บัดนี้เราเป็นผู้สมควรเข้าท่ามกลางที่ประชุมแล้ว ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง มีลักษณะเหมือนลูกตาลสุกที่หล่นจากขั้ว มีลักษณะเหมือนทับทิมที่วางไว้บนผ้ากัมพลสีเหลือง มีลักษณะเหมือนดวงจันทร์เพ็ญที่ลอยเด่นในท้องนภากาศอันปราศจากเมฆ

หลังจากเลือกพระเถระได้แล้วตามมติของสงฆ์พระมหากัสสปเถระจึงได้สวดยัตติประกาศสมมุติให้พระทั้ง ๕๐๐ องค์ที่คัดเลือกไว้เป็นผู้จำพรรษาในกรุงราชคฤห์ ภิกษุอื่นไม่ควรจำอยู่ ครั้นวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ พระเถระเหล่านั้นได้ประชุมทำอุโบสถสังฆกรรม และประชุมเข้าพรรษาในวันแรม ๑ ค่ำ.

ก็โดยสมัยนั้นแลพระเถระทั้งหลายได้ประชุมกระทำกรรมคือปฏิสังขรณ์วัดใหญ่ต่างๆในกรุงราชคฤห์โดยรอบ ๑๘ วัดเพื่อปลดเปลื้องคำติเตียนของเหล่าชนอื่นตลอดเดือนต้นของการเข้าจำพรรษา.

โดยพระราชาธุระของพระเจ้าอชาตศัตรูการปฏิสังขรณ์ทุกอย่างก็เสร็จสิ้นลง พระเถระถวายพระพรพระเจ้าอชาตศัตรูว่า “ขอถวายพระพรมหาบพิตร งานปฏิสังขรณ์วัดเสร็จแล้ว บัดนี้อาตมาภาพทั้งหลายจะทำการสังคายนาพระธรรมและพระวินัย”

พระเจ้าอชาตศัตรูมีพระดำรัสว่า ดีแล้วเจ้าข้า พระคุณเจ้าทั้งหลายไม่ต้องหนักใจ นิมนต์ทำเถิด การฝ่ายอาณาจักรขอให้เป็นหน้าที่ของโยม ส่วนการฝ่ายธรรมจักร ขอให้เป็นหน้าที่ของพระคุณเจ้าทั้งหลาย โยมจะต้องทำอะไรบ้าง โปรดสั่งมาเถิด เจ้าข้า.

พระเถระเจ้าทั้งหลายถวายพระพรว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ขอพระองค์ได้โปรดให้ทำที่นั่งประชุมสำหรับภิกษุทั้งหลายผู้ทำสังคายนา.

จะทำที่ไหนเจ้าข้า ขอถวายพระพรมหาบพิตรควรทำใกล้ประตูถ้ำสัตตบรรณ ข้างภูเขาเวภาระ.

จากนั้นพระเจ้าอชาตศัตรูได้ทำธุระทั้งหมดตามที่พระเถระต้องการ ก็และในวันนั้น ภิกษุบางพวกได้พูดพาดพิงถึงท่านพระอานนท์ว่า “ในหมู่ภิกษุนี้ มีภิกษุรูปหนึ่งเที่ยวโชยกลิ่นคาวอยู่”

พระอานนท์เถระได้ยินคำนั้นแล้ว ถึงความสังเวชว่า ภิกษุรูปอื่นที่ชื่อว่าเที่ยวโชยกลิ่นอยู่ไม่มีในหมู่ภิกษุนี้ ภิกษุเหล่านั้นคงพูดหมายถึงเราเป็นแน่.

ภิกษุบางพวกกล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนท่านอานนท์ การประชุมทำสังคายนาจักมีในวันพรุ่งนี้ แต่ท่านยังเป็นพระเสขะ ยังมีกิจที่จะต้องทำด้วยเหตุนั้นท่านไม่ควรเข้าที่ประชุม ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด.

ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์คิดว่า พรุ่งนี้เป็นวันประชุมทำสังคายนา การที่เรายังเป็นพระเสขะอยู่จะเข้าประชุมด้วยนั้น ไม่สมควรแก่เราเลย(อาย) แล้วให้เวลาล่วงไปด้วยกายคตาสติกรรมฐาน ตลอดราตรีเป็นส่วนมากที่เดียว ในเวลาไกล้รุ่งของราตรีก็ลงจากที่จงกรมเข้าวิหาร เอนกายลงหมายจะนอน.

