โรคด่างขาว มักจะขึ้นตามบริเวณที่ถูกเสียดสีหรือโดนแดด อาจเป็นที่เดียวหรือหลายที่ก็ได้ มีขอบเขตชัดเจน ไม่คัน ไม่ชา และมักเป็นเรื้อรัง ใช้เวลารักษานานเป็นปี

     ประมาณเดือนสิงหาคม 2552 สังเกตเห็นใบหน้าของลูกสาวมีจุดขาว ๆ ขึ้น ที่แรกก็ไม่ได้สนใจ  จนผ่านไปประมาณเดือนกว่า ๆ ก็เห็นว่าจุดขาว ๆ นั้นได้ขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ จนเป็นวงใหญ่สามจุดด้วยกัน  นึกสะท้อนใจแล้วว่าด่างขาวแน่ ๆ  หลาย ๆ คนเริ่มทักเรา  ตำหนิเราว่าเราไม่สนใจลูก แต่บางคนก็ว่าเป็นเกลื้อนลมธรรมดาเดี๋ยวก็หาย  เราก็รู้สึกสับสนไม่รู้จะเชื่อใครดี  สุดท้ายก็ลองดูไปอีกสักเดือน  แต่หลังจากนั้นไม่นาน  ลูกสาวได้เอายาทาเกลื้อนไปทาที่ด่างขาว  ปรากฏว่าวงด่างขาวยิ่งกระจายกว้างออกไปอีก  เราก็เลยร้อนใจ ตัดสินใจพาลูกสาวไปหาหมอเกี่ยวกับผิวหนังที่คลินิก  แต่วันนั้นก็ไม่มีคลีนิกผิวหนังเปิดบริการเลย  เลยไปคลินิคความงามและรักษาโรคเด็กด้วยเพราะเห็นป้ายเกี่ยวกับการรักษาโรคผิวหนังก็เลยพาลูกสาวเข้าไปเพื่อให้หมอดู  แต่พอเข้าไปมีความรู้สึกว่าผิดหวังอย่างมาก  ไม่น่าเข้าไปหาเลย เพราะหมอพูดจาแบบหักหาญน้ำใจคนไข้อย่างเราและน้องที่ไปด้วยอย่างมาก เพราะหมอใช้แว่นขยายส่องดูด่างขาวบนใบหน้าลูกสาวแล้ว พูดว่า เป็นเกลื้อนลมทิ้งไว้เดี๋ยวก็หาย แต่เราก็บอกว่าด่างขาวมันขาวมากจนเป็นกระดาษและลูกสาวก็ใช้ยาทาเกลื้อนทามันยิ่งลามและขาวมากขึ้น  หมอก็ตอกย้ำอีกว่า "ถ้างั้นก็ภาวนาเอา"  ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหมอที่มีจรรยาบรรณต้องพูดกับคนไข้ที่ไม่รู้เรื่องและอยากรักษาใบหน้าอันบอบบางของลูกสาวให้หาย  ความรู้สึกของแม่อย่างเราบอกไม่ถูกและอึ้งไปเลยเมื่อได้ยินคำพูดของหมออย่างนั้น  เรากับลูกสาวและน้องสาวที่ไปด้วยเดินออกจากคลินิคแบบหมดหวังกับสิ่งที่ได้เจอ ได้ยินในวันนี้

      ถ้ามีใครเจอสถานการณ์แบบเรา.....เขาจะรู้สึกเหมือนเราไหมหนอ....ช่วยบอกที  ช่วยบอกสถานรักษาโรคด่างขาวบนใบหน้าของลูกสาวด้วย  แต่เราก็หวังเสมอว่าใบหน้าลูกสาวเราต้องหายเป็นปกติ.....

     เราได้ไปศึกษาค้นคว้าเรื่องของโรคด่างขาวจากหลายเว็ปเลยเอามาลงให้หลาย ๆ คนได้รู้ด้วย

