อย่าว่าแต่เด็กพิเศษเลย สำหรับทันตแพทย์ทั่วไปที่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก แค่การทำฟันเด็กธรรมดาๆสักคน ก็เป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยงหากสามารถหลีกเลี่ยงได้
จึงเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่งที่เด็กพิเศษจำนวนมากที่มีปัญหาในช่องปากจะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ของการดิ้นรนแสวงหาการรักษา และต้องเผชิญหน้ากับการถูกปฏิเสธการให้การรักษาจากทันตแพทย์
“เพียงแค่หมอฟันรู้ว่าลูกเราเป็นอะไร ประโยคต่อไปที่จะหลุดออกจากปากหมอก็แทบจะคาดเดาได้”
หากถามว่าการเลือกมาทำงานที่นี่ซึ่งเป็นห้องฟันของสถาบันที่ให้การดูแลเด็กพิเศษ มีใครบ้างไหมในทีมของเราที่เลือกเพราะมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมาทำหน้าที่ดูแลเด็กเหล่านี้ ถ้าจะตอบกันจริง ๆก็คงจะไม่มี ทุกคนเลือกที่จะมาทำงานที่นี่ด้วยเหตุผลและเงื่อนไขส่วนตัวของแต่ละคนทั้งนั้น
การจินตนาการถึงการต้องเป็นคนทำฟันให้กับเด็กพิเศษ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่แสนจะน่าหวาดหวั่น แม้กระทั่งกับเด็กธรรมดาหรือแม้แต่ผู้ใหญ่ จึงเป็นจินตนาการที่ชวนหวาดหวั่นสำหรับพวกเราไม่น้อย
เพราะทีมเราเอง (ทีมงานของสถาบัน) ก็มิได้ต่างกับทีมทันตบุคลากรอื่น ๆ ที่แรกเริ่มเดิมทีนั้น แค่เห็นเด็กพิเศษสักคนเดินผ่านหรือเข้ามานั่งใกล้ ๆ เราก็ยังไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร
แต่ด้วยเงื่อนไขของหน้าที่การงานที่เราต้องทำหน้าที่ในการทำฟันให้เด็กเหล่านี้ ทำให้เราค่อย ๆ เรียนรู้มากขึ้นทีละนิดจากบทเรียนที่เหล่าเทวดานางฟ้าตัวน้อย ๆและครอบครัวของพวกเธอได้จัดให้
เราได้เรียนรู้ว่า การมีลูกเป็นเด็กพิเศษนั้น คำที่มีความสำคัญที่สุดคือ คำว่า “การยอมรับ” ทั้งการยอมรับจากพ่อแม่ในความพิเศษของลูก และการยอมรับในความพิเศษของเด็กจากบุคคลอื่น ๆ
หากจะนับเอาการรักษาฟันที่เป็นโรคให้หายเป็นเป้าหมายสุดท้ายของการทำงาน วิธีการที่เราจะปฏิสัมพันธ์กับเด็กก็คงจะเป็นแบบหนึ่ง แต่หากไม่ใช่ แล้วมันมีอะไรมากไปกว่านั้น
เราได้เรียนรู้ว่า แต่สำหรับเด็กพิเศษแล้ว การทำฟันนั้นมิใช่เพียงแค่การต้องเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวเท่านั้น หากแต่การทำฟันดูราวกับเป็นพิธีกรรมหนึ่ง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เป็นวาระสำคัญที่แสดงถึงการเติบโต แสดงถึงการเปลี่ยนผ่านและเป็นก้าวย่างที่สำคัญของชีวิตทั้งสำหรับตัวเด็กเองและครอบครัว
ทุกครั้งที่เรากำลังทำฟันให้กับเทวดานางฟ้าเหล่านี้ เราได้เรียนรู้ว่านอกจากจะจับจ้องอยู่กับฟันซี่น้อยในปากแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่สายตาของเราจ้องมองไปยังแววตาของพ่อแม่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เก้าอี้ และหัวใจของเราจะต้องเปิดออกเพื่อรับฟังความรู้สึกทั้งหมดของครอบครัว
บางครั้งแววตาที่เราเห็นบอกให้เรารู้ทันทีว่าหัวใจของการรักษาในครั้งนี้อาจจะไม่ใช่การทำฟัน หากพยายามช่วยให้ครอบครัวก้าวข้ามผ่านเข้าสู่การยอมรับในความเป็นครอบครัวพิเศษที่มีเทวดาและนางฟ้าเลือกที่จะมาอยู่ด้วย
หลายครั้งที่คำพูดสั้น ๆ บอกเราถึงความหวาดกลัวของพ่อแม่ต่อการทำฟันของลูก แม้ว่าในทางทฤษฎีแล้วการทำฟันในครั้งนั้นปราศจากอันตรายโดยสิ้นเชิง หากเป็นก่อนหน้าที่เราจะได้เรียนรู้ เรามักที่จะรู้สึกหงุดหงิดและประทับตราพ่อแม่เหล่านั้นว่าหวาดกลัวและปกป้องลูกมากเกินเหตุ แต่ท้ายที่สุดเราได้เรียนรู้ว่าเรามิอาจเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้ด้วยการใช้สมองและการใคร่ครวญเชิงตรรกะความคิด หากแต่เราจะต้องเปิดหัวใจของเราโอบรับเอาความหวาดกลัวนั้นเอาไว้อย่างปราศจากเงื่อนไข และก้าวข้ามความหวาดกลัวนั้นไปด้วยกัน
