การพัฒนาเริ่มขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม กรอปกับประเทศอาณานิคมต่างๆ เริ่มได้รับเอกราช มีการจัดตั้งองค์กรระห่วงประเทศ เช่น ธนาคารโลก เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูประเทศต่าง มีการแบ่งระดับของการพัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา ด้อยพัฒนา
ประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา การพัฒนาของไทย จะค่อนข้างตามกระแสของประเทศตะวันตก เป็นการพัฒนา ที่มุ่งเน้นความเจริญทางวัตถุเป็นสำคัญ ไม่มีแนวทางการพัฒนาที่เป็นตัวของตัวเอง แนวคิดการพัฒนามีลักษณะแคบเกินไป คือ จะมุ่งเน้นความเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ แต่ไม่พัฒนาในด้านอื่นๆ ก่อให้เกิดความเหลื่อมยมล้ำระหว่างภาคเมือง และชนบทเกิดช่องว่างระหว่างรายได้ของประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ชนบทไม่ได้รับการพัฒนาและขยายตัวในด้านใดเลย ซึ่งจะมองเห็นได้ว่าการพัฒนาในระบบเมืองนั้นจะเป็นการพัฒนาในระบบที่มีความทันสมัยในทุกๆด้านมีความหลากหลายทางด้านวัตถุ เพราะมีความพร้อมที่จะรองรับความเจริญที่เข้ามา ทำให้การเจริญเติบโตในด้านต่างๆมีความก้าวหน้าและเป็นไปอย่างรวดเร็ว แตกต่างกับชนบทที่มีระบบการพัฒนาในรูปแบบที่ค่อยเป็นค่อยไปงบประมาณพร้อมเมื่อไรจึงจะดำเนินการจึงทำให้เสียเปรียบและเสียโอกาสในการรับเอากระบวนการพัฒนาและความเจริญใหม่ๆเข้าสู่ชนบท
ดังนั้นในปัจจุบันสังเกตได้ว่าชุมชนเมืองและชุมชนชนบทมีการพัฒนา ความเจริญและการขยายตัวของปัจจัยในหลายด้านที่มรความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ก่อให้เกิดความล่าหลังและล่าช้าในการพัฒนาประเทศที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้
ลักษณะของชุมชนในสังคมไทย
1. สังคมชนบท มีลักษณะดังนี้
เป็นเขตนอกเมือหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม สภาพความเป็นอยู่คล้ายคลึงกัน ชาวชนบทที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันฉันท์มีความผูกพันฉันท์พี่น้อง สังคมชนบทมีลักษณะเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ( ครอบครัวขยาย ) สมาชิกในครอบครัวมักช่วยกันทำงานเพื่อผลิตอาหาร ชาวชนบททำงานเป็นฤดูกาลมีความผูกพันกับศาสนา ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีศาสนาอย่างเคร่งครัด วัดเป็นศูนย์กลางรวมจิตใจของชาวชนบท รวมทั้งใช้ประกอบกิจกรรม พิธีกรรมต่างๆ และใช้ด้านการศึกษา
2. สังคมเมือง มีลักษณะดังนี้
เป็นบริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เป็นศูนย์กลางของความเจริญต่างๆ การคมนาคมสะดวก ประชาชนประกอบอาชีพหลากหลาย ความสัมพันธ์ของคนในสังคมเมืองเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน โดยมากมักจะติดต่อกันด้วยตำแหน่งหน้าที่การงาน ความจริงใจที่มีต่อกันน้อยมาก ความสัมพันธ์ของชาวเมืองมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ
สังคมเมืองมีลักษณะเป็นครอบครัวขนาดเล็ก ( ครอบครัวเดี่ยว ) สมาชิกในครอบครัวมักจะประกอบอาชีพแตกต่างกัน วัดเป็นเพียงแหล่งประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น ไม่ได้เป็นศูนย์รวมจิตใจเหมือนกับสังคมชนบทพฤติกรรมของชาวเมืองจะยึดกฎหมายเป็นหลัก เศรษฐกิจในสังคมเมืองจะมีความยุ่งยากมาก
