รำลึกครูโกมล คีมทอง แบบอย่างที่ดีของครูพันธุ์ใหม่*
ในช่วงเดือนมกราคมมีวันที่สำคัญคือ งานวันครู เมื่อวันเสาร์ที่ 16 มกราคมที่ผ่านมาสอดคล้องกับกระแสของวงการภาพยนต์ที่ได้นำเสนอเรื่อง ครูบ้านนอก บ้านหนองฮีใหญ่ เป็นกระแสทำให้เกิดจิตสำนึกและรำลึกถึงครู รวมทั้งได้ส่งผ่านเนื้อหาสาระและข้อเท็จจริงบางประการของระบบการศึกษาของไทยในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมาในอดีต รวมทั้งเป็นช่วงระยะเวลาของการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของรัฐบาลปัจจุบัน
ผู้เขียนได้หวนรำลึกถึงครูโกมล คีมทอง ซึ่งเป็นครูผู้เสียสละ และมีอุดมคติแห่งความเป็นครูอย่างเต็มเปี่ยมจากการที่ได้อ่านหนังสือเรื่อง “โกมล คีมทอง ปรัชญาและปณิธานแห่งชีวิต” สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง โดยมี พจน์ กริชไกรวรรณ เป็นบรรณาธิการ ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อเขียนและบทสัมภาษณ์จากผู้อื่นถึงครูโกมล คีมทอง ซึ่งได้มีข้อความที่น่าสนใจคือ
“สิ่งที่สาธุชนทำไว้ถึงจะเล็กน้อย ก็ยั่งยืนเหมือนรอยที่จาฤกไว้ในศิลา
สิ่งที่ชนต่ำช้าทำลงไว้เหมือนรอยที่ขีดลงในน้ำ”
วยาการณศตกะ
ประวัติของครูโกมล คีมทองนั้น จบชั้นอุดมศึกษาจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขามัธยมศึกษา เอกวิชาสังคมศึกษา โทภาษาฝรั่งเศส ในปีการศึกษา 2512 และในปี 2513-2514 ก็ได้มีแนวคิดการพัฒนาด้านการศึกษา โดยได้ไปสร้างโรงเรียนชุมชน คือ โรงเรียนเหมืองห้วยในเขา ตำบลบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากนั้นได้มีแนวคิดการสร้างโรงเรียนชุมชน โดยเน้นเกี่ยวกับวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งการจัดระบบการเรียนการสอนที่เน้นเข้ากับบริบทของท้องถิ่น เช่น การให้มีการสอนศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้ เช่นมโนราห์ หรือนิทานพื้นบ้านให้กับเด็กนักเรียน และที่สำคัญครูโกมล คีมทองได้มีจิตอาสา และทำงานเพื่อสังคมมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้จริงจากการลงมือปฏิบัติและสัมผัสกับปัญหาทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนในสมัยนั้นเป็นอย่างดี และมีจิตใจที่แน่วในความเป็นครูเพื่อถ่ายทอดความรู้แก่เด็กในชนบทห่างไกลความเจริญ ถือว่าเป็นคนหนุ่มที่มีอุดมการณ์และอุดมคติที่ทำประโยชน์แก่สังคม และการศึกษาอย่างแท้จริง
หลังจากได้ดำเนินการเรียนการสอนและก่อสร้างโรงเรียนได้ไม่นาน ครูโกมล คีมทองใช้ชีวิตเป็นครูในอุดมคติได้ไม่ถึงปี ก็ถูกลอบสังหารพร้อมกับคุณรัตนา สกุลไทย บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยซึ่งรุ่นพี่ที่เดินทางไปช่วยสอนหนังสือ ด้วยฝีมือของคนในป่าที่เข้าใจผิดคิดว่า ทั้งสองคนเป็นสายให้กับทางการ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2514 ในสถานการณ์และท่ามกลางการต่อสู้ระหว่างคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลในสมัยนั้น และหลังจากครูโกมลได้เสียชีวิตลงไป ถึงแม้ว่าจะเป็นครูเล็กๆ และไม่เป็นที่รู้จักในสมัยนั้นตลอดจนปัจจุบัน มีเพียงบางคนหรือบางกลุ่มเท่านั้นที่รู้จักครูโกมล คีมทอง แต่ว่าอุดมการณ์และอุดมคติในเรื่องการเสียสละ และหัวใจของความเป็นครูนั้นได้ส่งผลต่ออุดมคติและแรงบันดาลใจให้กับคนหนุ่มสาวในยุคต่อจากนั้นมาและที่สำคัญได้มีมูลนิธิโกมลคีมทองขึ้นมาเพื่อสืบสานต่ออุดมการณ์ของครูโกมล คีมทอง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านนับกว่า 40 ปีที่ครูโกมล คีมทองได้จากไปทิ้งไว้เพียงอุดมการณ์และแนวคิดการทำโรงเรียนชุมชนและจัดระบบการศึกษาที่ก้าวหน้ามากกว่ารัฐบาลในสมัยนั้น จากการเรียนรู้ประวัติและอุดมคติของครูโกมล คีมทอง ทำให้ผู้เขียนมีมุมมองว่า อุดมคติของคนหนุ่มสาวในปัจจุบันนั้นได้ขาดหายไป