หลายครั้งที่เราสัมผัสได้ถึงความกังวลของพ่อแม่ ที่กลัวว่าหมอจะรำคาญ เป็นห่วงว่าหมอจะหงุดหงิดที่ลูกของตัวเองกรีดร้อง มากไปกว่าความกังวล มีไม่น้อยครั้งที่เรารู้สึกถึงความอายของพ่อแม่ ทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้นไม่ใช่เรื่องของการอุดฟันแล้ว แต่เป็นการสื่อสารให้ครอบครัวครอบครัวหนึ่งรู้ว่า ไม่มีอะไรต้องกังวล ที่นี่ไม่มีความรู้สึกหงุดหงิดและรำคาญ ที่นี่มีเพียงแค่การยอมรับและเข้าอกเข้าใจ
แม้จะมีเงื่อนไขมากมายที่เป็นข้อจำกัดที่ทำให้การทำฟันให้กับเทวดานางฟ้าเหล่านี้ไม่ง่ายนัก เด็กบางคนมีร่างกายที่ต่อต้านด้วยอาการเกร็งทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ เด็กบางคนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ แม้ในทางร่างกายและอารมณ์ของพวกเค้าจะมีข้อจำกัด ที่ทำให้เค้าไม่สามารถร่วมมือในการทำฟันได้เต็มที่ แต่ท่ามกลางข้อกำจัดเหล่านี้ หลายครั้งที่เรากลับสัมผัสได้ถึงความอยากร่วมมือของเด็กเหล่านี้ และเราก็เชื่อเช่นเดียวกันว่าเค้าสามารถรับรู้ถึงความปรารถนาดีที่เรามีต่อเค้า
ไม่ว่าความงดงามและสีสันสดใสของห้องและเก้าอี้ทำฟันที่ช่วยลดความน่าหวาดกลัวของการทำฟันลง เครื่องไม้เครื่องมือมากมายที่ช่วยในการทำฟันให้ง่ายขึ้น ของเล่นรางวัลที่มีไว้ตอบแทนความน่ารักของเด็ก สิ่งเหล่านี้อาจจะดูเป็นลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่น หากแต่เมื่อมองผ่านชั้นของกายภาพเข้าไป เราอยากจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากพื้นฐานของความรักและความปรารถนาที่อยากจะเห็นการก้าวข้ามพ้นของครอบครัวพิเศษ หากปราศจากซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่เป็นฐานของความเชื่อและความศรัทธาแล้ว ลักษณะทางกายภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจก็อาจจะมีค่าเป็นเพียงแค่ความงามที่ว่างเปล่าที่หาความหมายอะไรไม่ได้
ภาษิตเซ็นบทสั้น ๆ บทหนึ่งบอกไว้ว่า “คนจัดดอกไม้ ดอกไม้จัดคน” ภาษิตบทนี้บอกเราว่า ในขณะที่เรากำลังจัดดอกไม้ และดอกไม้ค่อย ๆงดงามขึ้นนั้น จิตใจของเราเองก็กำลังได้รับการจัดให้งดงามขึ้นเช่นเดียวกัน การทำฟันให้เหล่านางฟ้าเทวดาตัวน้อยก็เป็นเช่นเดียวกัน ทุกขณะที่เรากำลังให้การรักษาเยียวยาให้เด็กและครอบครัวได้ก้าวข้ามผ่านไปนั้น เราก็รับรู้ได้ว่าตัวเราเองก็ได้รับการเยียวยาและจิตวิญญาณของเราก็กำลังถูกขัดเกลาให้ค่อยๆลดความหยาบกระด้างลงทุกขณะ
หลายคนบอกว่างานทันตกรรมนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ความเป็นศิลปะของงานทันตกรรมนั้นมิใช่หมายความเพียงแค่ความสามารถในการอุดฟันสวย หรือกรอฟันเนี้ยบ เท่านั้น แต่ความเป็นศิลปะที่น่าภาคภูมิใจของงานทันตกรรมนั้น หมายถึงความมีศิลปะที่จะทำความเข้าใจมนุษย์ และทำงานที่เกี่ยวข้องกับคนอย่างเข้าใจถึงความมีชีวิตจิตใจของคน และหมายถึงการให้การดูแลรักษาเยียวยาและมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กและครอบครัวที่อยู่ตรงหน้าเราคนไข้บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่มนุษย์พึงจะมีต่อมนุษย์
อย่าว่าแต่เด็กพิเศษเลย แค่การทำฟันเด็กธรรมดาๆ สำหรับทีมทันตบุคลากรธรรมดา ๆ อย่างเรา ที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางที่ไหนมา ก็ดูจะเป็นเรื่องยากแสนสาหัส แต่เมื่อเวลาผ่านมาเรื่อย ๆ เรากลับได้เรียนรู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดอาจจะไม่ใช่ฝีมือในการรักษาที่ดีเยี่ยม หรือเทคโนโลยีในการรักษาที่ล้ำยุค หากแต่หัวใจกลับอยู่ที่การสัมผัสที่นุ่มนวลระหว่างเรา เด็ก และครอบครัวของเค้า เป็นการสัมผัสที่เราต่างรับรู้ซึ่งกันและกันว่าการทำฟันที่แสนจะน่าพรั่นพรึงนั้นเกิดขึ้นภายใต้การโอบกอดของความรักและความปรารถนาดีที่ทุกคนมีให้ต่อกันและกัน