|
ชุมชนชนบท |
ชุมชนเมือง |
|
1.ประชากรมีจำนวนมากแต่อยู่กระจัดกระจายเป็นชุมชนเล็ก ๆ 2.สถาบันการศึกษามีไม่มากนัก 3.รายได้ยังน้อย มีอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก 4.เป็นการปกครองส่วนภูมิภาค มีส่วนร่วมทางการเมืองน้อย 5.สถาบันศาสนาสำคัญมากของชุมชนบทไทยมีศรัทธาในศาสนาเคร่งครัด 6.มีความสัมพันธ์เป็นแบบส่วนตัวและกันเองเป็นไปตามประเพณี 7.มีการเปลี่ยนแปลงช้าและมีปัญหาสังคมน้อย
|
1.ประชากรมีเป็นจำนวนมากและอยู่กันอย่างหนาแน่น 2.มักเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาที่สำคัญ 3.เศรษฐกิจดี มีรายได้รายจ่ายสูง เป็นศูนย์รวมทางเศรษฐกิจและมีอาชีพหลากหลาย 4.เป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครองของประเทศ 5.เป็นศูนย์รวมของศาสนาและความเชื่อแต่ระดับ ความศรัทธาในศาสนาไม่สูง 6.มีความสัมพันธ์แบบทางการ ยึดถือประโยชน์เป็นเกณฑ์ 7.มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและมีปัญหาสังคมมาก |
ลักษณะของปัญหาของเมืองและชนบท
ในทางสังคมวิทยาแย่งชุมชนออกเป็นสองแบบ คือ ชุมชนชนบท (Rural) และ ชุมชนเมือง โดยราชบัณฑิตยสถาน (2542) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ชุมชนชนบท หมายถึง พื้นที่ส่วนที่อยู่นอกเขตเมือง หรือ เขตเทศบาล มีประชากรที่เลี้ยงชีพด้วยการเกษตรกรรมเป็นสำคัญ มีระเบียบสังคมที่สอดคล้อง กับลักษณะชุมชนแบบหมู่บ้าน ตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มก้อน หรือกระจัดกระจายตามลักษณะภูมิประเทศ หรือประเพณีนิยม ชุมชนเมือง เป็นชุมชนแบบหนึ่ง สำหรับในประเทศไทย กำหนดให้เขตเทศบาลที่มีจำนวนประชากร ตั้งแต่ 10,000 คน ขึ้นไปเป็นเขตเมือง
ปัญหาของชนบท
สภาพสังคมชนบทในปัจจุบันทำให้เกิดปัญหา2ประการคือ
* ปัญหาทางสังคมซึ่งชาวชนบทต้องประสบ เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ
* ปัญหาทางวัฒนธรรม ปัจจุบันชาวชนบทได้รับวิทยาการสมัยใหม่ต่างๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อชาวชนบทเป็นอันมาก เช่น เครื่องจักรทุ่นแรงสำหรับการประกอบอาชีพ อุปกรณ์ที่ทำให้การดำรงค์ชีวิตได้รับความสะดวกสบายขึ้น อันส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และมีความสิ้นเปลืองมากขึ้นตามไปด้วย
สรุปปัญหาที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1.ประชากร อัตราการเพิ่มจำนวนประชากรในชนบทจะมีแนวโน้มลดลง ทำให้อัตราการขยายตัวของชุมชนลดลงไปด้วย ประกอบกับการอพยพย้ายถิ่นของประชากร ในชนบทเข้าสู่เมืองมีเพิ่มมากขึ้น และครอบครัวเกษตรไม่จำเป็นต้องใช้สมาชิกในครอบครัว เป็นแรงงานในการทำเกษตรกรรมแล้ว เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไป
2. การถือครองที่ดิน ประชาชนยังต้องมีการถือครองที่ดินเป็นที่ทำกินและหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งปัจจุบันรูปแบบการถือครองที่ดินเปลี่ยนแปลงไป เช่น กรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นของนายทุนกลุ่มใหญ่ บริษัทขนาดใหญ่ หรือนักลงทุนต่างชาติ รูปแบบการตั้งถิ่นฐานจึงเปลี่ยนแปลงไป
3. ลักษณะของพื้นที่เพาะปลูก รูปแบบการเพาะปลูกที่เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายและทิศทางเศรษฐกิจ ตลอดจนรูปแบบการลงทุน การหาตลาด และการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม ความสัมพันธ์ของรูปแบบการเพาะปลูกจึงมีความสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานโดยตรง
4. ระบบการคมนาคมขนส่งและสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ถนนหนทาง ศูนย์สุขภาพและบริการต่างๆ ระบบไฟฟ้า ระบบประปา และการติดต่อสื่อสาร การขาดการเชื่อมโยงระหว่างหมู่บ้าน และชุมชนชนบทด้วยกัน สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุแห่งความแตกต่างทางพื้นที่ ทำให้การบริการพื้นฐานต่างๆ มีลักษณะกระจัดกระจายขาดการเชื่อมโยง และการรวมกลุ่ม ทำให้เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ
5. นโยบายของรัฐบาล จัดเป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่ง เนื่องจากตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 เป็นต้นมา พื้นที่ชนบทได้รับความสำคัญ ต่อการตั้งถิ่นฐานในอัตราที่ช้ากว่าพื้นที่ชุมชนเมือง จึงมีส่วนในการเป็นสาเหตุของการอพยพ โยกย้ายถิ่นฐานของประชาชนในชนบท เข้ามาทำงานในเมืองมากขึ้น
อย่างไรก็ตามตามหลักการวางและจัดทำผังในพื้นที่ชนบท สุรีย์ ณ นคร (2546) ได้กล่าวถึงข้อควรพิจารณาสำหรับการวางผังในพื้นที่ชนบทว่า ควรมีการให้ความสำคัญในสองประการ ได้แก่ การวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์พื้นที่ในชนบททางด้านเกษตรกรรม เพื่อส่งเสริมให้การผลิตในภาคเกษตรมีมากขึ้น ประกอบกับการวิเคราะห์ด้านประชากร เศรษฐกิจ และสังคม ในการสนับสนุนด้านความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานที่จำเป็น ตลอดจนการส่งเสริมให้มีการทำหน้าที่ของการเป็นศูนย์กลางชุมชน (RuralCenter) โดยอาศัยแนวคิดของการเชื่อมโยง ที่เรียกว่า ระบบชุมชน มีแนวคิดการเชื่อมโยงที่สำคัญคือ
- การเชื่อมโยงด้านกายภาพของพื้นที่ ได้แก่ ระบบโครงข่ายการคมนาคม และระบบ นิเวศวิทยา ที่รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ
- การเชื่อมโยงทางด้านเศรษฐกิจ เช่น รูปแบบการตลาด วัตถุดิบ ระบบการส่งผ่านสินค้า การเกษตร การลงทุนด้านการค้า และการขนส่งสินค้าของชุมชน การผลิตที่เชื่อมโยงกับ ภาคอุตสาหกรรม ตลาดของผู้บริโภค และรูปแบบของการซื้อขายสินค้า
- การเชื่อมโยงด้านประชากร ประกอบด้วยการตั้งถิ่นฐานอย่างถาวร และประชากรที่ย้าย เข้ามาตั้งถิ่นฐานชั่วคราว รวมถึงการเคลื่อนไหวของประชากรจากการเดินทางไปทำงาน ซึ่งมีผลต่อการเดินทางและปริมาณการจราจร
- การเชื่อมโยงด้านเทคโนโลยี ในด้านการติดต่อสื่อสารของชุมชน แหล่งพลังงาน การจัดสรรทรัพยากรน้ำและระบบชลประทาน
- การเชื่อมโยงด้านความสัมพันธ์ในสังคม เช่น ความสัมพันธ์ของกลุ่มคนในชุมชนชนบทระบบเครือญาติ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี งานเทศกาลที่สำคัญ
ปัญหาของชุมชนเมือง
จากปรากฏการณ์ทางสังคมในปัจจุบัน พบว่า ความเจริญก้าวหน้าของชุมชนเมือง ทำให้เกิดการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของประชากร ในเขตพื้นที่ชนบทเข้ามาในเขตเมืองมีมากขึ้น เมื่อในเขตเมืองมีความหนาแน่นของประชากรมากขึ้น จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาต่างๆ ดังนี้
