ประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาก็คือ ความเก่าของวัสดุแบบธรรมชาติ ที่ต่างจากสภาพที่ “ทำให้เก่า”

จากการศึกษาพระเครื่องตั้งแต่ยุคทวาราวดี ลพบุรี อู่ทอง เชียงแสน สุโขทัย จนมาถึงยุคอยุธยา ทำให้ผมได้มีความเข้าใจถึงการพัฒนาการของแนวคิด และความเชื่อ จนเกิดเป็นศิลปะประจำยุคสมัยต่างๆ ดังนี้

ในยุคแรกๆของทวาราวดีนั้น

  • ได้มีการนำศิลปะคุปตะที่มีรายละเอียดไม่มากนัก
  • เข้ามาผสมผสานกับแนวคิดเชิงสัญลักษณ์ ที่สร้างพระพุทธรูปแบบไม่มีรายละเอียดของหน้าตา
  • มีแต่เค้าโครงรูปร่างที่ไม่ได้สัดส่วน ที่น่าจะเป็นไปตามแนวคิดของการนับถือ “ผี” ที่มีอยู่แต่เดิม ที่มีการสร้างรูปสักการะในรูปแบบเดียวกัน
  • วัสดุที่ใช้สร้างส่วนใหญ่จะเป็นดินเผาเนื้อแกร่งในท้องถิ่น บางแหล่งอาจผสมหินเอเกตที่ใช้ทำลูกปัดทวาราวดี บดละเอียดผสมไว้ด้วย

แต่ในยุคทวาราวดี ต่อๆมาอีกสองสามร้อยปี ได้มีการนำศิลปะ “ปาละ” เข้ามา

  • ที่มีรายละเอียดและความอ่อนช้อยมากขึ้น
  • มีลักษณะหน้าตา และมีการแทรกหน้าของตัวแทนของคนในสมัยนั้นเข้าไปในพระพุทธรูป
  • แต่ก็ยังมีแนวคิดของการไม่ได้สัดส่วนปนมาบ้างในบางกรณี
  • วัสดุส่วนใหญ่ก็ยังเป็นดินเผาเนื้อแกร่ง แต่ก็เริ่มมีเนื้อชินเงิน และตะกั่วบ้าง

เมื่อเข้ายุคลพบุรี ได้มีการปรับแนวคิดเพิ่มเติมเชิงเทวรูป เข้ามาผสมผสานกับหน้าของ “ขอม”

  • ทำให้มีการสร้างทั้งพระพุทธรูปและเทวรูปอย่างหลากหลายมาก ที่นิยมเรียกว่า “พระร่วง” ทั้งนั่งและยืน
  • วัสดุที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นโลหะ ที่มีทั้งตะกั่ว เงิน ชินเงิน สำริด และ ทองคำ
  • เนื้อดินเผาก็มีบ้างแต่ไม่มากนัก

สำหรับพระศิลปะอู่ทอง สุโขทัย และเชียงแสน ที่คาบเกี่ยวกับลพบุรีนั้นก็จะมีการใช้วัสดุที่คล้ายคลึงกัน แต่เป็นศิลปะที่แตกต่างกัน

ส่วนพระศิลปะลำพูน กำแพงเพชร ที่ส่วนใหญ่เป็นเนื้อดินนั้นสามารถพิจารณาจากพิมพ์ ศิลปะ และวัสดุที่มีเอกลักษณะเฉพาะตัวได้ไม่ยากนัก

สำหรับประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาก็คือ ความเก่าของวัสดุแบบธรรมชาติ ที่ต่างจากสภาพที่ “ทำให้เก่า” ดังนี้

ความเก่าของวัสดุแบบธรรมชาติ

เนื้อดิน

  • จะมีการกร่อนเป็นผิวเรียบมน
  • ไม่มีมุมเหลี่ยมคม
  • แม้ผิวนอกจะดูยุ่ย แต่เนื้อในจะยังคงแกร่ง
  • มีคราบผุแทรกอย่างแนบแน่นกับเนื้อที่กำลังผุอย่างต่อเนื่องกัน
  • มีคราบกรุติดอยู่กับคราบผุเป็นชั้นๆ ตามลำดับ
  • ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยสมบูรณ์ แต่ในเชิงศิลปะจะยังคงความงดงามอ่อนช้อยเช่นเดิม

เนื้อชิน

  • มีความผุและเกิดสนิมตามชนิดของโลหะ
  • ไม่มีรอยตะไบ หรือรอยตัดใหม่ๆ
  • เนื้อตะกั่วจะเกิดสนิมแดง มีไขขาวแทรกมากน้อยตามสภาพแวดล้อม
  • ที่สำคัญสนิมแดงควรแตกเป็นเส้นใยแมงมุมฝอยๆ ไขว้กันทั้งองค์ โดยเฉพาะส่วนที่หนาสุดขององค์พระที่ทำปลอมได้ยาก
  • การแตกของสนิมแดงต้องไม่ลึก และเป็นไปตามอายุของพระ
  • ชินเงินจะมีการระเบิดตามส่วนนูนและขอบเป็นจุดๆ
  • เนื้อเงินจะมีสนิมขุมสีเหลือง สนิมตีนกาสีดำ และพรายเงิน หรือที่เรียกกันว่า “ปรอท” แวววาวอยู่ที่ผิว
  • สำริดจะมีสนิมเขียวนวลที่ผิวนอก สีน้ำตาลแดงที่ผิวใน แบบเกาะแน่นกับผิวโลหะจนเป็นเนื้อเดียวกัน
  • เนื้อทองคำจะต้องมีสนิมสีน้ำตาลแดงเคลือบบางๆแบบติดแน่น
  • การผุมักเริ่มจากฐานพระที่สัมผัสกับดินมากกว่าส่วนบน

 

ดังนั้นการพิจารณาจึงต้อง

  • เริ่มจาก “ศิลปะ” ตามยุค
  • วัสดุที่ใช้ในยุคนั้นๆ หรือ เมืองนั้นๆ ถ้าแตกต่างไป ต้องระวังเป็นพิเศษ
  • การผุ และเกิดสนิม ต้อง “เก่าถึงยุค”

 

แล้วโอกาสพลาดจะน้อยลงครับ