เสนอปัญหาของเด็กให้ที่ประชุมใหญ่ทราบ
เพิ่งออกจากที่ประชุมใหญ่ของจังหวัดมาครับ ไปเสนอปัญหาของเด็กนักเรียนให้ที่ประชุมทราบ หลังจากที่ได้ไปเยี่ยมเด็กนักเรียนมา
ผมเสนอข้อมูลสถานการณ์ของเด็กตามที่ได้ไปเยี่ยมมา พร้อมกับวิเคราะห์ไว้ในแผ่นสุดท้ายของพาวเวอร์พอยท์ว่า
สาหตุปัญหาของเด็กเกิดจาก
1. เด็กต้องการการยอมรับ
2. พ่อแม่ดุด่าว่ากล่าว ไม่เคยชม ไม่เคยยอมรับ
3. มาโรงเรียนก็ไม่ได้รับการยอมรับ เพราะเรียนไม่ดี ดนตรีไม่นำพา กีฬาไม่ถนัด
4. จึงเสพยาเพื่อ
4.1 สบายใจ คลายทุกข์
4.2 เสพในกลุ่มเพื่อน ให้ได้รับการยอมรับจากเพื่อน
นึกว่าจะไม่มีใครสนใจ ผมเลยเสนออย่างเร็วๆ แต่ได้รับความสนใจจากประธานในที่ประชุมครับ ท่านให้ย้อนกลับ พร้อมกับอ่านมีละข้อ นำมาตีความทีละข้อ พร้อมกับหันไปบอกทางหน่วยงาน พมจ. ว่าควรประสานกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อแก้ปัญหาครอบครัวของเด็กพวกนี้ เพื่อแก้ครอบครัวให้ตรงประเด็นและถูกจุก
ครับ ก็เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆครับ ที่หันมามองสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาว่าส่วนหนึ่งมาจาก "ผู้ใหญ่" ไม่ใช่เอาแต่โทษว่า "เด็กไม่รักดี" เอง
อาจารย์
* มุมมองของท่านเป็นมุมมองที่น่าสนใจมากเลยครับ
" การต้องการการยอมรับ หรือการเรียกร้องการยอมรับ" เป็นประเด็นหลักที่เด็กเรียกร้องจากคนอื่นเพื่อตัวเอง
มุมมองนี้ก็มองได้ 2 ประเด็น ครับ
ประเด็นแรก เด็กมักจะเรียกร้องการยอมรับเพื่อตัวเอง โดยตัวเองไม่ยอมสร้างหรือพัฒนาตัวเองขึ้นมาให้คนอื่นเขายอมรับ
ประเด็นนี้ จึงเป็นความอ่อนแอของเด็กครับผมมองว่าเด็กบางคน ยังไม่พร้อมที่จะสร้างหรือพัฒนาตัวเองให้คนอื่นยอมรับ (ความพร้อมทางด้านความคิดและจิตใจ) จึงต้องการการยอมรับก่อนในเบื้องต้น จากผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้าง ทั้งพ่อแม่ คุณครู และ เพื่อนๆ
ประเด็นที่สอง ผมว่าการยอมรับ เราต้องสร้างเองครับ ทำตัวอย่างไร ให้คนอื่นเขายอมรับ ต้องพัฒนาตัวเอง ต้องสร้างตัวเองขึ้นมาครับ ไม่ใช่เรียกร้อง
นั่นคือ เรียกร้องแต่ "สิทธิ" แต่ไม่ยอมทำ "หน้าที่"
ผมว่าเด็กๆ น่าจะประเด็นที่แรกไปก่อน แล้ว ค่อยพัฒนาเข้าสู่ประเด็นที่สอง
แต่ที่นี้บางทีอย่างที่ท่านว่ามาแหละครับ มีนิสัยในประเด็นแรกเสียเคยตัว จึงเรียกร้องการยอมรับอยู่ร่ำไป....เพื่อตัวเอง โดยไม่ยอมสร้างตัวเอง ไม่ยอมพัฒนาตัวเอง ให้คนอื่นเขายอมรับ
จะเรียกร้องสิทธิให้คนอื่นยอมรับ ต้องทำหน้าที่ก่อนครับ
อนุโมทนาอาจารย์ Small Man,
ผมชอบใจความคิดของท่านมากเลยครับ เป็นมุมมองที่ขยายออกไป
การเข้าใจเขาคือสิ่งสำคัญครับอาจารย์
* ครับ การเข้าใจกัน เป็นเรื่องที่สำคัญมากเลยครับ
ขอบคุณครับ
เท่าที่แป้งมีประสบการณ์มานะค่ะ ตอนที่เรียนอยู่มหาลัยตอนปริญญาตรี
ได้เข้าไปเล่นในร้านอินเตอร์เน็ตแห่งหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นได้ออกกฏแล้วว่าห้ามนักเรียนเข้าก่อนบ่าย 3 หรือ บ่าย4 นี่แหละค่ะ
ตอนนั้นประมาณ 9 โมงเช้าเห็นมีเด็กนักเรียนมัธยมเข้ามาเล่น เจ้าของร้านเลยบอกไปว่า ใส่ชุดนักเรียนมาเล่นยังไม่ได้นะ
ยังไม่ถึงเวลาเดี๋ยวจะมีคนมาตรวจ ซักพักเจ้าของร้านก็พูดต่อขึ้นเลยว่า ขึ้นไปเปลี่ยนชุดข้างบนก่อนค่อยลงมาเล่น!!
