ครูส่วนใหญ่สี่ห้าแสนคนทั่วประเทศที่ตั้งใจสอน มีจิตวิญญาณวิชาชีพครู ครูเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลืออย่างมากและเร่งด่วนจากรัฐบาล ที่จะช่วยให้ครูสอนนักเรียนได้ดีขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำนักงานพัฒนาหลักสูตรและการสอนแห่งชาติ

          อารี สัณหฉวี

          ได้มีการปฏิรูปการศึกษาใหญ่ๆ ถึงสองครั้งสองหน แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย (การอ่าน) คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ของเด็กไทยยังอยู่ในอันดับท้ายๆ ขณะที่เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง อยู่ในอันดับต้นๆ
          เพราะเหตุไร?
          จากประสบการณ์ของผู้เขียนซึ่งเคยเป็นครูศึกษานิเทศก์ และอาจารย์ในมหาวิทยาลัยถึงแม้ปัจจุบันเกษียณมาหลายปี แต่ยังติดตามพัฒนาการศึกษา และสัมผัสครูนักเรียนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
          ผู้เขียนพบว่า การจัดการศึกษาโดยทั่วไปในเมืองไทยก้าวหน้ามากขึ้น อุปกรณ์การเรียนดีขึ้น ภูมิทัศน์ของโรงเรียนมีต้นไม้ร่มรื่นตามโครงการรักษ์สิ่งแวดล้อม และโครงการสวนพฤกษาศาสตร์ โรงเรียนในพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
          แต่การเรียนการสอนยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
          ถึงแม้จะมีการนำวิธีการสอนใหม่ๆ เข้ามาที่เรียกว่านวัตกรรมการศึกษา ให้ครูสอนแบบโครงงาน ให้ครูทำวิจัย ฯลฯ แต่ครูที่จะสามารถทำได้เช่นนี้มีจำนวนน้อยมาก เพราะสมัยที่ยังเป็นนักเรียนครูไม่เคยได้เรียนรู้ ปัจจุบันถึงแม้จะไปเข้ารับการอบรมหนึ่งวันถึงหนึ่งสัปดาห์ กลับโรงเรียนแล้วก็ยังทำไม่ได้
          จะมีส่วนน้อยที่ขวนขวายเพื่อทำผลงาน เพิ่มวิทยฐานะ เพิ่มอัตราเงินเดือน และปรับปรุงการสอนของตน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นครูที่อายุยังไม่มากนัก
          แต่โชคดีที่ครูไทยส่วนใหญ่เป็นครูที่ดี มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู ถึงแม้จะไม่มีเวลาทำผลงานเพื่อเพิ่มเงินเดือน แต่ก็ยังตั้งใจทำงานสอนเด็ก บางคนยังสละเงินเดือนอันน้อยนิดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนเอง
          ผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวถึงครูที่ขาดจิตวิญญาณวิชาชีพครูหรือจ้างทำผลงาน ซึ่งเป็นครูส่วนน้อยเพียงไม่ถึง 0.01 เปอร์เซ็นต์ของครูทั้งประเทศ
          ครูส่วนใหญ่สี่ห้าแสนคนทั่วประเทศที่ตั้งใจสอน มีจิตวิญญาณวิชาชีพครู ครูเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลืออย่างมากและเร่งด่วนจากรัฐบาล ที่จะช่วยให้ครูสอนนักเรียนได้ดีขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น
          แต่แทนที่จะได้รับความช่วยเหลือพัฒนาทางวิชาการ แต่กลายเป็นว่า ครูได้รับคำสั่งจากส่วนกลางผ่านทางเขตพื้นที่การศึกษา ว่าครูต้องทำหลักสูตรเอง ซึ่งเรียกว่า หลักสูตรสถานศึกษา ที่พึ่งของครูไทยทั่วประเทศขณะนี้คือ สำนักพิมพ์ที่พิมพ์แบบเรียน ตำราวิชาต่างๆ ในหลักสูตรที่เรียกว่า สาระวิชาทั้งแปด รวมทั้งคู่มือครู แผนการสอน แบบทดสอบ ฯลฯ
          ผู้เขียนมิได้ตำหนิเรื่องนี้ เพราะสำนักพิมพ์ก็ล้วนสรรหาครูอาจารย์ผู้ทรงความรู้สาขาวิชาต่างๆ มาเขียนแบบเรียน คู่มือครู ฯลฯ
          แต่ผู้เขียนถึงความเห็นว่า ควรมีหน่วยงานกลางของรัฐ ที่จะต้องประสานงานเรื่องนี้ เพื่อรักษามาตรฐานของวิชาการ และช่วยพัฒนาการสอนของครูทั่วประเทศให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของความรู้ใหม่ๆ
          ก่อนการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่สองนี้มีหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ คือกรมวิชาการ มีหน้าที่พัฒนาหลักสูตรระดับชาติตลอดจนพัฒนาการสอน รวมทั้งดูแลมาตรฐานการพิมพ์หนังสือแบบเรียน
          ที่จริง กรมวิชาการขณะนั้นเป็นหน่วยงานไม่ใหญ่ และควรจะทำงานเกี่ยวกับการช่วยครูทางวิชาการให้มากกว่านั้น
          แต่หลังการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่สอง กรมวิชาการสูญสลาย เหลือเป็นหน่วยงานเล็กๆ อยู่ภายใต้ สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) มีบุคลาการทำงานอยู่ไม่กี่คน แต่รับผิดชอบเรื่องพัฒนาหลักสูตรระดับประเทศและนวัตกรรมการศึกษา

          ที่จริง งานนี้เป็นงานใหญ่โต และหนักหนาสาหัสจริงๆ
          ถ้าหน่วยงานนี้เข้มแข็งและประสานงานกับมหาวิทยาลัยและเขตพื้นที่การศึกษาอย่างใกล้ชิด (มากกว่าเดิม) ก็จะสามารถช่วยครูสี่ห้าแสนคนนี้ให้เข้มแข็ง รู้เนื้อหาและแนวการสอนแต่ละวิชาที่จะช่วยให้เด็กเรียนได้ดีขึ้น
          การช่วยเหลือครูขณะนี้ควรเป็นการช่วยเหลือชนิดปูพรม เพื่อให้ครูทั่วประเทศสอนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความสุขมากขึ้น
          ผู้เขียนใคร่ขอเสนอให้ท่านรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ กรุณา เชิญอดีตอธิบดีกรมวิชาการ เช่น คุณหญิง ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ดร.พนม พงษ์ไพบูลย์ และท่านอื่นๆ มาหารือ
          ตลอดจนให้มีคณะทำงานศึกษาปัญหาและความต้องการของครูด้านวิชาชีพครู (ไม่เกี่ยวกับหนี้สินของครู) เพื่อหารือพัฒนาครู
          ซึ่งจะมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กไทย

อ้างอิงจาก http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=15496&Key=hotnews