หรือแม้แต่จิตวิญญาณของความเป็นครูในปัจจุบันส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เต็มเปี่ยมด้วยการให้เหมือนกับสมัยก่อน กลับมีมิติของการทำงานสอนเพื่อต้องการวิทยฐานะและตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้นไปมากกว่าการประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้และพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ ทำให้เด็กขาดความอ่อนด้อยทางด้านความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเพื่อสร้างองค์ความรู้ หรือแม้แต่ระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย ก็เป็นเพียงการศึกษาเพื่อปริญญาบัตรเพื่อนำไปเป็นใบผ่านทางเข้าทำงานที่ดีขึ้น สถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรทางการศึกษาก็ไม่ได้ทำอย่างเต็มศักยภาพ เพราะว่าบางแห่งก็มุ่งเน้นการสอนและการผลิตบัณฑิตทางด้านศาสตร์อื่นๆซึ่งตอบสนองกับความต้องการทางการตลาดแรงงานและระบบเศรษฐกิจมากกว่าการผลิตบุคลากรทางการศึกษาหรือครู
ในปัจจุบันนั้น ระบบการศึกษาของไทยในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ได้ให้ความหมายของการศึกษาไว้ว่า “การศึกษา”หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคมการเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และในหมวด 3 ว่าด้วยระบบการศึกษา มาตรา 15 นั้นการจัดการศึกษามี 3 รูปแบบคือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย และประกอบกับนโยบายรัฐบาลปัจจุบันที่มีนโยบายด้านการศึกษาฟรี และมีการพัฒนาระบบการศึกษาทั้งระบบต่างๆ แต่ว่าโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลคือการปฎิรูปการศึกษา ซึ่งหลายรัฐบาลได้ดำเนินการมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันได้มีการปฏิรูปการศึกษารอบ2 ที่เน้นคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรมและความเป็นไทยของกระทรวงศึกษาธิการถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการศึกษาไทย
จากอดีตที่ผ่านมา การจัดการศึกษา ระบบการเรียนการสอน หนังสือประกอบการเรียนทางภาครัฐได้จัดทำเองให้มีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด ตลอดจนความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษาระหว่างเมืองกับชนบทที่มีความเหลื่อมล้ำกันอย่างมาก ดังนั้น แนวความคิดของครูโกมล คีมทอง ที่ได้คิดจัดสร้างโรงเรียนชุมชนขึ้นมานั้น คือกระบวนการศึกษาที่เน้นชุมชนท้องถิ่นและผู้เรียนเป็นที่ตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นการจัดหลักสูตรท้องถิ่น ที่มีการจัดกระบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ เป็นกระบวนการพัฒนาชุมชน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นในด้านการศึกษา และครูโกมล ยังได้รวบรวมและฟื้นฟู รวมทั้งส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านในท้องถิ่นด้วย ซึ่งปัจจุบันนั้นเพิ่งให้ความสำคัญกับการจัดให้มีหลักสูตรท้องถิ่นและการถ่ายโอนภารกิจด้านการศึกษาให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้มีการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชนท้องถิ่น และนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันด้านการศึกษา โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวกับการผลิตครูพันธุ์ใหม่ขึ้นมานั้น ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า ควรจัดให้มีการเรียนรู้และถอดบทเรียนจากอุดมการณ์และอุดมคติของครูโกมล คีมทอง ซึ่งถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับครูพันธุ์ใหม่ต่อไป
* บุญยิ่ง ประทุม , [email protected]
ร่วมรำลึกถึงครูดีอย่างท่านโกมลด้วยครับ
ผมก็ชอบอ่านหนังสือจากสำนักพิมพ์โกมล คีมทองครับ...
เคยจารึกเรื่องนี้ไว้บันทึกหนึ่งครับ
รำลึกถึง "ครูโกมล คีมทอง และ ครูรัตนา สกุลไทย" ... ครูเล็ก ๆ ของแผ่นดิน
;)