ในประเทศไทยนั้น มีพระราชวังที่สร้างขึ้นบนภูเขาไกลออกไปจากพระมหานครอยู่สองแห่งคือที่เพชรบุรีและราชบุรี ทว่า แหล่งที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานให้เป็นธรณีสงฆ์และสร้างเป็นวัดในลำดับต่อมานั้น มีอยู่เพียงแห่งเดียวของประเทศ คือ วัดเขาวังราชบุรี(พระอารามหลวง) ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสัตตนาถบรรพต ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี

                   

                       

                       

                       

                        พระอุโบสถและอาณาบริเวณวัดเขาวังราชบุรีในเขตพระสงฆ์ พื้นลานวัดปูลาดด้วยหินศิลาแลงที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งปลูกสร้างพระราชวังที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๕ และใช้ต้อนรับคณะทูตานุฑูตโปรตุเกส

แต่เดิมนั้น ในรัชสมัยพระปิยมหาราช หรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงให้สร้างขึ้นเป็นพระราชวังบนยอดเขาสัตตนาถเพื่อเสด็จออกราชการและทรงเสด็จพร้อมด้วยคณะเสนาบดีให้การต้อนรับคณะฑูตานุฑูตโปรตุเกส เมื่อปี ๒๔๔๒ ซึ่งนัยว่า การที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเป็นพระราชฐานที่ทรงใช้เพื่อการดังกล่าวไกลออกไปจากพระนครหลวงก็เนื่องจากอยู่ในภาวะที่ทั่วโลกกำลังตกอยู่ในอิทธิพลของการล่าอาณานิคมของประเทศจักรวรรดิ์นิยม หลังจากนั้นแล้ว ก็ไม่ได้ทรงแปรพระราชฐานไปยังพระราชวัง ณ เขาสัตตนาถบรรพตอีกเลย พระราชวังดังกล่าวจึงถูกทิ้งให้ร้างและทรุดโทรมอยู่กลางป่าเขา

ต่อมาพระครูพรหมสมาจาร (สาลี ธรรมสโร) และญาติโยมผู้ศรัทธาในพระศาสนา ได้ธุดงค์มาพบ จึงได้ร่วมกันบุกเบิกและพัฒนาขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ และต่อมาก็ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลปัจจุบัน พระราชทานให้เป็นธรณีสงฆ์ ยกระดับเป็นวัด ประกาศแสดงเขตพัทสีมาและพัฒนามาเป็นวัดเขาวังราชบุรี ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ดังในปัจจุบัน

                        

                       

                       

                        พระอุโบสถและพระเจดีย์แบบย่อมุมไม้ ๒๐ [๑] ซึ่งได้ปฏิสังขรณ์จากพระราชวังรกร้างกลางป่าและก่อสร้างขึ้นใหม่ให้มีสภาพดังปัจจุบันโดยตระกูลของ เง๊ก คุณเสถียร ทรัพย์ วัฒนะ และเจ้าคุณเลขวนิช เป็นผู้จัดการ เมื่อปี ๒๔๗๕ ด้านหลังพระอุโสถมีคำจารึกน้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพระปรมินทรมหาจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕  ถ่ายภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์

เป็นที่ยอมรับกันของคนราชบุรีว่าวัดเขาวังราชบุรี เป็นวัดที่มีแนวปฏิบัติเคร่งครัด เน้นทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และบริการทางการศึกษา ในการปฏิบัติธรรมนั้น เน้นการปฏิบัติอาณาปนสติและการภาวนาพุทโธ ซึ่งเป็นแนวที่สืบสานกับแนวของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่ชา สุภัทโท อีกทั้งเป็นแนวที่สืบทอดวิธีปฏิบัติในแนวที่พระพุทธองค์ได้ใช้ปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่การบรรลุธรรมสูงสุดด้วยพระองค์เอง[๒] พระวัดเขาวังถือวัตรปฏิบัติผสมผสานกับกิจพระป่าและธุดงควัตร เช่น ฉันมื้อเดียวรวมกันทุกอย่างในภาชนะเดียวและที่นั่งเดียว ไม่ถือเงินทอง ไม่พรากของเขียว

