ไปจนถึงเยียวยาจิตใจที่ปวดร้าวนั้น มีคุณค่าน้อยกว่า การสร้างมหกรรมการทำบุญบางประเภท ความพยายามสร้างโลกเล็กๆให้งดงามในหนังสือเล่มนี้อาจจะไม่นับว่าเป็น “การทำคุณความดีเพื่อแผ่นดิน” ได้ กระนั้นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่สามารถประโลมใจแก่ผู้ประสบทุกข์นั้นมิสามารถเสมอเป็นกุศลกรรมที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้สมควรได้รับการถนอมใจและความรู้สึกบ้างหรือ?
ความจริง เราต่างก็เกิดมาประสบกับความพิการในทางใดทางหนึ่ง หรือเมื่อถึงวัยหนึ่งของชีวิต และถ้ายิ่งนิยามสภาพความพิการในความหมายกว้าง คือ ความด้อยความสามารถ ซึ่งคล้องกับคำว่า ‘disabilities’ นั้น ก็คงจะหาใครยากที่สมบูรณ์พร้อม ทั้งทางร่างกาย เชาวน์ปัญญา และอารมณ์ความรู้สึก บางคนสันทัดในทางคำนวณ แต่ไร้ทักษะทางศิลปะอย่างสิ้นเชิง หรือบางคนอาจจะอ่อนแอ มีโรคประจำตัว แต่เชาวน์ปัญญาล้ำเลิศ ฯลฯ กระนั้นโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เราก็ยังคงเข้าใจความพิการในความหมายจำกัด และวงของความหมายนี้ยิ่งเล็กลงตามลำดับจากตามสามัญสำนึก ตามพจนานุกรม จนไปถึงตามกฎหมาย ส่วนคำว่า ‘people with disabilities’ หรือ ที่ปรับแก้ให้วงความหมายขยายขึ้นล่าสุด คือ ‘challenged people’ ซึ่งเริ่มใช้แพร่หลายกันมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงในการใช้คำนี้มิใช่เป็นเพียงเรื่องซ่อนความแสลงใจ หรือเพื่อความไพเราะเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การมอง รวมจนถึงความเข้าใจต่อ “ความพิการ”ซึ่งเป็นไปในทางบวกยิ่งขึ้นเป็นลำดับ หนังสือเล่มนี้ก็เป็นประจักษ์พยานหนึ่ง ซึ่งอาจจะทำหน้าที่เสมือนดอกไม้เพื่อนำไปปักแจกันใจ
ไชยันต์ รัชชกูล
ต้นปีขาล เดือนต้นสักสลัดใบ
สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ
มหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่