     โรคด่างขาว
        ลักษณะของโรค ผื่นขาวค่อยๆ ขยายออกไปรอบๆ อย่างช้าๆ อาจพบขอบเป็นสีคล้ำขึ้น ไม่มีลักษณะผิดปกติอื่น นอกจากการเปลี่ยนสี พบผื่นได้ทุกส่วนของร่างกาย แต่พบบ่อยบริเวณเหนือปุ่มกระดูกบริเวณที่เสียดสี บริเวณริมฝีปาก ปลายมือ-เท้า พบว่าขนบริเวณรอยโรคจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวในระยะต่อมา โรคนี้มักดื้อต่อการรักษา และต้องใช้เวลานาน การตอบสนองต่อการรักษาไม่แน่นอน แต่มีข้อสังเกตว่า รอยโรคที่ยังมีขนสีดำ มีโอกาสหายได้มากกว่ารอยโรคที่มีขนสีขาวหรือบริเวณที่ไม่มีรูขุมขน เช่น ปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า ริมฝีปาก ส่วนผื่นตามตัวและใบหน้ามีโอกาสหายได้ง่ายกว่า
        โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ปัญหาอยู่ที่ความสวยงาม ทำให้เกิดความวิตกกังวลกลัวเป็นที่รังเกียจของคนอื่น
        สาเหตุที่เกิด ไม่สามารถบอกได้แน่ชัด เชื่อว่าอาจเกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายผิดปกติ จึงมีการทำลายเซลล์สร้างสี พบว่าเซลล์สร้างสีผิวบริเวณผื่นหายไป หรือถูกทำลาย จึงทำให้ผิวมีรอยสีด่างขาวเกิดขึ้น
        การรักษา มีหลายวิธีแต่ต้องใช้เวลานาน อาจเป็นยาทาพวกคอร์ติโคสเตียรอยด์ หรือยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังสร้างสี ซึ่งมีทั้งในรูปยาทาภายนอกและยารับประทาน หลังจากนั้นให้ผู้ป่วยไปตากแดดหรือฉายแสงอุลตราไวโอเลต พบว่าหลายๆ จุดได้ผล แต่บางจุดไม่ตอบสนอง การให้ผู้ป่วยกินยาแล้วไปฉายรังสีอัลตราไวโอเลต วิธีนี้พบว่าได้ผลประมาณ 70% ของผู้ป่วย แต่ต้องใช้เวลาในการรักษานานเป็นร้อยครั้ง ประมาณ 6-18 เดือน ผู้ป่วยโรคนี้จะต้องอดทน รอยด่างขาวบริเวณใบหน้า คิ้ว ผม  ถ้าผมไม่ขาวจะตอบสนองดี อันที่จริงจะให้ผู้ป่วยกินยาแล้วไปตากแดดเองก็ได้ ถ้าเป็นบริเวณใบหน้า แต่ต้องระวังเพราะยาที่กินเข้าไปจะทำให้ผิวและดวงตาไวต่อแสง เมื่อไปตากแดดจึงต้องใส่แว่นตากันแดด มิฉะนั้นอาจจะเป็นต้อกระจกเร็วกว่าปกติ อนึ่ง ถ้าผู้ป่วยตากแดดมากไป จะเห็นรอยด่างขาวแดงมากถึงกับไหม้พองได้ การรักษาโรคนี้ จึงต้องมาพบแพทย์สม่ำเสมอไม่ควรซื้อยามาใช้เอง
        การแก้ไข อีกวิธีหนึ่งคือ ใช้เครื่องสำอางปกปิด หรือยากันแดดชนิดผิวแทนทาหลายๆ วัน ผิวจะคล้ำขึ้น อยู่ได้ 2-3 วัน
        การรักษา อีกวิธีหนึ่งคือ เอาผิวหนังส่วนอื่นมาปะบริเวณที่ด่างขาว โดยการใช้เครื่องมือดูดเอาผิวหนังส่วนอื่นให้พองขึ้นแล้วต้องเอามาปะบริเวณที่เป็น ถ้าบริเวณด่างขาวกว้างมากก็ต้องปะหลายครั้งจนกว่าจะเต็ม การรักษาจะทำเมื่อโรคหยุดลุกลามแล้วน.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ความเหมือนที่แตกต่าง...อย่าเข้าใจผิด

       หลายคนพอเห็นรอยด่างตามร่างกายเด็กมักแยกแยะไม่ได้ว่าเป็นโรคอะไรกันแน่ โรคด่างขาว เกลื้อน หรือกลากน้ำนม คุณพ่อคุณแม่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้นและแยกแยะให้ออก ดังนี้ค่ะ

โรคด่างขาว มักจะขึ้นตามบริเวณที่ถูกเสียดสีหรือโดนแดด อาจเป็นที่เดียวหรือหลายที่ก็ได้ มีขอบเขตชัดเจน ไม่คัน ไม่ชา และมักเป็นเรื้อรัง ใช้เวลารักษานานเป็นปี

