หนูได้เรียนรู้ว่า การละเลยหรือไม่ได้ทำกิจวัตร ใจหนูจะเศร้าหมอง แต่ถ้าหนูภาวนา หนูจะก้าวผ่านมันมาได้ ด้วยจิตใจที่เข้มแข็งยิ่งกว่าเดิมค่ะ ขอบคุณข้อผิดพลาดที่เข้ามาย้ำว่ายังพัฒนาต่อได้อีก

หนูตื่นขึ้นมาตอนตีสี่ ล้างหน้าล้างตา นั่งลงสวดมนต์ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิภาวนา

แล้วหนูก็มานั่งเขียนบันทึกเล่าเรื่องงาน หนูทบทวนถึงงานเมื่อวานนี้ตอนแรกหนูรู้สึกว่าทำงานได้น้อย แต่พอมานั่งสำรวจใจและงาน เปล่าเลยงานที่ทำออกมา ทำได้ละเอียดรอบคอบมากขึ้น แล้วอัตราเท่าเดิม และยังทำงานอื่น ๆ เพิ่มมาอีก แต่ใจหนูมันมีความคาดหวังสูง จึงทำให้เกิดความผิดหวัง และเขียนอีกบันทึกเพื่อเล่าเรื่องแรงบันดาลใจและความมุ่งมันตั้งใจในการทำงานทำให้มั่นคงในความรู้สึกและพร้อมเผชิญกับปัญหา เขียนเสร็จประมาณหกโมง หนูจึงไปวิ่งออกกำลังกาย

          เช้านี้มีตลาดที่กรมการแพทย์แผนไทยหนูจึงเลี่ยงเส้นทางแล้วเข้าไปวิ่งในสวนกีฬา ขากลับแวะซื้ออาหารเจที่กรมอนามัย กลับมาที่ห้อง ทำดีท๊อก สำรวจว่าพอมีเวลาจึงเปิดหนังสือ อุปลมณี ที่ครูให้มา หน้าที่เปิดขึ้นมาอ่าน หลวงพ่อชาท่านกล่าวถึงการปฏิบัติตามข้อวัตร ที่เคร่งครัดเป็นเหมือนตะแกรงร่อนพระ และเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวในตนเอง ทำให้หนูรู้สึกมีพลังมีกำลังใจ ระลึกถึงคำสอนครูที่เคยสอนไว้เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน แว๊บขึ้นมา จึงเขียนบันทึกเก็บไว้ก่อน

          แต่งตัวไปทำงาน เช้านี้พอถึงที่ทำงาน หนูนั่งลงวาดภาพที่ทำค้างจากเมื่อวานนี้ ใจสบายขึ้น ไม่เร่งร้อน ไม่เร่งด่วน หนูตั้งใจทำ งานออกมาแสดงถึงความนิ่งและความมุ่งมั่นได้ดี เผลอแว๊บจะลองว่า midrib เพิ่ม แทนที่จะขูดผิวใบ นั่งวาดไปเรื่อย ๆ เวลาล่วงเลยมาจนเที่ยง ใจหนูเริ่มร้อนรน ไม่อยากวางงาน แต่ก็มีเสียงว่าต้องเมตตาตนเอง

เพื่อน ๆ ในห้องมานั่งทานร่วมกัน รู้สึกได้ว่าใจหนูมีความเครียดปรากฏ อ้อก่อนเดินไปทานข้าวหนูเข้ามาเช็ค G2K ก่อนแล้วก็เอาบันทึกที่เขียนไว้ นำขึ้นตีพิมพ์ ทานเสร็จเก็บถ้วยจานล้าง หนูกลับมานั่งวาดภาพ midrib ต่อ ใจสบายขึ้น แต่การวาดองค์ประกอบนี้รายละเอียดเยอะวาดได้ยากเหมือนกัน

ประมาณบ่ายสอง หนูรู้สึกล้า จึงปรับอารมณ์มาที่การขูดผิวใบและตัด midrib ทำไปเรื่อย ๆ จนประมาณห้าโมงเย็น เสร็จไปหนึ่งตัวอย่าง พอได้เปลี่ยนงาน ใจก็สบายขึ้น พอพี่หัวหน้ากลับจากประชุม หนูจึงเรียนปรึกษาท่านและเล่าถึงข้อสังเกตต่าง ๆ ที่หนูเห็นและมีข้อสงสัย

คำแนะนำของท่านทำให้หนูถึงบางอ้อ เห็นพัฒนาการของตนเองชัดขึ้นว่า งานที่ทำมาสองสามวันนี้พัฒนาขึ้น แต่ก็พบว่างานที่ทำในช่วงแรก ๆ ยังใช้ไม่ได้ หนูพบว่าการลอกผิวใบโดยการฉีก ไม่ใช่การสุ่มตัวอย่างที่ดี เพราะการฉีกจะทำให้ไม่ได้องค์ประกอบบริเวณเส้นใบ แต่ว่าการขูดสามารถเก็บรายละเอียดได้ดี สุ่มตัวอย่างได้ครบพร้อมเป็นตัวแทนที่เหมาะสม แล้วหนูก็สังเกตเห็นอีกว่า บริเวณเส้นในมีขนหลายเซลล์เพิ่มขึ้นมา ทั้งขนต่อมชนิดที่อาจจะต่างออกไปต้องรอดูภาคตัดขวางอีกครั้งหนึ่ง

