อีกหน่อยต่อไปถ้ารุ่นลูกรุ่นหลานเรา ต้องการจะเก็บเกี่ยวความทรงจำที่เคยได้สัมผัสกับผู้คน สภาพบ้านเรือน ความสัมพันธ์ระหว่างกัน ความอุดมสมบูรณ์ ความงดงามของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแบบนี้บ้าง พวกเขาจะมีเรื่องน่าตื่นตา และประทับใจแบบนี้ให้เขียนถึง ให้นึกถึงกันไหม

 

 

 

 

 

 

 

 

ตอนเด็ก ๆ ถ้าวันไหนถูกคุณยายกระเตงไปต่างอำเภอด้วยจะตื่นเต้นมาก ถึงจะพะุรุงพะรังตอนขาไปหน่อยก็เหอะ เพราะต้องหอบหัวน้ำปลาแท้ ไตปลาดอง (คนใต้เรียก ขี้ปลา) และปลาทูนึ่งไปฝากตามบ้านญาติ ๆ ทุกหลังก็ตามที

ดอนสัก

สภาพบ้านเรือนและวิถีชีิวิตในอำเภอ ชนบทมีความแตกต่างจากในอำเภอเมืองอย่างเห็นได้ชัด ข้าวของเครื่องใช้ ขนมที่ขายยังเป็นแบบเก่า  ยี่ห้อที่หาดูไม่ค่อยได้แล้วในเมือง ที่นี่ก็จะมีเกือบครบ  (แบบที่พี่เบิร์ดเอามาให้ดูนั่นเลยค่ะ)  โรงหนังยังเป็นโรงไม้ ฝาเป็นรู ๆ สามารถปีนแอบดูได้โดยไม่เสียสตังค์

 

จำได้ว่าเคยนึกสนุกไปร่วมปีนดูหนัง ทางรอยแตกของแผ่นไม้กับเพื่อนทะโมนแถวนั้น ปรากฎว่าตอนปีนลงมาเจอศพชาวประมงนอนหัวแบะอยู่ข้างโรงหนัง เพราะระหว่างที่เรากำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น เขามีเรื่องกันไปเสร็จสรรพแล้ว

 

นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นศพมันสมองไหลเต็ม ๆ ตา กลับบ้านไปนั่งจ๋อยอยู่เป็นวัน ๆ ไม่กล้าไปซนที่ไหนไกล ๆ อีกเลย

 

ปลาหมึกตากแห้ง

 

สองข้างทางของถิ่นที่ทำประมงจะเห็น ตะแกรงตากปลา ตากหมึกกะตอยเป็นระยะ ๆ รถที่วิ่งสวนไปมาก็ล้วนแต่กำลังขนย้ายอาหารทะเลทั้งสิ้น ไม่ก็น้ำแข็ง แห อวน น๊อต น้ำมันเครื่อง เพลา และเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์เรือประมงต่าง ๆ

 

กลิ่นกุ้งที่เพิ่งต้มเสร็จใหม่ ๆ รอการผึ่งให้สะเด็ดน้ำเพื่อเตรียมจะไปตากเป็นกุ้งแห้ง หอมกรุ่นฟุ้งกระจายอยู่ทั่วไป

 

ถ้าสนใจก็แวะถามขอซื้อกันตรงนั้น จะได้อาหารทะเลที่ใหม่สดและรับรองว่าราคาจะถูกอย่างน่าตกใจ เผลอ ๆ ถ้าคุยกันไปมาแล้วรู้ว่าเป็นลูกบ้านนู้นเป็นหลานบ้านนี้  นับไปนับมา เฮ๊ย เป็นญาติกันนี่หว่า ก็เสร็จเรา!