ผู้ที่จะบวชในวัดเขาวังราชบุรีนั้น หลังจากแสดงความประสงค์แล้ว จะต้องฝึกปฏิบัติและสามารถขานนาคและสวดมนต์ได้อย่างถูกต้องด้วยตนเองก่อน และในการบวชก็ห้ามไม่ให้แห่แหนด้วยเครื่องมหรสพและสิ่งบันเทิงอื่นใดนอกจากเดินภาวนารอบพระอุโบสถ เคยมีญาติโยมถามหลวงพ่อพระครูภาวนานิเทศก์(หุ่น อิสฺสโร)ว่า วัดเขาวังเป็นวัดธรรมยุติหรือวัดพระมหานิกาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วท่านก็จะไม่ตอบ หรือไม่อย่างนั้นก็ตอบว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้แบ่งหมู่สงฆ์เป็นนิกายไว้ ท่านจึงไม่ได้ถือเอานิกายเป็นตัวตั้ง ทว่า ถือเอาพระธรรมวินัยที่พุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เป็นตัวตั้ง จึงมีนิกายเดียวกันคือเป็นศิษย์ตถาคตเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ในระบบปกครองสงฆ์ไทยนั้น จัดวัดเขาวังราชบุรีเป็นวัดในมหานิกาย

                       

                        

                       

                        ศาลาจอมพลผิน ชุณหะวัณ สร้างขึ้นแทนหลังเก่าในยุคที่พระราชวรเมธี(ยุ้ย อุปสนฺโต) เป็นเจ้าอาวาสสืบต่อจากพระครูภาวนานิเทศก์ (หุ่น อิสฺสโร) เป็นศาลาที่ต่อเนื่องกับท้องพระโรงซึ่งในอดีตเป็นท้องพระโรงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพร้อมด้วยคณะเสนาบดี ว่าราชการและต้อนรับคณะทูตานุฑูตจากโปรตุเกส ปัจจุบันได้จัดเป็นแดนแม่ชีและเป็นสถานที่ทำวัตรสวดมนต์ของแม่ชี   ถ่ายภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์

อาณาบริเวณของวัดเขาวังราชบุรีแบ่งออกเป็นสัดส่วนเป็นเขตพระสงฆ์และเขตแม่ชี มีโครงการส่งเสริมการศึกษาอบรมและฝึกแนวปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานให้แก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง เช่น โครงการธรรมศึกษาพุทธศาสนาวันอาทิตย์สำหรับเยาวชนและประชาชนผู้สนใจ ซึ่งจัดหลักสูตรธรรมศึกษาให้แก่ฆราวาสได้ศึกษาตั้งแต่นักธรรมตรีไปจนถึงนักธรรมเอกในวันเสาร์อาทิตย์และได้รับความนิยมแพร่หลายจากปัจเจกและครอบครัวเนื่องจากยืดหยุ่นต่อการเข้าศึกษาในวันหยุดและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

นอกจากนี้ ก็เป็นแหล่งจัดอบรมพัฒนาจิตใจให้แก่กลุ่มประชาชนและองค์กรต่างๆทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องทุกปี เช่น โรงเรียนนายร้อยตำรวจ กลุ่มนายตำรวจระดับภาคต่างๆ แพทย์ พยาบาล และบุคลากรด้านสุขภาพ ตลอดจนกลุ่มคนทำงานทางการศึกษา ครูอาจารย์ ผู้นำ และผู้บริหารองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งจัดโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างศาสนาให้กับครูและนักเรียนของชาวคริสเตียน กล่าวได้ว่าเป็นแหล่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างคนและพลเมืองที่เน้นการพัฒนาออกมาจากศักยภาพด้านในของปัจเจก ทำให้ศาสนธรรมกับการพัฒนามิติอื่นๆของสังคมสามารถส่งเสริมเกื้อหนุนกันอย่างใกล้ชิด มากที่สุดแหล่งหนึ่งของประเทศ

                        

                        