                เกลื้อน เป็นเชื้อราชนิดหนึ่งมีการติดต่อกันได้จากการสัมผัส มักขึ้นเป็นรอยแต้มๆ มีสีต่างๆ ไม่มีขอบชัดเจน มีขุยบางๆ และหลุดออกเมื่อใช้เล็บขูด มักเกิดบริเวณที่มีต่อมไขมันเยอะๆ เช่น ใบหน้า คอ ไหล่ หน้าอกส่วนบน หลังส่วนบน เมื่อใช้ยารักษาเกลื้อน ก็มักจะหายได้เป็นพักๆ

        กลากน้ำนม จะเป็นวงด่างขาวๆ เหมือนกัน แต่มีขอบเขตไม่ชัดเจนและมีขุยบางๆ เวลาไล่ขอบดูจะไม่พบ เป็นผิวหนังอักเสบชนิดอ่อน ไม่มีอาการอักเสบหรือแดงมากนัก ถ้าปล่อยไว้นานๆ ขุยอาจหายไปกลายเป็นวงขาวเกลี้ยงๆ

เหตุแห่งรอยด่างขาว

     แยกแยะกันได้แล้วใช่ไหมคะว่าอะไรเป็นอะไร ทีนี้เรามาดูกันให้ชัดและลึกดีกว่านะคะว่า โรคด่างขาวมีสาเหตุจากอะไรกันแน่ ซึ่ง ศ.คลินิกเกียรติคุณ พญ.สุจิตรา วีรวรรณ กุมารแพทย์ด้านโรคผิวหนัง กล่าวว่า โรคด่างขาวเป็นภาวะที่ผิวหนังบางส่วนกลายเป็นรอยด่างขาว เนื่องจากผิวหนังในบริเวณนั้นไม่มีเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocyte) จึงไม่สามารถสร้างเม็ดสี (pigment) ได้เป็นปกติเช่นเดียวกับผิวหนังส่วนที่อยู่โดยรอบ

 การเกิดโรคด่างขาว ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่มีการสันนิษฐานไว้ 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะอาการที่พบ สาเหตุแรกเกิดจากกระบวนการสร้างเม็ดสี เซลล์เม็ดสีถูกทำลายโดยสารพิษ ในขณะที่กำลังผลิตเม็ดสี ส่งผลให้ไม่สามารถผลิตเม็ดสีได้

สาเหตุที่สองจะพบในกรณีที่เด็กเป็นรอยด่างตามแนวระบบประสาทส่วนปลาย สันนิษฐานว่าเกิดจากสารเคมีบางอย่าง ที่ประสาทส่วนปลายปล่อยออกมาแล้วทำลายเม็ดสีทำให้สร้างเม็ดสีไม่ได้ หรืออาจมีการกระตุ้นปลายประสาท ทำให้มีการหลั่งสารที่ทำลายเซลล์เม็ดสีในกระบวนการสร้างเม็ดสี หรืออาจมีการสะสมของสารบางอย่างที่มีฤทธิ์ทำลายเซลล์สร้างเม็ดสี ส่วนสาเหตุสุดท้ายคาดว่าเกิดจากการสร้างภูมิค้มกันทำลายเม็ดสี อาการด่างขาวลักษณะนี้มักพบร่วมกับโรคทางระบบต่อมไร้ท่อหลายๆ โรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน เช่น โรคต่อมไทรอยด์อักเสบ ต่อมหมวกไตทำงานไม่ดี โรคเบาหวานหรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งสารสร้างภูมิคุ้มกันนั้นจะทำลายเม็ดสีทำให้เกิดเป็นรอยด่างขาวขึ้น สาเหตุนี้พบได้มากถึง 50% ของเด็กที่เป็นโรคนี้ และใน 50% นี้มี 25% พบอาการของโรคก่อนอายุ 8 ขวบ