ตอนแรกคิดว่าเค้าจะให้เด็กออกจากร้านพอได้ยินว่าให้ไปเปลี่ยนชุดแป้งก็คิดในใจเลยนะค่ะว่า ถ้าทุกร้านเป็นแบบนี้
ก็ไม่รู้จะออกกฏกันมาทำไม เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตนกันทั้งนั้นเลยนะค่ะ และที่สำคัญเห็นเด็กคนนั้นออกไปยืนสูบบุหรี่
ที่หน้าร้านอย่าไม่เกรงกลัวสายตาใคร แป้งเห็นเด็กสมัยนี้สูบบุหรี่กันเยอะมากๆ ยิ่งพอเย็นๆเด็กเริ่มมากันเยอะขึ้น แป้งก็เห็นออกไป
ยืนสูบเป็นกลุ่มๆ ไม่เคยเห็นเด็กที่เล่นเกมในร้านแล้วไม่สูบบุหรี่เลยนะค่ะ ก็เลยคิดว่ามันเป็นค่านิยมในร้านเกมรึเปล่าค่ะ(ไม่แน่ใจ)
ขอบคุณนะค่ะสำหรับบทความดีๆ ^_^
1.เด็กต้องการการยอมรับ
ก็ไม่ถึงกับจำเป็นต้องยอมรับมากมาย ผมคิดว่าความสนใจมากกว่า เด็กต้องการความสนใจ ตามลักษณะทั่วไปของการศึกษา เรามักจะสนใจให้ค่ากับเด็กที่เรียนเก่งมากกว่าเด็กที่เรียนไม่เก่ง แรงสนับสนุนสงเสริมจึงมักมุ่งสู่ความเป็นเลิศในด้านต่างๆเพื่อชื่อเสียง บางครั้งเราก็หลงลืมเด็กที่ไม่เก่งไว้เบื้องหลัง พอรู้ตัวอีกที... อ้าว!!! เป็นปัญหาเสียแล้ว
2.พ่อแม่ดุด่าว่ากล่าว ไม่เคยชม ไม่เคยยอมรับ
ตรงนี้พูดกันยาว "ครอบครัวเป็นเช่นไร สังคมเป็นเช่นนั้น" พ่อแม่เคยได้รับการปฎิบัติมาเยี่ยงไร ยอมผ่านตกทอดมาถึงลูกเช่นกัน ถ้าเป็นไปได้ในโรงเรียนนอกจากจะต้องอบรมนักเรียน ก็ควรอบรมผู้ปกครอง(บางคน)บ้าง...ยากครับ
3. มาโรงเรียนก็ไม่ได้รับการยอมรับ เพราะเรียนไม่ดี ดนตรีไม่นำพา กีฬาไม่ถนัด
น่าเห็นใจที่ระบบการศึกษาไทย โรงเรียนมีความเหลื่อมล้ำกันมาก บางโรงเรียนมีบุคคลากรเพียบพร้อม บางโรงเรียน คนเดียวสอนแทบทุกอย่าง วิชาการ ดนตรี กีฬา ศิลปะ...แล้วจะหาคุณภาพที่ไหน ตรงนี้น่าจะมีอาจารย์พิเศษ เดินสายสอนเหมือนกับการศึกษาชั้นอุดมศึกษา ... (หรือมีแล้ว?) เด็กเรียนไม่รู้เรื่องเพราะอาจารย์มั่วๆ อย่าว่าแต่ยอมรับเลย เรียนก็ยังเรียนไม่รู้เรื่องเลย กลายเป็นว่า ไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับเขา
ทั้งหมดนี้ถ้าเมื่อไร ที่ข้อสรุปในใจของเด็ก คิดว่าโรงเรียนเป็นที่น่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ มันเหมือนกับการผลักเด็กกลายๆ ให้ออกจากโรงเรียน ไปพึ่งร้านเกมส์ เดินห้าง ที่ไหนก็ได้ที่น่าสนใจ สุดท้ายก็มั่วสุม เป็นปัญหาสังคมในที่สุด
ผ่านการเลี้ยงดูหลานวัยรุ่นหลายคน การเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญแต่บางครั้งก็อาจมีบ้างที่ขัดแย้งกัน บางทีเราคิดว่าเราให้ความรักความอบอุ่นเพียงพอแล้วแต่กลับไม่ใช่เขายังออกไปเสาะแสวงหาเอาข้างนอกอีกอันนี้ก็จนด้วยเกล้าจริงๆขอรับท่านฯ
...เป็นบทสรุปที่ประทับใจมากๆๆนะ....ปัญหาพวกนี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด...
