ภาพของการใช้น้ำจำนวนมากเพื่อการปลูกข้าวที่สังคมแสดงทั้งความเห็นใจและรังเกียจในขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นภาพปกติที่สังคมทั้งโลก ไม่เคยตั้งคำถามว่า “ลดได้ไหม”

หลังจากผมลองปลูกข้าวแบบไม่มีน้ำขัง (Aerobic rice) ในลักษณะคล้ายข้าวไร่ แต่เป็นพันธุ์ข้าวนาปกติ คือ ข้าวเหนียว กข ๖ จนประสพผลสำเร็จ ว่า แม้ไม่มีน้ำขังตลอดฤดูปลูก จุดที่ดินดีที่สุดได้ผลผลิตข้าวประมาณ ครึ่ง กก. ต่อตารางเมตร หรือ ๘๐๐ กก/ไร่

ทำให้ผมหายสงสัยถึงการปรับตัวของข้าวที่เคยเป็นข้อโต้แย้งว่า ข้าวที่ปลูกในนาได้ปรับตัวเข้ากับการขังน้ำ

ที่เป็นเพียงความเชื่อ ไม่มีความจริงแต่ประการใดทั้งสิ้น

ดังนั้น ผมจึงย้อนไปทบทวนหลักการจัดการน้ำเพื่อการทำนา ที่ต้องมีน้ำขัง ๕-๑๐ ซม. ตลอดฤดูปลูก ว่า มีสาเหตุมาจากอะไร

ผมจึงมาพิจารณาพบว่า แปลงที่น้ำไม่ค่อยพอวัชพืชหรือหญ้าจะงอกขึ้นมาแข่งกับข้าวเป็นจำนวนมาก จนทำให้ผลผลิตข้าวลดลง จึงมีคำแนะนำว่าควรขังน้ำไว้ตลอดเวลา

ในปีแรกที่ผมพยายามขังน้ำบ่อยนั้น กลับพบว่าข้าวจะไม่ค่อยแตกกอได้ผลผลิตน้อย

 แต่ข้าวบนที่ดอนที่ดินดีหน่อย จะแตกกอได้ กว่า ๑๐๐ ต้น ที่น่าจะได้ถึงกว่า ๕๐ รวงต่อกอ

ผมจึงพิจารณาว่า ในความเป็นเช่นนั้น น้ำทำหน้าที่ หรือมีความสำคัญอะไรบ้าง

  1. ลดการงอกของหญ้าที่ต้องขังน้ำ ไว้ ๕-๑๐ ซม.
  2. ถ้าดินไม่ดีพอ หรือไม่มีการปรุงดิน ก็ต้องมีน้ำไปช่วยละลายธาตุอาหารในดินที่มีน้อยๆให้ได้มากขึ้น ที่อย่างน้อยตามหลักวิชาการก็คือ ดินต้องเปียกแฉะ  ไม่ต้องขังก็ได้ และ
  3. น้ำช่วยให้ใบข้าวเต่งตึง ทำหน้าที่สังเคราะห์แสง เจริญเติบโตได้ ที่ดินต้องมีความชื้น เหมือนกับการปลูกผักที่ดอนทั่วๆไป

 

ทำให้ผมเกิดข้อสงสัยว่า

 

ทำไมเกษตรกร และนักวิชาการจึงใช้มาตรฐานของการใช้น้ำเพื่อลดการแข่งขันของหญ้ามาเป็นมาตรฐานของความต้องการน้ำของข้าว

โดยการกำหนดให้มีการขังน้ำเป็นมาตรฐานของการปลูกข้าว

ทั้งๆที่ ความต้องการกำจัดวัชพืชในนาเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับความต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตของข้าว

 

  • แม้ทางการออกประกาศบ่อยๆ ว่าน้ำมีน้อย
  • แต่ก็ไม่เสนอข้อมูลทางเลือกของการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้น้ำ หรือลดปริมาณการใช้น้ำ
  • ก็ยังคงปล่อยให้ทำเช่นเดิม อย่างมากก็ลดพื้นที่ลง กับการใช้ความรู้เดิมๆ

 

เช่น

การกำจัดหญ้า หรือลดการแข่งขันก็มีวิธีอื่นๆมากมาย แทนที่จะใช้น้ำจำนวนมากอย่างที่ทำกันทั่วไป

 

และ

การปรับปรุงดินให้ดี เพื่อการประหยัดการใช้น้ำ หรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ก็ทำได้

 

ยิ่งกว่านั้น

ภาพของการใช้น้ำจำนวนมากเพื่อการปลูกข้าวที่สังคมแสดงทั้งความเห็นใจและรังเกียจในขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นภาพปกติที่สังคมทั้งโลก ไม่เคยตั้งคำถามว่า “ลดได้ไหม” 

 

โดยเฉพาะ ในสภาพ หรือปีที่มีน้ำจำกัด

 

และ ตัวอย่างที่โหดร้ายที่ผมพบมาเองจากการทำนาจริงๆของผม ก็คือ

เกษตรกรในเขตชลประทาน ใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย ปล่อยทิ้งปล่อยขว้างจำนวนมากมายมหาศาล โดยไม่ต้องคิดว่าจะเสียประโยชน์อะไรบ้าง

 

ผมเห็นแล้วเสียดายจริงๆ พยายามอธิบาย

 

ว่า “เสียดาย เสียดาย ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

 

แม้จะบอกใครไปก็ไม่เห็นมีใครคิด หรือกล้าทำอะไร

 

วันนี้ก็ขอคิดดังๆ ด้วยความเสียดายทรัพยากรน้ำที่มีคุณค่า แต่คนที่ใช้ หรือมีใช้กลับไม่เห็นคุณค่า

 

แม้แต่คนที่มีน้อยเช่นในพื้นที่เกษตรน้ำฝน ก็ยังไม่ค่อยเห็นคุณค่าเท่าไหร่เลย

 

เวลาขาดแคลนก็มีแต่ร้องหาคนช่วย แทนที่หาวิธีช่วยตัวเองให้มากที่สุดเสียก่อน

 

คิดไปก็เหนื่อยใจครับ

 

สงสัยมันจะเป็น “เช่นนั้นเอง”