สันติวิธีทำไม ทำไมต้องสันติวิธี

ธรรมหรรษา

                                    

                  ก่อนที่ตอบคำถามที่ว่า “สันติวิธีมีความสำคัญอย่างไร  เพราะเหตุไร จึงต้องใช้สันติวิธีเป็นเครื่องมือในการจัดการความขัดแย้ง”  ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เราคิดว่า มีวิธีการ หรือเครื่องมือจัดการปัญหาอื่น ๆ  อีกหรือไม่ ที่เราคิดว่า  ดีกว่า  สมบูรณ์กว่าสันติวิธี[1]  อันเป็นวิธีการที่ทำให้ทุกคนสามารถพบทางออก และยอมรับกับทางออกของปัญหาด้วยกันได้ทุกฝ่าย โดยไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมองว่า “ขาดความเป็นธรรม” หรือ “ขาดความยุติธรรม” ในวิธีการจัดการ  ฉะนั้น เมื่อสังคมโลกมองว่า “สันติวิธี”  “น่าจะ” เป็นวิธีการ หรือแนวทางหนึ่งที่ดีที่สุด (Best Alternative) ในการแสวงหาทางออกร่วมกัน  จึงนำไปสู่ประเด็นของการตอบโจทย์ที่ว่า  “ทำไมจึงต้องใช้สันติวิธี” เมื่อวิเคราะห์จากปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบด้านแล้ว คำตอบที่พบในเบื้องต้นมีอย่างน้อย ๗ ประการ    กล่าวคือ 

                      ๑. สันติวิธีเป็นวิธีที่ถูกต้องตามหลักศีลธรรม  วิธีการนี้เป็นคู่มือ และเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาความเป็นมนุษย์ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาจิตใจมนุษย์ แก้ปัญหาแบบมนุษย์ด้วยตัวมนุษย์เอง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ การที่คนเข้าใจศีลธรรมต่างกันหลายรูปแบบ ทำให้เกิดการตีความเพื่อสนองตอบตัวเอง  อย่างไรก็ตาม เมื่อมองคำว่า “ศีลธรรม” ในมิติของศาสนาก็ย่อมเป็นการง่ายที่จะแสวงหา “จุดร่วม” ที่คล้ายคลึงกันได้

                      ๒.  การจัดการความขัดแย้งแบบสันติวิธี นอกจากเป็นวิธีการที่สอดคล้องกับมนุษยชาติแล้ว  ยังเป็นวิธีการที่สร้างพื้นฐานของความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ เพราะความเข้าใจ เห็นใจกันเป็นวิธีการป้องกัน และต่อสู้กับภัยในด้านต่าง ๆ ที่อาจจะมาสู่ประเทศชาติด้วย[2]

                      ๓. สันติวิธีเป็นวิธีเดียวที่สนับสนุนประชาธิปไตย   โดยเฉพาะประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy)  ดังที่นักคิดบางท่านได้นำเสนอว่า ประชาธิปไตยเป็นวิธีส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคคลกลุ่มต่าง ๆ  เพื่อหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งแทนการใช้ความ   รุนแรง กระบวนการประชาธิปไตยนำมาสู่การส่งเสริมสันติวิธีในชาติ และระหว่างชาติได้[3] ประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิผล  มีการลงคะแนนเสียงโดยเท่าเทียมกัน  มีการสร้างความเข้าใจร่วมกัน มีการควบคุมทางนโยบาย ประชาธิปไตยนำมาสู่การหลีกเลี่ยงทรราชย์ การมีสิทธิเสรีภาพ  มีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง มีความอิสระทางความคิด  มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  ปกป้องความสนใจส่วนบุคคล  มีความเท่าเทียมกันทางการเมือง และประชาธิปไตยนำมาสู่การแสวงหาเสรีภาพ และความเจริญ[4]

                      ฉะนั้น ทั้ง “สันติวิธี” และ”ประชาธิปไตย” จึงมีความสัมพันธ์ และเกื้อหนุนกัน ถ้าพัฒนาประชาธิปไตยได้มาก โอกาสที่สันติวิธีสัมฤทธิ์ได้มาก และมีโอกาสประสบความสำเร็จ  เมื่อสันติวิธีทำงานได้สำเร็จ ประชาธิปไตยต้องได้รับการเกื้อหนุน หรือสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มิติของความเท่าเทียม” หรือ “ความเสมอภาค” เพราะหากคุณสมบัติเช่นนี้เกิดขึ้นในสังคมได้  คนในสังคมสามารถยอมรับ “ความแตกต่าง” ในมิติต่าง ๆ ได้ เช่น ความคิดเห็น   ชาติพันธุ์  ศาสนา ภาษา เป็นต้น  ซึ่งหลักการเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกื้อหนุน “สันติวิธี” ทั้งสิ้น

