คุณมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิตบ้างไหม? ฟังแล้วอาจจะเข้าใจยาก ถ้าเช่นนั้นผมขอเปลี่ยนคำถามใหม่ เป็น

“คุณมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตบ้างไหม?”

          พอเปลี่ยนให้ง่ายขึ้น ผมเชื่อว่าทุกท่านเข้าใจความหมายบ้างแล้ว ก็อาจจะกำลังนึกอยู่ก็ได้ว่า เป้าหมายของตนเองคืออะไร? วิสัยทัศน์ไม่ใช่เรื่องยาก ที่เราจะทำไม่ได้ครับ

          ลองดูความหมายของวิสัยทัศน์ดูก่อนว่าหมายความว่าอย่างไร? เริ่มต้นจากคำว่า “วิสัย” แปลว่า ไกล ส่วน “ทัศน์” หรือ “ทัศนา” มีความหมายว่า การมอง รวมทั้งสองคำเข้าด้วยกัน มีความหมายว่า “การมองไกล” เรามองไกลถึงอนาคตของเราแล้วหรือยังครับ?

          ไม่ใช่การมองเพียง 1 เดือน 1 ปี แต่หมายถึงการมองไกลทั้งชีวิตของเรา เราต้องทราบก่อนว่าเป้าหมายในชีวิตคืออะไร? เป็นคำถามเพียงคำถามเดียว ที่เราหาคำตอบได้อาจจะเป็นการเปลี่ยนชีวิตเพียงชั่วพริบตา...และเป็นคำถามที่มีคำตอบหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความต้องการ 

          องค์กรยังมี Vision แล้วเราล่ะครับ? มี Vision หรือยัง? Vision เป็นเสมือนเข็มทิศที่จะทำให้เราทราบจุดหมายปลายทาง และไม่หลงติดกับอยู่กับเรื่องที่ไม่ได้ทำให้เราเจริญรุ่งเรืองขึ้น

          ส่วนใหญ่เราจะมี “วิสั้น” มากกว่า “วิชั่น” เพราะเรามักจะมองความสุข ความสบายที่อยู่เบื้องหน้ามากกว่า เลยทำให้ลืมคิดถึงอนาคต ใช้ชีวิตอย่างไร้สติ อนาคตก็จะสั่นคลอน

“แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไร? ในการดำเนินชีวิต?”

          การที่เราไม่มั่นใจ นั่นก็หมายถึงเราไม่มีเป้าหมายใดๆ เป็นหลักยึด ถ้าเป็นการทำงานก็เปรียบเสมือนว่าทำงานโดยไม่มีการเตรียมพร้อมใดๆ

          จะ Present งาน แต่ไม่มีการเตรียมความพร้อมในการ Present ก็เท่ากับเข้าไปอย่างไร้จุดมุ่งหมาย ไม่มีความมั่นใจ การตั้งเป้าหมายจะทำให้เราเกิดความมั่นใจ ผู้ที่มีเป้าหมายในชีวิต จะเป็นผู้ที่ประสบควาสำเร็จได้รวดเร็ว มองเห็นความสำเร็จเร็วขึ้น เพราะความกระหายต้องการความสำเร็จ รออยู่ภายในใจแล้ว

          ความมั่นใจจะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากภายในจิตใจ ซึ่งบุคลิกภาพแห่งความสำเร็จ จะถูกผลักดันถูกออก เมื่อเรามีความมั่นใจ

          เราจะมองเห็นความมั่นใจจากบุคคลอื่นๆ ได้จากการพูด ยืน เดิน นั่ง เพราะเมื่อสภาพจิตใจปลอดโปร่ง มีความสุข พฤติกรรมแห่งความสุขก็จะถูกแสดงออกด้วยความมั่นใจ

          ถ้าจิตใจห่อเหี่ยว มีความทุกข์ พฤติกรรมไม่สวยงามก็จะแสดงออกมา เดินห่อไหล่ ก้มหน้ามองพื้น ใบหน้าเศร้าหมอง ซึ่งเราก็สามารถที่จะประเมินได้ด้วยสายตา

          ถ้าหากเราเป็นผู้ที่จะต้องคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงาน เราจะเลือกบุคคลแบบไหนเข้ามาทำงาน แล้วบุคคลใดจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับเรา?

A man : สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้น ผูกเนคไทลายพร้อย กางเกงสแล๊คสีดำ เหมือนไม่เคยโดนความร้อน ผมเผ้ายุ่งเหยิง ขมวดคิ้วตลอดเวลา หน้าบึ้ง ไม่ค่อยยิ้ม เวลาเดิน เดินห่อไหล่ ก้มมองพื้น

B man : สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาว ผูกเนคไทสีพื้น กางเกงเนี๊ยบเข้ารูป ใบหน้าสดใส โกนหนวดเคราเรียบร้อย แววตาแสดงความเป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดการสนทนา เดินสง่าหน้าตรง     

          ผมยังไม่ได้บอกว่าเป็นตำแหน่งงานอะไร? ถามแค่เพียงว่า ถ้าเป็นเรา

“เราจะเลือกใครเข้าทำงาน?”

          ผมมั่นใจว่าทุกท่านมีคำตอบในใจ สุดท้าย B man ก็จะได้รับเลือกให้เข้าทำงาน โดยพิจารณาเรื่องของความน่าเชื่อถือ เป็นอันดับแรก นั่นคือ First Impression หรือ ความประทับใจแรก!! 

           ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเศร้ากับชีวิตเพียงใด ก็ไม่จำเป็นต้องแสดงให้ผู้อื่นรู้ว่าเรากำลังทุกข์ เรากำลังหดหู่ เพราะคงไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ๆ กับอารมณ์ห่อเหี่ยว ซึ่งคนทุกคน ย่อมต้องการความสนุกสนาน สบายใจ เราจะสังเกตได้ครับว่า คนที่อารมณ์ดี มีอารมณ์ขัน จะเป็นคนที่มีเพื่อนฝูง บริวารมากมาย เพราะอยู่ใกล้แล้วมีความสุข

          จงแสดงออกให้ผู้อื่นรู้ว่าเราเข้มแข็ง มีความสุข มีเป้าหมายในชีวิต ซึ่งจะส่งผลให้การทำงานและการดำเนินชีวิตประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็น

“วิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของคุณ จะเป็นตัวกำหนดบุคลิกการแสดงออก”