เดินกลับจากรับบิณฑบาต แช่มชื่นไปด้วยอากาศอันบริสุทธิ์

ตามวิถีพระบ้านนอก

ได้ยินเสียงนกประชันขันแข่งกันอย่าไพเราะจับใจ

ทำให้ใจอิ่มเอิบยิ่งนัก กลับถึงหน้าอาศรมเห็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ 

ทำให้ใจที่อิ่มเอิบขุ่นมัวขึ้นทันที  แต่สติวิ่งไล่มากำกับจิตว่าทำไมถึงขุ่นมัวละ

..ไม่ดีนะ.....

บางครั้งหรือทุกครั้งเพียงแค่สิ่งนั้น

เราไม่เข้าใจในความแตกต่างในตัวตนของมันบวกกับสติที่อ่อนกำลัง

ซึ่งไม่สามารถประมวลผลให้ใจรับรู้ได้ทัน

จึงเกิดความขุ่นมัวขึ้นมาในเฉียบพลัน..

ดังนั้นหากเราเรียนรู้ เข้าใจ เข้าถึงความแตกต่างแห่งกันและกันได้

ไม่ว่าสรรพสิ่งนั้นจะเป็น คน สัตว์ สิ่งของ มีชีวิตหรือไม่ก็ตาม

เราก็จะเข้าใกล้ความงดงามแห่งสรรพสิ่งนั้นๆอย่างนิ่มนวล..

เพราะบางครั้งในความเป็นจริงความแตกต่างนั้นๆ

มันไม่ได้ทำร้ายอะไรเราเลยแม้สักนิดเดียว..

แต่ทว่าเรานี่แหละที่พยายามทำร้ายใจตัวเอง

ด้วยการโยนความผิดให้กับความแตกต่างนั้นๆ

ซึ่งเราไม่ชอบมันและไม่เข้าใจในความแตกต่างนั้นๆ 

บางครั้งหากเราพยายามเรียนรู้และเข้าใจเข้าถึงว่า

ทุกสรรพสิ่งต้องประกอบกัน 

ความหลายหลากเหล่านี้แหละมารวมกันจึงเกิดโลก

เกิดความงดงามให้ได้สมดุลตามธรรมชาติ..

หากในโลกไม่มีความแตกต่างแห่งสรรพสิ่งนั้นๆ

โลกนี้คงหมดความงดงามเป็นแน่แท้ท่านว่าใหมละ..

ดังนั้นอุบัติเป็นคนมาครั้งนี้หากมีโอกาส(รับรองมีแน่)ได้เชยชม

ได้เรียนรู้ศึกษาด้านอื่นๆ แล้วทำความเข้าใจเข้าถึงความแตกต่างนั้น 

ไม่ต้องรู้เพื่อให้ตนฉลาดหรือเก่งขึ้นหรอก

...แต่รู้เพื่อรู้..ก็มีความสุขแล้ว..

แล้วความแตกต่างที่เราเรียนรู้นั่นแหละ

จะนำพาใจเราไปสู่ความจริงแห่งธรรมชาติอย่างงดงาม..

..ท่านละโยนความผิดให้ความแตกต่างกี่ครั้งคราแล้ว

พร้อมรับและเรียนรู้กับมันบ้างหรือยังละ..

ธรรมะสวัสดีขอรับ..