                         ตัวเมืองราชบุรีโดยรอบ มองไปทางด้านทิศใต้และทิศตะวันออกจากยอดเขาสัตตนาถหรือวัดเขาวังราชบุรี   
                         ถ่ายภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์

  ที่เชิงเขาสัตตนาถบรรพต วัดเขาวังราชบุรี   มี โรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) ซึ่งวัดเขาวังราชบุรีและตระกูลของขุนช่วงบุรการ(แอบ ช่วงสุวนิช)และพลเรือเอกหลวงอาจณรงค์(อิง ช่วงสุวนิช)ได้ให้การอุปถัมภ์การก่อตั้งเพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่นางแสง ช่วงสุวนิช ต่อมาก็อยู่ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับเลือกเป็นโรงเรียนนำร่องปฏิรูปการศึกษา รวมทั้งมีความร่วมมือให้การสนับสนุนกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสถานศึกษากับวัด โดยทางวัดจะระดมทรัพยากรเพื่อเป็นทุนการศึกษาและมอบเพื่อสนับสนุนการศึกษาเล่าเรียนของเด็กโรงเรียนวัดเขาวัง(แสง ช่วงสุวนิช) ทุกปี จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สามารถพัฒนาการศึกษาเล่าเรียนของเด็กและเยาวชนให้เจริญก้าวหน้าทุกด้าน เป็นสถานศึกษาชั้นนำของจังหวัดและให้บริการแก่สังคมท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง กระทั่งเป็นสถานศึกษาดีเด่นที่ได้รับรางวัลพระราชทาน รวมทั้งรางวัลที่สะท้อนถึงคุณภาพและมาตรฐานหลายด้าน

กล่าวได้ว่า เป็นการพัฒนาการศึกษาและสังคมท้องถิ่นด้วยรูปแบบผสมผสานความร่วมมือกันแบบพหุภาคีของ วัง |วัด |อำมาตย์ | บ้าน | และโรงเรียน ซึ่งรูปแบบและพัฒนาการอย่างนี้ในแหล่งที่อยู่นอกพระนครหลวงนั้น มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งของประเทศ.

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เชิงอรรถ :

[๑]   รูปแบบดั้งเดิมของเจดีย์   วิธีคิดดั้งเดิมนั้น เจดีย์เป็นที่สำหรับแสดงสิ่งสูงสุด และแสดงทรรศนะแม่บทหรือภาวะสูงสุดที่เป็นศูนย์กลางของระบบความเชื่อชุดหนึ่ง ดังนั้น การออกแบบเชิงพื้นที่และองค์ประกอบต่างๆของเจดีย์ จึงมักจะเป็นการให้บทสรุปและการกลั่นกรองเพื่อแสดง จดบันทึก สืบทอดภูมิธรรมและภูมิปัญญาต่อสรรพสิ่งของชุมชนนั้นๆไปด้วย ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถศึกษารายละเอียด การจัดวาง และองค์ประกอบต่างๆ ของเจดีย์กับองค์ประกอบทั้งมวลในอาณาบริเวณเดียวกัน เพื่อเข้าถึงระบบความรู้พื้นฐานของสังคมต่างๆได้เป็นอย่างดีเหมือนกับอ่านหนังสือและการจารึกภูมิปัญญาไว้ในรูปแบบต่างๆ โดยทั่วไปแล้วรูปทรงเจดีย์ในพุทธศาสนามักจะเป็นทรงกลม บัวคว่ำ บาตรคว่ำ ในลีลาต่างๆ หากเป็นทรงเหลี่ยมก็จะเป็นรูปแบบการก่อสร้างพระปรางค์ในขนบศาสนสถานของพรามณ์และฮินดู ซึ่งก็จะมีสัณฐานเหมือนลูกมะเฟือง การนำทั้งสองอย่างมาผสมผสานเข้าด้วยกันทำให้เกิดรูปแบบเจดีย์แบบย่อมุมไม้ ซึ่งเจดีย์แบบย่อมุมไม้ที่ได้ความลงตัวจนถือเป็นแบบฉบับและหมุดหมายของยุคสมัยทางศิลปะนั้น เจดีย์แบบย่อมุมไม้สิบสองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบถึงขั้นเป็นศิลปะของยุครัตนโกสินทร์ การย่อมุมไม้สิบสอง เป็นการทำให้มุมทั้ง ๔ ด้านของรูปทรง ๔ เหลี่ยมแต่ละเหลี่ยม ย่อเป็นริ้วเล็กๆด้านละ ๓ เหลี่ยมซึ่งมีนัยยะถึงพระรัตนตรัยและความเป็นองค์สามของหมวดธรรม เมื่อรวมทั้ง ๔ ด้านก็เป็น ๑๒ มุม ทำให้ทรง ๔ เหลี่ยมปลายสอบของเจดีย์ลดความทึบตันและก่อเกิดรูปแบบใหม่ของเจดีย์ ส่วนที่เจดีย์ของวัดเขาวังนี้ เป็นการทำให้แต่ละมุมเป็นริ้วย่อลงเหลี่ยมละ ๕ ริ้วหรือ ๕ มุม(โปรดดูภาพประกอบ) ซึ่งมีนัยยะต่อขันธ์ ๕ และหมวดธรรมเบญจขันธ์ เมื่อรวมกันทั้ง ๔ ด้านก็จะเป็นการย่อมุม ๒๐ ทำให้องค์เจดีย์ทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ไม่ทึบตัน สามารถทำให้เพรียวเสียดยอดราวกับความเป็นวัตถุและปัจจัยการปรุงแต่งทั้งหลายกลมกลืนเลือนหายเป็นหนึ่งกับความว่างเปล่า เชื่อมผสานผืนดิน-แผ่นฟ้าเข้าด้วยกัน สื่อสะท้อนปรัชญา รวมทั้งสื่อถึงวิถีคิดเกี่ยวกับสรรพสิ่งและภาวะหลุดพ้นสูงสุดในหลักคิดที่มาในพุทธธรรม