1. ปัญหาความแออัด ของที่อยู่อาศัยและสถานที่ทำงานในเขตเมือง เป็นผลมาจากการใช้ที่ดิน และความต้องการของแรงงาน ที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่สะดวกและประหยัดค่าใช้จ่าย ในการเดินทางมาทำงานประจำวัน ทำให้เกิดเป็นแหล่งชุมชนแออัด (Slum Area) นับเป็นปัญหาสำคัญในเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นย่านหรือแหล่งที่มีอาคารหนาแน่น และอาคารส่วนมากชำรุดทรุดโทรม มีสภาพที่ไม่เหมาะสมที่จะเป็นที่อยู่อาศัย หรือมีลักษณะที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย ความปลอดภัย ศีลธรรม หรือสวัสดิภาพของผู้อยู่อาศัยและประชาชน
2. ปัญหาการจราจร เนื่องมาจากจำนวนประชากรหนาแน่น มีการเดินทางเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ต่างๆ ภายในเมืองโดยรถยนต์มากขึ้น การจราจรคับคั่งทำให้ผู้เดินทาง ต้องใช้เวลาอยู่บนท้องถนนมาก ประกอบกับชุมชนเมืองส่วนใหญ่มักมีหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางด้านต่างๆ และรูปแบบการกระจายตัวแนวถนน มักมีมากที่สุดบริเวณศูนย์กลางเมือง จึงทำให้มีการจราจรหนาแน่นบริเวณศูนย์กลางเมือง เนื่องจากเป็นที่ตั้งกิจกรรมที่สำคัญ
3. ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ หรือ มลพิษ (Pollution) เป็นภาวะภายในเมืองที่สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ มีสาเหตุมาจากกิจกรรมภายในเมือง ปัจจุบันภายในเมืองใหญ่ๆ มักประสบปัญหาสภาวะแวดล้อมเป็นพิษ ทั้งอากาศเสีย เสียงรบกวน และน้ำเสีย เป็นต้น สิ่งแวดล้อมเป็นพิษเหล่านี้ ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชากรเมืองอย่างมาก เป็นผลทำให้คุณภาพและประสิทธิภาพในการทำงานของประชากรในเมืองลดลง
4. ปัญหาการให้บริการสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ เนื่องจากมีประชากรอยู่กัน อย่างหนาแน่น เป็นจำนวนมากทำให้การให้บริการ กิจการสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ การจัดการมูลฝอยต่างๆ ต้องเพิ่มปริมาณการให้บริการมากขึ้น จนเกินระดับที่สามารถรองรับได้ นอกจากนั้นการให้บริการสาธารณประโยชน์อื่นๆ เช่น สวนสาธารณะ โรงพยาบาล โรงเรียน และสถานที่ทำการของรัฐบาลอื่นๆ ไม่สามารถให้บริการได้เพียงพอต่อความต้องการ จึงทำให้เกิดปัญหาความแออัดในด้านการให้บริการ
5. ปัญหาทางด้านสังคม การที่ประชากรเข้ามาอาศัยกันอย่างแออัดภายในเมือง ทำให้เกิดปัญหาทางด้านสังคมกลุ่มต่างๆ มากมาย เช่น ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัย สำหรับผู้มีรายได้น้อย ปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ปัญหาแหล่งชุมชนแออัด ปัญหาการว่างงาน และความยากจน ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาการหย่าร้าง ปัญหาเด็กเร่ร่อนจรจัด เป็นต้น ปัญหาทางสังคมเหล่านี้ ทำให้ผู้อยู่อาศัยในเมือง ขาดความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน ตลอดจนสวัสดิภาพของบุคคลต่างๆ ด้วย
6. ปัญหาการขยายตัวของชานเมือง เกิดจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่ง มีการอพยพไปตั้งถิ่นฐานบริเวณชานเมือง เกิดการขยายตัวของการใช้ที่ดินอย่างรวดเร็ว มีการใช้ที่ดินประเภทต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยปรับเปลี่ยนจากพื้นที่เกษตรกรรมชานเมือง ไปเป็นที่อยู่อาศัย หมู่บ้านจัดสรร โรงงานอุตสาหกรรม ทำให้การควบคุมขนาด และขอบเขตของเมืองทำได้ยาก การจัดบริการทางด้านสาธารณูปโภค และสาธารณูปการไม่สามารถทำได้อย่างเพียงพอ และทันต่อความต้องการ
