เป็น KM ที่สร้าง “พละ” หรือ “พลัง” ให้กับการทำงาน ให้กับชีวิต ไม่ใช่ KM ที่สร้าง “ภาระ” หรือทำให้รู้สึก “พะรุงพะรัง” อย่างที่หลายคนรู้สึก
            ท่านใดที่ไม่ได้อ่านตอนแรก โปรดคลิก ที่นี่


                


กลุ่มที่สาม เป็นพวกที่ผ่าน(เวที) ผ่านการฝึกทักษะด้านต่างๆ มาบ้างพอสมควร เรียกได้ว่ามีประสบการณ์มาบ้างแล้ว ถึงจะเป็นประสบการณ์ผ่าน Workshop หรือเวทีที่จัดทำขึ้นมาก็ตาม แต่ก็สามารถสร้างความรู้ความเข้าใจได้ระดับหนึ่ง ทำให้ได้รู้ว่าการเปิดใจนั้นสำคัญเพียงใด รู้ว่าทำไมต้องใช้ Dialogue ในการพูดคุย ถูกฝึกให้ Recognize “Inner Voice ” คือได้ยิน “เสียงที่อยู่ในหัวตัวเอง” ได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ นานา อาทิเช่นการทำ AAR หรือที่เรียกเต็มๆ ว่า After Action Review ฟังไปฟังมาท่านอาจสงสัยว่าที่พูดมาก็คือสิ่งที่กลุ่มสองทำ แล้วมันแตกต่างกับกลุ่มที่สามตรงไหน? . . . ต่างกันตรงที่พวกที่อยู่ในกลุ่มสามได้ "ก้าวข้าม" เรื่องการฝึกฝนไปแล้ว คือก้าวไปสู่การนำสิ่งที่ได้ฝึกฝนไปใช้ในงาน (ชีวิต) จริง จนเกิดการเรียนรู้ (อย่างแท้จริง) การเรียนรู้ที่ได้จากการปฏิบัตินี้เป็นสิ่งที่มีพลังยิ่งกว่าการเรียนที่มาจาก Workshop หรือจากเวที (ที่จัดขึ้นมา) ซะอีก . . . เป็นการใช้ทักษะที่ฝึกฝนมาในการทำงาน เป็น KM ที่ “เนียนอยู่ในเนื้องาน” เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน เป็น KM ที่สร้าง “พละ” หรือ “พลัง” ให้กับการทำงาน ให้กับชีวิต ไม่ใช่ KM ที่สร้าง “ภาระ” หรือทำให้รู้สึก “พะรุงพะรัง” อย่างที่หลายคนรู้สึก ผมว่าพวกที่อยู่ในกลุ่มนี้ ในที่สุดแล้วจะไม่ติดอยู่กับคำว่า KM . . ไม่ติดอยู่กับเรื่องตัวชี้วัด (KPI) . . ไม่ติดอยู่กับ “นิ้วที่ใช้ชี้ดวงจันทร์"


     การที่จะเป็นเช่นนั้นได้ ผมเชื่อว่า "ภาวะผู้นำ" เป็นส่วนที่สำคัญมากทีเดียวครับ

 

ผมมี clip ที่พูดเรื่องทำนองนี้อยู่ที่ 
http://www.youtube.com/watch?v=SRFpwYMGn6U