1 มกราคม 2553 วันเริ่มต้นบังคับใช้ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน
อย่างสมบูรณ์สำหรับ 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์
อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ (กลุ่มสมาชิกเดิม)
ให้ลดภาษีนำเข้า-ส่งออกระหว่างกันเป็น 0% (นั่นหมายถึงการยกเลิกกำแพงภาษี)
และอีก 4 ประเทศ ได้แก่ เวียตนาม ลาว เขมร และพม่า
จะทยอยลดกำแพงภาษีให้เป็น 0% ภายในปี 2558 (เนื่องจากเป็นสมาชิกที่เข้ามาภายหลัง)


มีสินค้ากว่า 8000 รายการที่อยู่ในเกณฑ์นี้ ทั้งสินค้าเกษตร อุปโภคบริโภค
อุตสาหกรรม และอื่นๆ 

 

แน่นอนว่า AFTA ให้ทั้งผลบวกและผลลบต่อสังคมไทย
แต่คำถามน่าจะอยู่ที่ว่า ใครได้ผลบวก และใครต้องรับผลลบ
จากเครื่องมือของทุนนิยม เสรีนิยม ตัวนี้
ตอบได้ไม่ยากใช่ไหม???
 
แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ AFTA ครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมเกษตรไทย
อย่างน่าเป็นห่วง คือ
การเปิดเสรีการลงทุนทางการเกษตร ตามข้อตกลง AFTA นี้ด้วย 3 สาขา ได้แก่
หนึ่ง. การลงทุนทำกิจการเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช
สอง. การลงทุนทำกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
สาม. การลงทุนทำกิจการป่าไม้จากป่าปลูก
โดยการเปิดเสรีครั้งนี้ อนุญาตให้ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุน
และถือหุ้นใหญ่ในกิจการทั้งสามประเภทได้ ตั้งแต่ 1 มค.53 เป็นต้นไป
 
การเปิดเสรีการลงทุนครั้งนี้ ได้เปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติทั้งในระดับอาเซียน
และบรรษัทข้ามชาติที่ลงทุนในอาเซียนอยู่แล้ว เข้ามาลงทุนในไทยได้ด้วย
นี่จะเป็นการเปิดโอกาสให้ "ทุนใหญ่" เข้ามาครอบครองที่ดินทำการเกษตร
ได้ง่ายขึ้นในการลงทุนกิจการทั้งสามประเภท
อีกทั้งยังเปิดช่องให้ "ทุนใหญ่" "บรรษัทข้ามชาติ" เข้ามาถือครองสิทธิ
เหนือพันธุ์พืชต่างๆ ในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น
 
เมื่อทุนใหญ่ถาโถมเข้ามาได้อย่างอิสระเสรีเช่นนี้แล้ว
เกษตรกรรายเล็กรายน้อย ประมงพื้นบ้าน และชาวบ้านป่าธรรมดาๆ
จะต่อกรกับทุนใหญ่ นายทุนข้ามชาติ บรรษัทข้ามทวีป เหล่านี้ได้อย่างไร
คงไม่ต่างอะไรกับร้านค้าปลีกรายย่อยของไทย
ที่ต้องล่มสลายไปเมื่อมี ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ของทุนใหญ่
เข้ามาถล่มเมืองไทยอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
 
ความน่าเป็นห่วงเรื่องของ การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ
สมบัติที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทย อยู่ในป่าของไทย อยู่ในน้ำของไทย
จะถูกกวาดต้อนไปอยู่ในสิทธิของต่างชาติได้อย่างง่ายดาย
ด้วยการทุ่มทุนลงมากว้านซื้อได้อย่างไม่มีกำแพงกฎหมายกีดกัน
รัฐกลับกลายเป็นเครื่องมือของนักลงทุนต่างชาติ
ในการเปิดช่อง ออกระเบียบ เพื่อเอื้อให้เกิดการระดมทุนเข้าสู่ประเทศ
โดยหวังความเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อชี้วัดความเจริญ
จนอาจเพิกเฉยต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมากมายในอนาคต
 
ความเข้มแข็งของสังคมเกษตรในแถบอาเซียนในอดีต
เกิดขึ้นจาก การกระจายการถือครองที่ดินทางการเกษตร
อยู่ในมือของชาวนารายย่อยๆ จำนวนมาก
ไม่ได้ตกอยู่ในมือของนายทุนขนาดใหญ่ ที่อยู่ในรูปของระบบฟาร์ม
เช่นในสังคมตะวันตก
ดังนั้น ผลผลิตทางการเกษตรของเราจึงไม่ตกอยู่ในมือที่ผูกขาดของนายทุน
 
แต่ถ้าเราไม่มีภูมิคุ้มกันการรุกรานของทุนต่างชาติ (รวมไปถึงทุนใหญ่ในประเทศ)
แถมยังมีเครื่องอำนวยความสะดวกให้เขาเข้าถึงทรัพยากรของเราได้อย่างง่ายดาย
อีกหน่อย เราคงได้เห็น "ชาวนารับจ้าง" ในขณะที่ "ต่างชาติเป็นเจ้าของ"
ผืนนา ผืนน้ำ และผืนป่า ของบ้านของเราเอง
หากรัฐยังเพิกเฉย หรือมองไม่เห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับสังคมเกษตรของบ้านเรา.
 
หยิบภาพท้องนา...ที่วันนี้ยังเป็นของเรา
แต่พรุ่งนี้ ยังไม่รู้ว่าจะเป็นของใคร
มาฝาก.

 

ท้องนาสวยงาม...ณ วันนี้ ยังเป็นของชาวนาไทย

 

นาไทย...ปลูกข้าวไร่บนภูเขา

 

นาไทย...ในที่ราบลุ่ม

 

พันธุ์ข้าวไทย...ปลูกโดยคนไทย

 

ฤาตะวันขึ้นครั้งใหม่ จะไม่ใช่ นาไทย อย่างที่เคย.
 
.......................
pis.ratana บันทึก.
10 มค.53