                      ๔. สันติวิธีเป็นวิธีสนับสนุนกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกๆ กลุ่ม ฉะนั้น การที่ทำให้สังคมเกิดสันติสุขได้นั้น จำเป็นต้องดึงทุกคนในสังคมที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาหาทางออกร่วมกัน (Inclusive Society) ไม่ใช่ผลักผู้มีส่วนได้ส่วนเสียออกไป (Exclusive Society )[5]   ดังที่ประเวศ  วะสีกล่าวว่า ควรทำให้สังคมนี้ให้เป็น “สังคมานุภาพ”[6]  ซึ่งสังคมานุภาพนั้น เกิดขึ้นมาได้จากหลายสาเหตุ บางครั้งเริ่มต้นขึ้นมาจาก  การพยายามหาทางแก้ปัญหาร่วมกันในสิ่งที่นำมาซึ่งความทุกข์ อาจเริ่มจากความทุกข์ของปัจเจกชน และพัฒนาไปสู่การร่วมกันกับคนที่มีความทุกข์อย่างเดียวกัน และพยายามค้นหาทางออกพร้อม ๆกัน โดยการร่วมคิด ร่วมริเริ่ม ร่วมวางแผนดำเนินการ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมรับผลประโยชน์ และร่วมตรวจสอบน้อยที่สุด ซึ่งการร่วมทุกข์นี้ในทางพุทธศาสนาถือว่าจะทำให้ความรู้สึกทุกข์นั้นน้อยลง และที่สำคัญ การร่วมทุกข์ทำให้ได้มีการปรับทุกข์ ได้รับการปรึกษาหารือกัน จากหนักกลายเป็นเบา

                      ๕. สันติวิธีเป็นวิธีเดียวที่สนับสนุนการคิด และการปฏิบัติการในการจัดการความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ ทั้งทางร่างกาย ทางเพศ ทางจิตใจ ทางเศรษฐกิจและสังคม[7] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การไม่ใช้ความรุนแรงดังกล่าวนั้น ประกอบไปด้วย “ความเป็นธรรม” ทั้งในแง่ของความยุติธรรม ความเที่ยงธรรม  การยกย่องและให้เกียรติมนุษย์ในสถานะของเพื่อนร่วมโลกคนหนึ่งที่รักสุข และเกลียดกลัวความทุกข์เช่นเดียวกัน

                      ๖. สันติวิธีเป็นวิธีการที่น่าจะมีการสูญเสียน้อยที่สุด ทั้งระยะสั้นระยะยาว ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ผิดกับการใช้ความรุนแรง ซึ่งทุกฝ่ายอ้างว่าเป็นวิธีการสุดท้าย ซึ่งบางกรณีสามารถบรรลุผลในระยะสั้นเป็นรูปธรรมชัดเจน แต่หากความขัดแย้งดำรงอยู่เพียงแต่ถูกกดไว้ โอกาสที่จะทำให้เกิดความรุนแรงในระยะยาวย่อมมีอยู่ ส่วนในทางนามธรรม เช่น ความเข้าใจอันดีความสามัคคีปรองดอง นั้นย่อมเกิดขึ้นได้ยากด้วยวิถีความรุนแรง[8]

                      ๗. ในขณะที่สังคมมีความสลับซับซ้อน (Chaos) เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นมามักจะมีแนวโน้มไปสู่ความรุนแรงได้ง่าย  สันติวิธีจะเข้ามามีบทบาท และทำหน้าที่ในการประสานร่องรอยความขัดแย้งเหล่านั้น  เพื่อให้สังคมไทยได้ปรับกระบวนทัศน์ (Paradigm shift)  จากวิธีเดิมที่ใช้อำนาจเข้าไปแก้ไขปัญหาแบบสังคมโบราณซึ่งใช้ไม่ได้แล้วในสังคมปัจจุบัน ไปสู่กระบวนการทางสังคมที่เน้นการเข้ามามีส่วนร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เรียกว่า “วิธีการอารยะ” (Civilize) หรือ “ความเป็นอารยะ” (Civility)  กล่าวคือ เป็นการพัฒนาจากสังคมเดิมไปสู่แนวทางสันติวิธี[9]

