จงหยุดแสวงหาคำตอบ เพื่อมาสนองกิเลสความอยากรู้ที่ไม่มีสิ้นสุดของเรา หากมันไม่ได้ช่วยให้กิเลสลดลง ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า "ศรัทธาแรงกล้า ปฏิปทาตั้งม้่น"

ช่วงนี้ เกิดวิกฤติการณ์มากมายหลายเรื่อง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ย่อมไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับวิกฤติศรัทธา

              

หากถึงจุดหนึ่งที่เราจะต้องยืนอยู่บนเส้นทางที่จะต้องเลือกไปทางใดทางหนึ่ง ไม่สามารถที่จะเดินทั้งสองทาง เพราะมันคนละแนวความคิด และคนละกรณีกับการทำตัวเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

 

หากหูสองข้าง เราต้องฟังเรื่องเดียวกันที่แตกต่าง และขัดแย้งกันอย่างรุนแรง...เราจะฟังอะไรให้ได้ยิน...เราฟังเพราะเชื่อในความรู้ของผู้พูด หรือฟังเพราะเชื่อใน "การรู้" อย่างมีสติของเราเอง

 

หากถึงจุดที่จะต้องฟัง และต้องเชื่อ  อะไรคือเกณฑ์ที่เราจะเลือกตัดสินใจว่าแนวคิด ความเชื่อข้างไหนเหมาะสมแก่การปฏิบัติของเรา 

 

เราคงไม่อาจเอาตนเองไปวัด ตัดสินในเนื้อหาวิชาการว่าสิ่งนี้ถูกต้องหรือไม่ แล้วจึงเลือกได้ เพราะเราอาจจะไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นพอที่จะหาเกณฑ์วัด  อีกทั้ง ในบางเรื่อง ไม่ใช่กรณีที่จะวัดกันที่เนื้อหาตำรา คัมภีร์   แต่วัดกันที่การปฏิบัติ   ซึ่งผู้รู้ดีคือตัวเราเอง

 

ดังนั้น หลักง่าย ๆ ที่เราพึงยึดมั่น ไม่คลอนแคลนหวั่นไหวกับกระแสวิกฤติศรัทธา 

 

 นั่นก็คือแนวทางไหนที่เราน้อมนำมาประพฤติปฎิบัติแล้วทำให้กิเลสเราลดลง เบาบางลง จิตสงบร่มเย็นลง รู้ตัวมากขึ้น...มันคือแนวทางที่ถูก ที่ควรสำหรับเราแล้ว มิใช่หรือ

 

การยึดมั่นในหลักธรรมและการปฏิบัติ  ทำเพื่อธรรม ไม่ได้ทำเพื่ออะไร เพื่อใคร ย่อมไม่มีวิกฤติใด ๆ มาทำลายได้  หากมันถูกทำลายลงได้เมื่อไหร่ นั่นก็คือศรัทธาที่กลับกลอก

      

จงอย่าสงสัยในปรากฎการณ์ หรือคำเล่าลือใด ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะมันก็ย่อมผ่านพ้นไปในที่สุด แต่สิ่งที่ไม่ผ่านไป สังเกตให้ดีคือการไม่หยุดคิดค้น คุ้ยหาของเราเอง

          ...หาอะไร???  ก็ไม่รู้  เจอแล้วได้อะไร  ก็ไม่รู้....

 

จงหยุดแสวงหาคำตอบ เพื่อมาสนองกิเลสความอยากรู้ที่ไม่มีสิ้นสุดของเรา หากมันไม่ได้ช่วยให้กิเลสลดลง

 

ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า "ศรัทธาแรงกล้า  ปฏิปทาตั้งม้่น"

ทำเพื่อธรรม ทำแล้ว ย้อนกลับมาดูตน กิเลสลดลง เป็นพอ....

 

ขอเป็นพลัง กำลังใจ ให้กับผู้ยึดมั่นในการปฏิบัติทุกท่าน