ในการเดินทางอพยพก็พบว่าไข่ที่พอกมาเมื่อเอามาต้มกินมีรสชาดดี

        ผมบันทึกเรื่องการดูงานการท่องเที่ยวชุมชนครั้งที่แล้ว อ่านบันทึกที่แล้ว ช่วง 18-19 มกราคม 2553 โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาฯ ที่ได้จัดทำโครงการเพิ่มขีดความสามารถการจัดการท่องเที่ยวชุมชน(พัฒนาเครือข่ายตัวแทนการท่องเที่ยวชุมชน CBT/KM : Community Based Tourism / Knowledge Managemennt) และได้ไปดูงานการนำเสนอสินค้าของ กลุ่ม อสม.ผู้ผลิต"ไข่เค็มไชยา" เป็นวิสาหกิจชุมชนที่โด่งดังของจังหวัดสุราษฎร์ธานีในปัจจุบัน

       เรื่องเล่าที่ได้ฟังมายังไม่จบ มีสาระมากมายที่เป็นประโยชน์กับผู้ไปเยือนเป็นจุดกที่สามารถเรียนรู้ได้ในหลาย ๆ เรื่อง  ของที่นี่ ตั้งแต่เริ่มที่เราเข้าไป การต้อนรับของเจ้าของสถานที่ การนำเสนอกระบวนการผลิต การนำเสนอจุดเปลี่ยนของชุมชน การพัฒนาในช่วงเวลา การเผยแพร่สูตรการเตรียมปัจจัยการผลิตไข่เค็ม โดยไม่ได้ปิดบังอะไร

 

       ประวัติของความวิกฤตที่ชุมชนเผชิญในช่วงหนึ่ง  ฟังเรื่องเล่าของกลุ่มองค์กรนี้แล้วก็เป็นเรื่องค่อนข้างขำ ต่อพวกเราผู้รับฟัง ว่า... ครั้งหนึ่งมีการศึกษาดูงานในภาคของชุมชน สองผัวเมียคู่หนึ่ง ได้พบหอยชนิดหนึ่งในสถานที่ดูงาน เห็นไข่ของมันดูแล้วสวยงาม ก็ด้วยความรักสวยรักงาม จึงเก็บมาเลี้ยงเพื่อชมความงาม มันขยายพันธุ์ออกลูกออกหลานมากขึ้นในอ่างเลี้ยงก็สงสารมันมั้ง  ก็เลยปล่อยออกมาในคูน้ำธรรมชาติ  และเป็นจุดเริ่มของความวิกฤต เพราะนั่นมัน "หอยเชอรี่" ชื่อเธอฟังดูก็น่ารัก แต่เธอก็คือภัยที่เก็บตัวเงียบในช่วงแรก ๆ หลัง ๆ เจ้าก็ทำร้ายเจ้าของนาข้าวในที่สุด  จนถึงขั้นวิกฤต

 

       แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะแก้ปัญหา "ยาปากแบน" ก็เกิดขึ้นด้วยความเฉลียวฉลาด  คนในชุมชนก็ช่วยกันเลี้ยงเป็ดเพื่อจัดการกับมัน และควบคุมมมันได้ในที่สุด และผลที่ตามมาก็คือ ไข่เป็ดมีคุณภาพดี  มีมากแล้วจะเอาไปไหน ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่มาจากพี่น้องที่อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ คือการเอาไข่พอกด้วยดินเหนียวแค่ป้องกันการกระแทกกันของไข่ ในการเดินทางอพยพก็พบว่าไข่ที่พอกมาเมื่อเอามาต้มกินมีรสชาดดี  การพบภูมิปัญญานี้ ปรับปรุงเพิ่มทดสอบทดลองจนมาถึงการเป็นไข่เค็มสีแดง (จริง ๆ ตามที่เล่าก็คือสีแบบดอกดาวเรือง) รสชาดดี จึงปรับปรุงเป็นกระบวนการผลิตไข่เค็มที่รสชาดดีในปัจจุบันครับ