วันนี้หนูได้วิธีเก็บข้อมูลให้ตนเองคร่าว ๆ คือ เก็บรายละเอียดส่วนย่อยสำคัญ ๆ วาดเป็นภาพเก็บเพื่อบรรยาย ก่อนที่จะเขียนเป็นภาพใหญ่ เพราะภาพใหญ่จริง ๆ ใช้ชิ้นเดียวในการนำเสนอตัวแทนที่ดีที่สุด พี่หัวหน้าสอนอีกว่า การวาดภาพจะทำให้เราเรียนรู้และสังเกตเห็นหลาย ๆ อย่างได้ งานแบบนี้พี่เองก็ไม่มีใครสอน พี่ฝึกมาแบบนี้ ก็เลยเล่าให้ฟังแบบนี้ มันต้องลองเอง หนูยิ้มและรู้สึกว่า “ใช่” ถ้าเพียงสอนบรรยายหนูคงไม่เข้าใจขนาดนี้ แต่ครั้งนี้หนูเรียนรู้ผ่านการกระทำ ลองผิดลองถูก แล้วก็ถามปรับแก้ไปเรื่อย ๆ

 

กลับจากที่ทำงานในหัวหนูหมุนติ้ว ๆ คิดเรื่องงานมาตลอดว่าจะต่อยอดอย่างไร หนูรู้สึกล้า จึงเบรคอารมณ์ด้วยการหายใจและการก้าวเดิน กลับมาถึงหอพัก เปลี่ยนชุดแล้วไปวิ่ง วิ่งรอบแรกยังฟุ้งซ่านในงานอยู่ค่ะ แต่ก็ได้เหงื่อ รอบที่สองสติเริ่มถี่ขึ้น แต่ก็รู้สึกได้ว่ากายอ่อนแรง พอวิ่งไปเรื่อย ๆ ดูความเจ็บปวดเมื่อยล้าตามกล้ามเนื้อไปเรื่อย ๆ เผลอวูบไปคิดเรื่องอื่นกลับมาที่การวิ่งใหม่ พอครบสามรอบหนูก็เดินกลับหอ รู้สึกหิวค่ะ เลยตัดสินใจยำมะม่วงทาน

แต่แล้วเจ้ากรรมมะม่วงก็ทำพิษ หนูรู้สึกปวดท้อง แต่ก็บอกตนเองว่าอดทน แล้วก็นั่งลงทำวัตรเย็น แล้วทำสมาธิภาวนา หนูไม่ค่อยมีสมาธินักค่ะ แต่ก็ค่อย ๆสวดไป แล้วก็นั่งสมาธิภาวนาเหมือนมันมีไฟอยู่ในท้องแล้วกายก็อ่อนแรง ปวดมากตอนแรกกะว่าจะไปชงน้ำเต้าหู้ร้อนมาทาน รู้สึกไม่ค่อยไหว หนูจึงล้มตัวลงนอนดูความแสบร้อนในท้อง จนหลับไป

          เมื่อคืนหนูเลยไม่ได้เขียนจดหมายถึงครูค่ะ กราบขอขมาครูที่หนูละเลยข้อปฏิบัติ หนูตื่นขึ้นมาตอนดีสามรู้สึกดีขึ้นสิ่งแรกที่หนูทำ คือ นั่งสมาธิภาวนา (ตะกี้ตอนที่พิมพ์หนูแว๊บขึ้นมาว่า ตื่นมาทำไมไม่กราบพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์) หนูรู้สึกว่าใจหนูเพ่งโทษตนเองที่ละเลยกิจวัตรของตนเอง แล้วก็มีเสียงว่า “ไหนบอกว่าถึงตายก็จะทำ” หนูนั่งหายใจไปเรื่อย ๆ ใจสบายขึ้นค่ะแล้วก็มีเสียงว่า

“อะ เริ่มใหม่ แต่ให้เป็นการเริ่มใหม่ที่ตั้งใจและอดทนมากกว่าเดิม”

หนูจึงมานั่งพิมพ์จดหมายถึงครูค่ะ

          หนูได้เรียนรู้ว่า การละเลยหรือไม่ได้ทำกิจวัตร ใจหนูจะเศร้าหมอง แต่ถ้าหนูภาวนา หนูจะก้าวผ่านมันมาได้ ด้วยจิตใจที่เข้มแข็งยิ่งกว่าเดิมค่ะ ขอบคุณข้อผิดพลาดที่เข้ามาย้ำว่ายังพัฒนาต่อได้อีก

 

 

ศีล

 

  1. วันนี้หนูใช้ร่างกายหนูหนัก ยังเผลอเครียดกับการทำงานอยู่ แม้จะรู้สึกว่าเบาลงแต่จริงจัง แต่ก็ยังมีความเครียดปนมาบ้างเจ้าค่ะ แล้ววันนี้หนูทานไม่ระวังตนเอง ทำให้ทุกข์ทรมารกับความรู้สึกปวดแสบในท้อง เป็นความละเลยในสุขภาพตนเองทั้ง ๆ ที่รู้
  2. หนูทำร้ายของรักของใครไหม อืมหนูรู้สึกว่าหนูจดจ่ออยู่กับงานตลอดค่ะครู แต่ก็ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนเท่าที่จำเป็น ข้อนี้น่าจะด่างพร้อยน้อยเจ้าค่ะ
  3. วันนี้ใจหนูง่วนกับงานค่ะ เลยไม่ค่อยได้ว่อกแว่กคิดถึงคนโน้นคนนี้
  4. วันนี้ พูดเยอะค่ะ ตอนทานข้าว และตอนเช้า ๆ ร่วมพูดถึงดารากับเพื่อน ทำให้รู้สึกว่าหนูยังพูดเพ้อเจ้อค่ะครู
  5. ความประมาท หนูประมาณในการทานอาหารไม่ระวัง ทำให้ปวดท้อง ทำให้เกิดการละเลยข้อกิจวัตรของตนเอง เป็นการประมาทที่ต้องเร่งรีบปรับปรุงเจ้าค่ะ

 

กราบขอบพระคุณครูเจ้าค่ะ