เท้าทั้งสองพ้นจากพื้นแล้ว แต่ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน ในระหว่างนี้จิตก็พ้นจากอาสวะทั้งหลาย ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน.

พระอานนท์เถระนี้ให้เวลาล่วงไปในภายนอก ด้วยการเดินจงกรม เมื่อไม่อาจให้คุณวิเศษเกิดขึ้นได้ก็คิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะเราไว้มิใช่หรือว่า “ ดูก่อนอานนท์ เธอได้สร้างบุญไว้แล้ว จงหมั่นบำเพ็ญเพียรเถิด ไม่ช้าก็จะเป็นพระอรหันต์ดังนี้” ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ตรัสผิดพลาด แต่เราปรารภความเพียรมากเกินไป

ฉะนั้น จิตของเราจึงฟุ้งซ่าน ทีนี้เราจะประกอบความเพียรพอดีๆคิดดังนี้แล้ว ลงจากที่จงกรมยืนในที่ล้างเท้า ล้างเท้า เข้าวิหาร นั่งบนเตียงคิดว่า จักพักผ่อนเสียหน่อยแล้วเอนกายบนเตียง เท้าทั้งสองพ้นจากพื้น ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอนในระหว่างนี้จิตพ้นจากอาสวะทั้งหลาย ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน.

ครั้นนั้น หลังจากวันที่พระอานนท์เถระได้บรรลุพระอรหันต์ได้ ๒ วัน พวกภิกษุชั้นพระเถระฉันเสร็จแล้ว เก็บบาตรและจีวรแล้วประชุมกันในธรรมสภา.

สมัยนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เป็นพระอรหันต์ได้ไปสู่ที่ประชุม ถามว่าท่านไปอย่างไร?

ตอบว่า ท่านพระอานนท์มีความยินดีอย่างนี้ว่า บัดนี้เราเป็นผู้สมควรเข้าท่ามกลางที่ประชุมแล้ว ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง มีลักษณะเหมือนลูกตาลสุกที่หล่นจากขั้ว มีลักษณะเหมือนทับทิมที่วางไว้บนผ้ากัมพลสีเหลือง มีลักษณะเหมือนดวงจันทร์เพ็ญที่ลอยเด่นในท้องนภากาศอันปราศจากเมฆ และมีลักษณะเหมือนดอกปทุมมีเกสรและกลีบแดงเรื่อกำลังแย้มด้วยต้องแสงอาทิตย์อ่อนๆคล้ายจะบอกเรื่องที่ตนบรรลุพระอรหันต์ด้วยปากอันประเสริฐบริสุทธิ์ผุดผ่องมีรัสมีและมีสิริ ได้ไปสู่ที่ประชุมสงฆ์.

ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะพอเห็นพระอานนท์ดังนั้นได้มีความรู้สึกว่า ท่านผู้เจริญพระอานนท์บรรลุพระอรหัตแล้ว งามจริงๆถ้าพระศาสดายังดำรงพระชนม์อยู่

 พระองค์ก็จะพึงประทานสาธุการแก่พระอานนท์ในวันนี้แน่แท้ บัดนี้เราจะให้สาธุการซึ่งพระศาสดาควรประทานแก่พระอานนท์นั้น ดังนี้แล้ว ได้ให้สาธุการ ๓ ครั้ง สาธุ สาธุ สาธุฯฯฯ

ครับตอนนี้กล่าวถึงพระอานนท์บรรลุอรหันต์เป็นพระอริยบุคคล ท่านเปรียบการบรรลุพระอรหันต์ไว้หลายนัย เหมือนลูกตาลสุกที่หล่นจากขั้ว ท่านที่เคยเห็นลูกตาลเวลาที่สุกแล้วหล่นอยู่ไกล้ๆต้นเห็นแล้วอยากเก็บไปรับประทาน ถึงไม่อยากกินก็อยากไปไกล้ๆเหลียวดู น่าดู น่าจับอะไรทำนองนั้น ท่านอุปมาอุปไมยไว้หลายอย่างเป็นสำนวนให้นึกตามได้เลย.

การไปสู่ที่ประชุมของพระอานนท์เถระนี้กล่าวไว้หลายนัย บางแห่งก็บอกว่าไม่ได้เดินไปเฉยๆแต่แสดงฤทธิ์ดำดิน บินบนไปเลยทีเดียว

ตอนนี้ก็ขอฝากไว้แค่นี้ครับ ขอทุกท่านจงประสพสุขสวัสดีฯฯฯฯฯฯฯฯฯ