 

เจ้าของจะรีบใส่ถุงให้ บอก “เอาไป ๆ” ถึงเหงื่อจะไหลไคลจะย้อยเพราะไอแดด แต่รอยยิ้มเล็ก ๆ แห่งน้ำใจก็เป็นภาพที่ทำให้จดจำไปได้อีกแสนนานเลยล่ะค่ะ

 

ยิ่งถ้าวิ่งแจ้นกลับไปเล่าให้ยายฟังเมื่อไหร่ รับรองเที่ยวหน้าจะได้แบกของฝากเพิ่มขึ้นอีกแน่นอนเลยเรา อิอิ

 

 

“ฝ่ายท่า” ที่อยู่ของเหล่าญาติ ๆ ของยายที่ย้ายมาจาก จ.เพชรบุรีด้วยกัน เกือบทั้งหมดทำอาชีพประมง รับจ้างแกะปู แกะหอย ปลอกกุ้ง ทำกะปิ ดองปลาเค็ม ทำน้ำปลา ฯลฯ

 

ไพ่ตอง

 

พ้นจากเวลางานเมื่อไหร่ บ้านเรือนส่วนหนึ่งจะกลายสภาพเป็นบ่อนการพนันทันที ถ้าบ่อนผู้สูงอายุก็จะเป็นบ่อนไพ่ตอง ครูปูเริ่มฝึกระบายสีก็จากไพ่ตองนี่แหล่ะค่ะ เพราะต้องระบายตัวโจ๊ก หรือตัวสำคัญต่าง ๆ ให้เป็นสีเป็นสัน คนแก่ ๆ จะได้จดจำได้ง่ายขึ้น

ถ้าเป็นบ่อนชายวัยกลางคนก็มักจะเป็นไพ่ดรัมมี่ ไฮโล น้ำเต้าปูปลา ว่ากันไป

เป็นเด็กข้างบ่อนไพ่นี่สนุกมากนะคะ ขอบอก มีกิจกรรมให้ทำตลอด รายได้ก็งามอย่าบอกใครเชียว เหอ เหอ

 

และในบ่อนไพ่นี่เอง ใครมีสารทุกข์สุกดิบอย่างไร จะนินทา พูดถึงใคร ก็จะสามารถยกเป็นประเด็นระหว่างจั่วไพ่ไปด้วยได้  ใครมีอารมณ์หรือความคิดเห็นอยากจะร่วมแลกเปลี่ยน อยากจะติติงใคร ก็ว่ากันซึ่ง ๆ หน้าไปเลย เสียงดังฟังชัด รับได้ไม่ได้ก็ว่ากันไป ลูกใครหลานใคร ไม่สน!  ทุกคนสนิทสนมและมีความเป็นญาติกัน จึงเหมือนมีสิทธิ์ ที่จะติจะติงซึ่งกันและกันได้เกือบทุกเรื่อง

บางหัวข้อแม้จะดูเป็นความลับและอาจ น่าอับอายแต่ความสนิทชิดเชื้อและภาษาที่พูดกันตรง ๆ ทำให้ดูเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียงั๊น  บางข้อพิพาทก็จบลงแสนง่ายดายในบ่อนไพ่นี่เอง

บ่อนเลิกเมื่อไหร่ก็จะมานั่งสารภาพ สรุปยอดบัญชีรายรับรายจ่าย เจ้าของบ้านได้ต๋งเท่าไหร่ เจ้ามือ ผู้เล่นแพ้เท่าไหร่ กินมาเท่าไหร่ พร้อมนัดหมายแก้มือกันคราวต่อไปทันที

 

เวลาคนเพชร (บุรี) เขาเจอญาติพี่น้องกันที ก็เซ็งแซ่ สำเนียงอำเภอไหน อำเภอไหนก็งัดกันออกมา ปากก็อีนั่น อีนี่ ตามด้วยคำสบถห้อยท้ายแทบทุกคำ ออกรสออกชาติน่าดูชม แต่แตะเนื้อต้องตัวและยิ้มหัวเราะตาปิด น้ำหมากไหลซึมออกข้างปากกันแทบทุกคน

บางคนสบถและลากเสียงยาวววว…มาก จนแยกไม่ออกว่านี่กำลังด่า หรือกำลังทักทายกันแน่หว่า?