                      กล่าวโดยสรุปแล้ว  “สันติวิธี” นอกจากเป็นวิธีที่เต็มไปด้วยความเป็นธรรมแล้ว ยังเป็นคู่มือ และเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น  สิ่งที่สามารถเป็นฐานรองรับการพัฒนาประชาธิปไตยก็คือ กระบวนการที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุก ๆ กลุ่มของสังคม  ซึ่งหัวใจสำคัญของการมีส่วนร่วมก็คือ “การทะลายและสลายความเป็นอัตลักษณ์”  และ “ยอมรับในความแตกต่าง” ของมนุษย์แต่ละคน อันเป็นการส่งเสริม และยอมรับในศักยภาพของมนุษย์ โดยมนุษย์ และเพื่อมนุษย์เอง

 


[1] มารค  ตามไท, “ปัจจัย และเงื่อนไขแห่งความสำเร็จของสันติวิธีในสังคมไทย”, บรรยาย ณ    ห้องประชาธิปก  สถาบันพระปกเกล้า, (๑๑ มีนาคม ๒๕๔๗).

[2] มารค  ตามไท, “ข้อคิดเกี่ยวกับความมั่นคงกับการเตรียมพร้อมเมื่อชาติมีภัย”, ใน สันติวิถี:ยุทธศาสตร์ชาติเพื่อความมั่นคง, สถาบันยุทธศาสตร์ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ, (กรุงเทพฯ: สถาบันยุทธศาสตร์ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ, ๒๕๔๒),  หน้า ๖๕–๖๖.

[3] Boutros-Ghali, “An Agenda for Democratization,” in Grobal Democracy, Barry Holden (ed), New York: Routledage, ๒๐๐๐), p.๑๐๖.

[4] Robert A, Dahl, On Democracy (New Haven and London: Yale University Press, ๒๐๐๐), p. ๓๘–๔๔. อ้างใน  บวรศักดิ์  อุวรรณโณ และถวิลวะดี  บุรีกุล, ธรรมชาติของความขัดแย้งในวัฒนธรรมไทย (นนทบุรี: เอกสารประกอบการเรียนการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งด้านนโยบายสาธารณะโดยสันติวิธี,มปป.), หน้า ๕.

[5]บวรศักดิ์  อุวรรณโณ, “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม”, บรรยาย ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า, (๑๑ มีนาคม ๒๕๔๗).

[6] ประเวศ  วะสี, ทฤษฎี ๓ อำนาจ ใน มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน <http://www.geocities.com/midnightuniv/ newpage77.htm>.

[7] “คำประกาศปี 2000 ของ UNESCO”  อ้างใน  <http://pirun.ku.ac.th/~fagisvtc/buddhism/ boon/index5.htm>

[8] โคทม อารียา, “เอกสาร 30 ปี 14 ตุลา จดหมายข่าว ประชาชน”, (๑ ตุลาคม ๒๕๔๖): ๒๓–๒๕,       <http://www.santipap.com/kotom.htm>.

[9] ประเวศ วะสี, สันติวิธีกับสิทธิมนุษยชน, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพฯ: สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ๒๕๔๕), หน้า ๑–๑๒.

ผู้สนใจดูเนื้อหาเพิ่มเติมจากวิทยานิพนธ์ของผู้เขียน
http://www.mcu.ac.th/site/thesisdetails.php?thesis=254818

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความขัดแย้ง สันติวิธีและความปรองดอง

คำสำคัญ (Tags)#สันติวิธี#ความสำคัญของสันติวิธี#การจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี#ทำำไมต้องสันติวิธี

หมายเลขบันทึก: 326323, เขียน: 09 Jan 2010 @ 19:25 (), แก้ไข: 06 Sep 2013 @ 22:12 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน, ความเห็น: 3, อ่าน: คลิก


ความเห็น (3)

สนใจเรื่องสันติวิธีมากครับ...ขอขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆนะครับ

โยมเสียงเล็ก

  • อนุโมทนาที่แวะมาชิม "รสแห่งสันติ"
  • เป็นผลจากการรวบรวมเอกสารในการทำวิัจัยระดับปริญญาเอกของอาตมา
  • หวังว่าจะมีประโยชน์แก่พวกเราเหล่านักสันติวิธี
  • เจริญพร
นี่ไง
IP: xxx.168.80.191
เขียนเมื่อ 

อิสลาม แปล ความหมายว่า สันติธรรม เห็นแล้วยังว่า พระอาจารย์ระดับนี้ ยังยอมรับเลยว่า การแก้ปัญหา ต้องใช้วิธีแบบ “อิสลาม”

นั่นแหละ ที่อัลลอฮ์ ได้วางไว้ให้มนุษยชาติ ที่อัลลอฮ์ สร้างมาเองทุกๆท่าน.