
ในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียม และเรียนรู้ "วิธีการ" ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ง่าย สะดวกและทันต่อการนำวิธีการเหล่านี้ไปประยุกต์ให้สอดรับและทันต่อสถานการณ์ ฉะนั้น ผู้เขียนจะขอสรุปวิธีการต่างๆ ที่มีการนำมาใช้ ดังนี้
๑. การหลีกเลี่ยง หรือการถอนตัว[1] (Avoiding or withdrawing) วิธีการนี้เป็นการหลบฉาก หรือถอนตัวออกจากประเด็นที่กำลังมีความขัดแย้งกัน ในอเมริกาเหนือบริบทของการหลีกเลี่ยงเป็นวิธีไม่ก้าวร้าว แต่ไม่ร่วมมือ แต่ในสังคม หรือชุมชนจำนวนมากที่ยึดถือค่านิยม เช่น ชาวเอเชีย และชาวละตินอเมริกา เชื่อว่า วิธีการหลีกเลี่ยงปัญหา และการโอนอ่อนผ่อนตามนั้น มีประโยชน์อย่างยิ่งในการรักษาความสัมพันธ์ที่มีต่อกันเอาไว้ ในบางกรณี การใช้วิธีหลีกเลี่ยงและการโอนอ่อนตามถือว่เป็นการช่วยรักษาหน้าให้แก่ตัวเองและผู้อื่น แต่จุดอ่อนของวิธีการนี้เน้นความสัมพันธ์ และอาจไม่รับรู้ความเป็นไปได้ในการบูรณาการสถานการณ์ ซึ่งการแก้ปัญหาอาจจะทำให้ชนะด้วยกันทั้งคู่ หรือแพ้ด้วยกันทั้งคู่ก็ได้
๒. การเผชิญหน้า (Confrontation)[2] ทฤษฎีนี้ต้องนำมาใช้ถัดจากมาตรการ ที่ ๑ และที่ ๒ ดังที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว เมื่อเราประเมินอย่างรอบด้านแล้วว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ยังหาบทสรุป หรือไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน การเผชิญหน้าเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น รวมไปถึงการเจรจาตกลงถึงข้อเรียกร้องของแต่ละฝ่ายก็จะเกิดขึ้น แต่เป็นการเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่เราได้ดำเนินการวางแผนมาเป็นอย่างดีแล้ว ฉะนั้น ความขัดแย้งอาจจะเกิดขึ้นได้ หากทุกฝ่ายเผชิญหน้ากันอย่างสันติ นึกถึงความถูกต้องและเที่ยงธรรมเป็นบรรทัดฐาน ไม่ได้นึกถึงประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง
๓. การโน้มน้าว (Persuasion)[3] เป็นวิธีการที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลพยายามเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้อื่น ตลอดจนวิธีคิด ความรู้สึก และความคิดเห็น โดยใช้วิธีการอุปมา อุปมัย รวมถึงรูปแบบที่ใช้เหตุผลประกอบ บางครั้งวิธีการที่ใช้เพื่อโน้มน้าวผู้อื่นอาจรวมถึงการแข่งขันที่จะโน้มน้าวด้วยการ “รบเร้า” ซึ่งวิธีการนี้คู่กรณีใช้วิธีการในการชักชวนอย่างแน่วแน่ จนกระทั่งฝ่ายหนึ่งต้องยอมจำนนด้วยเหตุผลเพราะการรบเร้า
๔. การสนับสนุน (Supporting)[4] คือการให้โอกาสบุคคลที่อยู่ภายใต้ความกดดัน สามารถระบายความรู้สึก ความคิดเห็น ความโกรธ หรือไม่พอใจ และช่วยให้การตัดสินใจง่ายว่าจะทำอะไร ผู้สนับสนุนไม่จำเป็นต้องเจรจาไกล่เกลี่ยเสมอไป คืออาจใช้ความสนับสนุนเป็นช่องทางเพื่อหลีกเลี่ยงการเจรจาไกล่เกลี่ย หรือการแทรกแซงการแข่งขัน
๕. การบังคับ และการผลักดัน (Competing, Forcing and compelling)[5] ซึ่งวิธีการแข่งขันจะใช้เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้ความสำคัญกับจุดมุ่งหมายมากกว่าความสัมพันธ์ บุคคลนั้นอาจใช้อำนาจในการช่วยให้บรรลุจุดมุ่งหมาย รวมถึงการใช้อำนาจในการทำให้ผู้อื่นทำตามด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เขาอาจจำเป็นต้อง “ลุกขึ้นสู้” เพื่อปกป้องหลักการและสิทธิที่ตนสมควรได้ วิธีการนี้ เน้นวิธีการแบ่งสันปันส่วน (Distributive Approach) เป็นแนวทางในการเจรจาไกล่เกลี่ย การใช้วิธีการนี้ อาจจะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ หรือแพ้ได้ เพราะว่ามุ่งเน้นเรื่องผลประโยชน์ (Interests) มากกว่ามุ่งเน้นเรื่องความสัมพันธ์ (Relationship)