[๒]   ในขั้นตอนการบวชและการให้การศึกษาอบรมในพุทธศาสนานั้น   ขั้นตอนหนึ่งที่อุปปัชฌาจารย์ซึ่งต่อจากนั้นจะนับว่าเป็นครูอาจารย์กัน และทำหน้าที่ถ่ายทอดพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ก็คือ การบอกกรรมฐาน ซึ่งเป็นการศึกษาและเรียนรู้เข้าไปในตนเอง วิธีการสำคัญก็คือ การเข้าไปรู้โดยตรงต่อพื้นฐานของสรรพชีวิต อันได้แก่สติและลมหายใจ เพื่อให้เกิดลมหายใจแห่งสติและความตื่นรู้ จากนั้น ก็เข้าสู่กระบวนการแห่งสติปัญญา ซึ่งวิธีการที่สำคัญก็คือ โยนิโสมนสิการ เพื่อเข้าไปพิจารณากองแห่งทุกข์ให้รู้จักอย่างถ่องแท้และการไปให้พ้นจากทุกข์ โดยครูและอุปปัชฌาจารย์จะบอกกรรมฐานให้หมั่นพิจารณาการมีและไม่มีอยู่ การก่อเกิด การดำรงอยู่ ความเป็นอสุภะ ความเป็นสิ่งที่ถือเอาและครอบครองไว้ไม่ได้ และการเปลี่ยนแปลงเสื่อมสลายในตัวตนของเรา ที่กอปรไปด้วย เกษา โลมา นขา ทันตา ตโจ  และ ตโจ ทันตา นขา ทันตา โลมา เกษา  (เกษา=ผม โลมา=ขน นขา=เล็บ ทันตา=ฟัน ตโจ=ผิวหนัง) แนวการเจริญสติภาวนาดังกล่าวนี้ จึงเรียกว่าเป็นวิธีการภาวนาแบบ อาณาปนสติและอสุภะกรรมฐาน พระ เณร อุบาสก อุบาสิกา รวมทั้งกลุ่มผู้ศรัทธาของวัดเขาวัง จะมีโอกาสฝึกอบรมตนเองในแนวนี้อยู่ตลอดเวลา