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงในสังคม
- สาเหตุภายใน เช่น การเกิด การตาย การย้ายถิ่นฐาน
- สาเหตุภายนอก เช่น การคมนาคม การผสมผสานทางวัฒนธรรม
ข้อแตกต่างระหว่างชุมชนไทยทั้ง 2 ประเภท อาจเปรียบเทียบได้ดังนี้
|
ชุมชนชนบท |
ชุมชนเมือง |
|
1.มีลักษณะครอบครัวขยาย เป็นสังคมส่วน ใหญ่ของไทย 2.สมาชิกสัมพันธ์กันแบบปฐมภูมิ เคารพนับถือ กันแบบเครือญาติ 3.มีอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก 4.ลักษณะทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน 5.เป็นสังคมแบบประเพณีนำยึดถือศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี 6.คุณภาพชีวิตยังอยู่ในระดับต่ำ 7.มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมช้าแต่บางอย่างพัฒนาไปรวดเร็ว เช่น ชีวิตความเป็นอยู่
|
1.ลักษณะครอบครัวเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่
2.สมาชิกสัมพันธ์กันตามสถานภาพมีกาติดต่อกัน เป็นทางการ 3.อาชีพหลากหลาย 4.มีฐานะอาชีพแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ยากจนถึง เศรษฐี 5.วัฒนธรรมผสมผสาน 6.โดยเฉลี่ยคุณภาพชีวิตสูงกว่าชนบท 7.การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นไปรวดเร็ว ทั้งการ ศึกษา เทคโนโลยี ความเป็นอยู่ |
* แนวทางแก้ไขปัญหา *
จากที่กล่าวมาแล้วสภาพปัญหาทั้งชุมชนชนบทและชุมชนเมืองมีแนวทางแก้ไขโดยการใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนและใช้นโยบายของรัฐ ดังนี้
การมีส่วนร่วมของชุมชน มีส่วนเกี่ยวข้องใน 4 ประเด็น ได้แก่
1. การมีส่วนร่วมการตัดสินใจว่าควรทำอะไรและทำอย่างไร
2. การมีส่วนร่วมเสียสละในการพัฒนา รวมทั้งลงมือปฏิบัติตามที่ได้ตัดสินใจ
3. การมีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน
4. การมีส่วนร่วมในการประเมินผลโครงการ
ขั้นตอนการมีส่วนร่วมของชุมชน
ขั้นตอนของการเข้ามามีส่วนร่วมของชุมชนนั้นมี 6 ขั้นตอน ได้แก่
1. การค้นหาปัญหา สาเหตุของปัญหา และแนวทางแก้ไข
2. ตัดสินใจกำหนดความต้องการ
3. ลำดับความสำคัญ
4. วางแผน กำหนดวัตถุประสงค์ วิธีการ แนวทางการดำเนินงาน ทรัพยากร
5. ดำเนินงานตามโครงการ และ/หรือ สนับสนุนการดำเนินงาน
6. ประเมินผล
รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชน 2 ลักษณะ ได้แก่
1. การมีส่วนร่วมของประชาชนที่รัฐเป็นผู้นำ การมีส่วนร่วมในลักษณะนี้เป็นการมองมาจากเบื้องบนหรือมาจากรัฐ ประชาชนเป็นเพียงผู้คอยรับนโยบายและปฏิบัติตาม
2. การมีส่วนร่วมที่เกิดจากความต้องการของประชาชนด้วยความสมัครใจโดยที่รัฐคอยช่วยเหลือให้คำแนะนำหรือคอยอำนวยความสะดวกเท่านั้น
นโยบายรัฐบาล
รัฐบาลได้เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาของชุมชนทั้งชุมชนชนบทและชุมชนเมือง ดังนี้
ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ
รัฐมีวิธีดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการเพิ่มเนื้อที่ป่า ทั้งป่าไม้และป่าชายเลน โดยการสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมและวางแนวทางยับยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรเหล่านั้น เช่น การจัดหาที่ทำกินให้ราษฎรในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม การป้องกันมิให้การทำนากุ้งมาทำลายพื้นที่ป่าชายเลน การป้องกันมิให้เกิดปัญหามลพิษอันเกิดจากสารเคมี และจากการระบายน้ำโสโครกจากแหล่งชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรมลงสู่แหล่งน้ำโดยมิได้ผ่านการบำบัดเสียก่อน ตลอดจนต้องให้มีการบังคับใช้มาตรการที่เด็ดขาดและมีประสิทธิภาพ ในการที่จะป้องกันการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
มลพิษทางด้านสารพิษทางการเกษตร
รัฐได้ดำเนินผลให้สารพิษหลายชนิดที่นำเข้าจากต่างประเทศสามารถนำมาใช้ ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องผ่านการควบคุมจากทางการ ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ จึงได้มีการปรับปรุงแก้ไขการประกาศควบคุมวัตถุมีพิษเสียใหม่ โดยให้นำมาขอขึ้นทะเบียนจากทางการเสียก่อนจึงจะสามารถนำไปใช้ได้ นอกจากนั้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรงก็มีการจัดฝึกอบรมการใช้สารพิษอย่างถูกต้องและปลอดภัย การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสารพิษแก่ประชาชนในรูปของสื่อต่าง ๆ เช่น สารคดีโทรทัศน์ โดยหวังว่าเมื่อประชาชนเกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการแล้วจะเป็นการช่วยลดมลพิษที่เกิดจากสารพิษทางการเกษตรได้อีกทางหนึ่งด้วย
ภาวะมลพิษ
อากาศเสีย
การแก้ไขปัญหาอากาศเสีย ปัจจุบันเน้นการแก้ปัญหาควันดำและอากาศเสียจากรถยนต์ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ โดยมีการกำหนดค่ามาตรฐานสำหรับควันดำที่ปล่อยออกจากท่อไอเสียของรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล และค่ามาตรฐานสำหรับก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ ที่ปล่อยออกจากท่อไอเสียของรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน ไว้สำหรับควบคุมแลไม่ให้รถยนต์ปล่อยอากาศเสียเหล่านั้นเกินมาตรฐาน โดยมีกรมตำรวจและกรมการขนส่งทางบก เป็นหน่วยงานควบคุม
น้ำเสีย
ปัญหาน้ำเสียเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากทุกคนร่วมมือกัน โดยการไม่ลักลอบปล่อยน้ำทิ้งที่ไม่มีการบำบัด หรือลดความสกปรกของน้ำทิ้ง หรือลักลอบปล่อยสิ่งปฏิกูล หรือทิ้งมูลฝอยลงในแม่น้ำ คู คลอง ซึ่งในปัจจุบันได้มีการกำหนดมาตรการหลายมาตรการในอันที่จะแก้ไขปัญหาน้ำเสีย เช่น การกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำในลำน้ำต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้ประโยชน์ ซึ่งจะมีผลสืบเนื่องไปถึงการกำหนดชนิดและจำนวนของกิจการที่ตั้งอยู่บนสองข้างฝั่งลำน้ำด้วย การกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งจากอาคาร เพื่อควบคุมดูแลไม่ให้อาคาร ๑๒ ประเภท ได้แก่ อาคารชุด โรงแรม หอพัก สถานอาบอบนวด สถานพยาบาล บ้านจัดสรร โรงเรียน อาคารที่ทำการราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้าตลาด ภัตตาคารหรือร้านอาหาร และแพปลาระบายน้ำทิ้งที่มีค่าเกินมาตรฐานลงสู่แหล่งน้ำโดยมีกระทรวงมหาดไทย และหน่วยราชการส่วนท้องถิ่น เป็นหน่วยงานควบคุม รวมทั้งมีการกำหนดมาตรฐานลักษณะน้ำทิ้งจากอุตสาหกรรม ไว้สำหรับควบคุมไม่ให้โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำทิ้งเกินค่ามาตรฐานด้วย โดยมีกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานควบคุม
มูลฝอย
มูลฝอยที่เกิดขึ้นจะต้องได้รับการเก็บขนออกไปจากชุมชนและนำไปกำจัดให้ถูกวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าว โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องให้บริการเก็บและกำจัดมูลฝอยให้ทั่วถึงทุกครัวเรือน และจะต้องมีงบประมาณ อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ วัสดุอุปกรณ์ให้เพียงพอต่อการให้บริการ ตลอดจนจะต้องเตรียมจัดหาที่ดินสำหรับกำจัดมูลฝอยสำรองไว้ในอนาคตด้วย เนื่องจากที่ดินจะใช้กำจัดมูลฝอยนับวันจะยิ่งหาได้ยากมากขึ้น นอกจากนี้ประชาชนก็ต้องให้ความร่วมมือช่วยกันรักษาความสะอาดของชุมชนด้วย เช่น ไม่ทิ้งมูลฝอยลงบนถนน ทางเดินเท้า หรือในแม่น้ำ ลำคลอง หรือที่ว่างต่าง ๆ ช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดของบ้านเรือนและบริเวณรอบ ๆ บ้านให้สะอาด อย่าปล่อยให้สกปรกรกรุงรังช่วยกันลดปริมาณมูลฝอยที่จะต้องทิ้งออกมาโดยรู้จักใช้สิ่งของอย่างประหยัด ใช้สินค้าที่มีคุณภาพทนทาน รู้จักนำของเหลือใช้มาใช้ให้เป็นประโยชน์อีก เช่น ขวด กระดาษ พลาสติก ตลอดจนให้ความร่วมมือเสียค่าธรรมเนียมเก็บขนมูลฝอยแก่ท้องถิ่น เพื่อนำรายได้ไปใช้ในการปรับปรุงคุณภาพของบริการให้ดีขึ้น
ปัญหาทางสังคม
ชุมชนแออัด
สำหรับปัญหาชุมชนแออัดซึ่งมักเกิดขึ้นในเมืองมากกว่าในชนบทนั้น โดยการปรับปรุงทั้งในด้านกายภาพ สังคม และเศรษฐกิจ ได้แก่ การปรับปรุงทางด้านสาธารณูปโภค เช่น ทางเท้า ทางระบายน้ำ ไฟฟ้า ประปา การจัดการขยะมูลฝอย การปรับปรุงสภาพแวดล้อมชุมชน การป้องกันอัคคีภัย รวมทั้งมีโครงการต่าง ๆ เช่น การฝึกอาชีพ โครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และส่งเสริมให้ประชาชนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของชุมชน โดยการจัดตั้งคณะกรรมการชุมชนเพื่อทำหน้าที่แทนผู้อาศัยในชุมชน ในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาชุมชนและเป็นแกนนำในการพัฒนาชุมชน นอกจากนั้นการเคหะแห่งชาติยังมีการดำเนินงานในด้านความมั่นคงในการครอบครองที่ดิน
การขาดแคลนพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เพื่อการนันทนาการ
ปัญหาการขาดแคลนพื้นที่เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจในเขตเมืองนั้น นับว่าประสบปัญหารุนแรงที่สุด ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐมีนโยบายสนับสนุนให้พื้นที่ดังกล่าวที่มีอยู่เดิมคงสภาพไว้ให้มาก เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้เป็นพื้นที่สีเขียวให้มากที่สุด และการเพิ่มจำนวนพื้นที่ดังกล่าว รัฐมีนโยบายหากเป็นการย้ายอาคารสถานที่ออกไปจากที่ดินของรัฐ รัฐก็จะปรับปรุงบริเวณเดิมนั้นให้เป็นพื้นที่สี เขียวและจัดบริเวณให้เป็นสวนสาธารณะ ทำให้ประชาชนได้มีพื้นที่เพื่อการพักผ่อนหย่อยใจเพิ่มขึ้น ในส่วนของภาคเอกชนนั้น หากคำนึงถึงเรื่องนี้ก็สามารถจัดพื้นที่ให้โล่งว่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ขอบคุณนะคะ
สำหรับความรู้
ที่ได้อ่าน
*-*..........................
"คลื่นลูกเก่า มลายเมื่อไกล้ฝั่ง คลื่นลูกใหม่ประดังเข้าแทนที่"
ชุมชนรอคลื่นลูกใหม่มาทำให้กรแก้ปัญหาชุมชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนครับ
ด้วยหวังและตั้งใจครับ
ตั้งใจทำงานนะค่ะเพื่อนๆ