ด้วยจรรยาบรรณจึงมิสามารถยกตัวอย่างคำสบถเหล่านั้นในที่นี้ได้นะคะ อิอิ

 

มิตรภาพ

น่าแปลกตรงที่คำสบถเหล่านี้ ทุกคนเข้าใจตรงกันค่ะว่าเป็นคำทักทาย บางคำนั้นแรงกว่า “ทุุเรศ” ที่อุ๊ยได้ยินเยอะ แต่ให้ความรู้สึกบวกกว่าแยะเลยล่ะค่ะ

คำยิ่งแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงถึงความสนิทสนมมากขึ้นเท่านั้น

 

BELIEVE IT OR NOT!

 

ครูปูลำดับญาติของยายไม่เคยครบเลยค่ะ แต่ละชื่อก็นะ ยายเผอะ ยายนาม  ยายทิม ยายเดือน ยายปิ่น ลุงโค้ง ป้าแกะ  เอาไว้ยายแวะนอนเคล้งที่บ้านไหนนานหน่อยก็จะจำชื่อคนนั้นได้มากกว่า

แต่ละบ้านปลูกสร้างง่าย ๆ เป็นแค่เรือนไม้บนป่าโกงกาง พื้นบ้านเป็นไม้แผ่นใหญ่ ๆ แข็งแรง และเงาวับ ไม่แน่ใจว่าทาเคลือบด้วยอะไร หรือเหล่าเพื่อนสนิทและญาติ ๆ วนเวียนกันมานอนคุยเกลือกกลิ้งอยู่เสมอ ๆ ก็ไม่รู้นะคะ ถึงทำให้เงาวับได้ขนาดนั้น อิอิ

ช่องว่างระหว่างแผ่นกระดานถือเป็นช่อง National Geographic Society ของครูปูในวัยเด็กเลยล่ะค่ะ

เพราะเพียงแต่ก้มหน้าดูก็จะได้เห็น ปลาน้อยใหญ่  กลุ่มลูกกุ้งขี้ตกใจว่ายเกาะกลุ่ม ฮือไปทางนู้นที ฮือมาทางนี้ที  ปูตัวน้อย ๆ เดินชูกล้ามซ่าส์อยู่บนดินเลนชายฝั่ง  กลุ่มปลา teen ที่เดินแถวนั้นก็กรอกลูกกะตาไปมาอย่างน่าฉงน พร้อม sit up กัน บุบ บับ ๆ น่าดูชม

 

ปลาตีน

พอคลื่นลมสงบหน่อยเหล่าหอยผสมเพรียงที่เกาะรวมกันเป็นกระจุกน่าขนลุกขนพอง ตามเสาบ้าน  ก็จะตึ๋งหนืดยืดหัวออกมาเสวนากันหน้าสลอน

 

 

วันนี้อยู่ดี ๆ ทำไมนึกถึงภาพและเรื่องราวในอดีตขึ้นมาก็ไม่รู้ค่ะ (ท่าทางจะถึงวัยแร่ะเรา เฮ้่อ…)

 

ดีใจนะคะที่ตัวเองก็มีต้นทุนแบบนี้ในความทรงจำกะเค้าอยู่บ้างเหมือนกัน

 

นึกสงสัยอยู่ตลอดเลยล่ะค่ะว่า อีกหน่อยต่อไปถ้ารุ่นลูกรุ่นหลานเราจะอยากเก็บเกี่ยวความทรงจำที่เคยได้สัมผัสกับผู้คน สภาพบ้านเรือน ความสัมพันธ์ระหว่างกัน ความอุดมสมบูรณ์ ความงดงามของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแบบนี้บ้าง  พวกเขาจะมีเรื่องน่าตื่นตา และประทับใจแบบนี้ให้เขียนถึง ให้นึกถึงกันไหม

 

ความงดงามและความอุดมสมบูรณ์ในแต่ละรุ่นจะลดลงหรือเปลี่ยนรูปไปอย่างไร

 

หรือจะเหลือเพียงความทรงจำในตึก (รู) แคบ ๆ เข้าไปเรื่อย ๆ ก็บ่อ ฮู๊ เนอะ

 

 

เอ ถามให้ใครตอบหว่าเรา?