ตรงใจผมมากเลยครับอาจารย์ บทความนี้
สิ่งเหล้านั้นคือสาเหตุที่ทำให้เด็กหันไปพึ่งสิ่งต่างๆที่ไม่ดี
ผู้ใหญ่ต้องยอมรับครับว่า มีส่วนที่เป็นต้นเหตุของปัญหานี้อย่างมากเลยทีเดียว
ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันกันครับ ^^
* ร้านเกมที่นี่ก็เหมือนกันครับ มีชุดให้เปลี่ยน ส่วนใหญ่ร้านเกมร้อยละ 90 ก็จะหากินกับเด็กและเป็นเด็กนักเรียนครับ
* ผมเอง เคยออกไปออกตรวจร้านเกม ก็จะไม่ค่อยเจอครับ เหมือนกับเขารู้ตัว หรือ ไหวทัน
* ผมก็มีคนเข้ามาร้องเรียนมากครับ ว่าพบเด็กไปเล่นเกม แต่พอไปตรวจก็ไม่เจอ
* เป็นปัญหาใหญ่ที่ค่อนข้างแก้ยากครับ
ขอบคุณครับ
1. เรามักจะสนใจให้ค่ากับเด็กที่เรียนเก่งมากกว่าเด็กที่เรียนไม่เก่ง เราหลงลืมเด็กที่ไม่เก่งไว้เบื้องหลัง พอรู้ตัวอีกที... อ้าว!!! เป็นปัญหาเสียแล้ว
2. พ่อแม่เคยได้รับการปฎิบัติมาเยี่ยงไร ย่อมผ่านตกทอดมาถึงลูกเช่นกัน ถ้าเป็นไปได้ในโรงเรียนนอกจากจะต้องอบรมนักเรียน ก็ควรอบรมผู้ปกครอง(บางคน)บ้าง
3. อย่าว่าแต่ยอมรับเลย เรียนก็ยังเรียนไม่รู้เรื่องเลย กลายเป็นว่า ไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับเขา
4. โรงเรียนเป็นที่น่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ มันเหมือนกับการผลักเด็กกลายๆ ให้ออกจากโรงเรียน ไปพึ่งร้านเกมส์ เดินห้าง ที่ไหนก็ได้ที่น่าสนใจ สุดท้ายก็มั่วสุม เป็นปัญหาสังคมในที่สุด
ทั้ง 4 ข้อ เป็นการวิเคราะห์เจาะลึกที่ตรงประเด็นมากครับ
ขอบคุณมากครับที่เข้ามาเสริมเติมเต็ม
ปัญหาเกี่ยวกับการดูแลปัญหาของเด็กคือ การยอมรับความเป็นจริงของพ่อแม่...ซึ่งพ่อแม่หลายท่านจะยอมรับไม่ได้กับการรับรู้พฤติกรรมของลูกตนเอง และมักจะโทษเพื่อนของลูก ในส่วนของโรงเรียนครูนกมองว่า ครูยอมรับเด็กจะมีมากกว่าครูที่ปฏิเสธเด็กนะค่ะ แต่การดูแลเด็กครูอาจจะทำได้เพียงแค่ 07.30 น ถึง 16.30 น. หลังจากนั้นพ่อแม่ต้องเข้ามามีบทบาทในการดูแลลูกๆให้เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็ก...ผู้ใหญ่ควรร่วมกันรับผิดชอบแก้ไขไม่ว่าคุณจะมีฐานะใดหรือบทบาทใดในสังคม...เพราะถ้าลูกเพื่อนบ้านดี ลูกเราก็ดีด้วย ถ้าเด็กในโรงเรียนลูกเราดี..ลูกเราก็ดีด้วย....ช่วยกันสร้างสิ่งแวดล้อมดีๆให้กับสังคมนั่นคือความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ค่ะ
* บางทีเราคิดว่าเราให้ความรักความอบอุ่นเพียงพอแล้วแต่กลับไม่ใช่เขายังออกไปเสาะแสวงหาเอาข้างนอกอีก
( ครับ ก็เป็นเรื่องที่บางครั้งก็เข้าใจยากเหมือนกันครับ)
ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้ครับ
ขอบคุณมากครับ
* ขอบคุณมากครับที่เข้ามาเสริมเติมเต็ม
ตรงนี้ดีมากเลยครับ
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็ก...ผู้ใหญ่ควรร่วมกันรับผิดชอบแก้ไขไม่ว่าคุณจะมีฐานะใดหรือบทบาทใดในสังคม.
ขอบคุณมากครับ
แวะมากราบสวัสดีในพระคุณท่านอาจารย์เนื่องในวันครูที่ผ่านมาด้วยครับ