” โรคด่างขาวไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ จึงไม่ติดต่อไปยังผู้อื่น อายุที่เด็กเริ่มเป็นไม่แน่ชัดว่าเมื่อไร ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไหร่ที่เด็กได้รับสารพิษทั้งจากร่างกายและสิ่งแวดล้อม เด็กอาจโดนสารพิษจากร่างกายเด็กเองหรือจากสิ่งแวดล้อม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เป็นน้ำยางที่เกี่ยวกับการทำยาง ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยาง ซึ่งจะมีสารไฮโดรฟีโนนกัดผิวทำให้เกิดรอยด่างขาว ในโรคด่างขาวเรามักจะเห็นดวงขาวๆ ชัดเจน เป็นได้หลายที่ เช่น ตามใบหน้า บริเวณรักแร้ ขาหนีบ รอบปาก รูทวาร บริเวณที่มีการเสียดสีหรือบริเวณที่โดนแดดบ่อยๆ ซึ่งวงขาวๆ จะชัดเจน ขอบเข้มขึ้น หรืออาจเป็นรอยแดงๆ เกิดขึ้นโดยไม่มีการอักเสบมาก่อนในเด็กทารกกรณีที่เป็นโรคด่างขาวมักจะเป็นเด็กเผือกมาตั้งแต่กำเนิด คือไม่มีการสร้างเม็ดสีให้ร่างกายเลย ไม่สามารถสู้แสงได้ และมีอาการตาถั่วร่วมด้วย” พญ.สุจิตรา กล่าว

อาการที่เกิดขึ้น

      ลักษณะอาการของรอยด่างขาวจะเป็นผื่นราบสีขาว ขอบเขตชัดเจน มีรูปร่างไม่แน่นอนและมีขนาดต่างกันไปตั้งแต่ 1 ซม. ถึง 10 ซม. ซึ่งอาจเกิดที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของผิวกายได้ แต่มักจะเกิดตรงบริเวณหน้า ริมฝีปาก คอ หลังมือ และหลังเท้า บริเวณที่มีการเสียดสีหรือโดนแดดบ่อยๆ

 ขอบของวงด่างขาว จะมีลักษณะโค้งหรือนูนออกจึงทำให้ผิวหนังส่วนที่ปกติอยู่โดยรอบมีลักษณะตรงกันข้ามคือเว้าเข้า ขนหรือผมที่ขึ้นอยู่ในรอยด่างขาวจะกลายเป็นสีขาวเช่นกัน

รอยด่างขาว เมื่อถูกแดด มักจะมีอาการแพ้แดดได้ง่าย ทำให้ผิวแดงและแสบร้อนหากไม่โดนแสงจัด แต่โดยปกติจะไม่มีอาการคัน หรือปวดแสบปวดร้อนแต่อย่างไร และยังมีการรับรู้ความรู้สึกได้เป็นปกติ รอยด่างขาวมักจะลามออกไปอย่างช้าๆ บางคนจะเป็นเฉพาะที่ แต่บางคนอาจมีรอยด่างขาวกระจายไปเกือบทั่วตัว แต่อาจมีบางคนที่พบว่ารอยด่างขาวสามารถหายได้เอง หลังจากเป็นอยู่เป็นแรมเดือนแรมปี แต่พบได้เป็นส่วนน้อย

 รักษาอย่างไรดี

     การรักษาโรคด่างขาวมักใช้เวลานานตามแต่อาการที่เกิดขึ้น ซึ่ง ศ.คลินิกเกียรติคุณ พญ.สุจิตรา วีรวรรณ อธิบายว่า ถ้าเด็กเป็นโรคนี้ในระยะเริ่มต้นหรือเป็นไม่มาก ไม่ต้องทำอะไร เพราะไม่มีอันตรายแต่อย่างไร แต่ถ้าเป็นมากหรือลุกลามจนน่าเกลียดควรปรึกษาแพทย์ทางโรคผิวหนัง ซึ่งอาจให้ยารักษามีทั้งชนิดกินและทา เช่น ยาสเตียรอยด์ และยาน้ำสำหรับทาชนิดเจือจาง 0.1% หลังทายาควรให้ผิวหนังส่วนที่เป็นด่างขาวอาบแดดอ่อนๆ

หากอาการดีขึ้นผิวหนังส่วนนั้นจะเริ่มแดงก่อนต่อมาจะมีสีคล้ำ โดยเริ่มจากบริเวณรอบๆ ขนก่อน แล้วจะค่อยๆ ขยายกว้างออกไป ระยะเวลาของการรักษาอาจนานถึง 2-3 ปี บางคนหลังหยุดยาสีผิวอาจกลับขาวได้อีก บางคนหากใช้วิธีดังกล่าวไม่ได้ผล อาจต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแทน ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาที่ได้ผลถาวรและน่าพอใจ

[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 พฤศจิกายน 2547 ]