๖. การโอนอ่อนผ่อนตามหรือทำให้ราบรื่น (Accommodating or smoothing)[6] การโอนอ่อนตามผู้อื่นอาจนำมาใช้ในกรณีที่มีความห่วงใยต่อความสัมพันธ์มากกว่าเป้าหมายในการแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งเป้าหมายของข้อตกลงประเภทนี้ออกมาในรูปของการเอื้อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายอื่นโดยที่เราต้องยอมเสียประโยชน์ พฤติกรรมในการโอนอ่อนผ่อนตาม รวมถึงการทำตามคำสั่ง การเห็นคล้อยตามความคิดผู้อื่น หรือการยอมให้เป็นไปตามความปรารถนาของอีกฝ่าย ลักษณะนิสัยดังกล่าวถูกมองว่าอ่อนแอ หรือต้องการความสงบ ในสังคมตะวันตกเหตุการณ์ประเภทนี้จะไม่ถูกมองในเชิงลบ ในกรณีที่สังคมนั้นมีการให้คุณค่าต่อความสัมพันธ์อันราบรื่น และให้ความนับถือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ ยอมรับต่อสถาบัน เพราะฉะนั้น วิธีการนี้ เน้นการใช้ความสัมพันธ์เป็นหลัก (Relational in Orientation) และอาจปรับเป็นแนวทางอื่นตามผู้อื่นที่เขาคล้อยตาม เช่น วิธีการแบ่งสันปันส่วน (Distribution) หรือวิธีแบบบูรณาการ(Integrative) ตามแต่ผู้อื่นต้องการว่าจะใช้วิธีไหน การมุ่งเน้นวิธีการนี้อาจจะทำให้มองว่าเกิดความราบรื่นในการแก้ไขปัญหา แต่ถึงกระนั้น ก็ยังทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแพ้ หรือชนะ
๗. การร่วมมือกัน หรือการแก้ปัญหา (Collaborating, integrating, or problem solving)[7] การร่วมมือกันในบางครั้งอาจหมายถึงการบูรณาการ หรือการแก้ไขปัญหา ซึ่งมักให้ความสำคัญและจุดมุ่งหมายเช่นกัน เป็นทั้งการรุก และร่วมมือ คือ เกิดการบูรณาการผลประโยชน์ร่วมกันของทุก ๆ ฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ เป็นวิธีการจัดการความขัดแย้งที่เน้นวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ยและการไกล่เกลี่ยคนกลางเป็นการใช้ทั้งวิธีบูรณาการ และแบ่งสันปันส่วนในการเจรจาไกล่เกลี่ย แม้แนวทางนี้ให้ความสำคัญแก่ความสัมพันธ์ แต่เป้าหมายก็มุ่งเน้นไปที่การยุติความขัดแย้ง และผลการเจรจายุติความขัดแย้งที่ตามมาภายหลัง
๘. การมีส่วนรวม (Participation) วันชัย วัฒนศัพท์ได้ชี้ว่า “เมื่อเกิดความขัดแย้งแล้ว กระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งก็มีความจำเป็นต้องอาศัยหลักการหลาย ๆ ด้านเช่นกัน” โดยท่านได้นำเสนอ “หลักการ และเครื่องมือในการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางเลือก หรือการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ”[8]
จะเห็นว่า กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นการ “สร้างเวที” และ “เปิดเวที” ให้แก่ประชาชน (Public) หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง (Direct) หรือโดยอ้อม (Indirect) เข้ามามีส่วนร่วมในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมสังเกตการณ์ ร่วมรับผิดชอบ และร่วมรับผลประโยชน์ เป็นต้น ดังที่วันชัย วัฒนศัพท์ได้นำเสนอว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกระบวนการซึ่งประชาชน หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีโอกาสแสดงทัศนะ และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่มีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งมีการนำความคิดเห็นดังกล่าวไปประกอบการพิจารณากำหนดนโยบาย และการตัดสินใจของรัฐ การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกระบวนการสื่อสารในระบบเปิด กล่าวคือ เป็นการสื่อสารสองทาง ทั้งอย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ซึ่งประกอบไปด้วยการแบ่งสรรข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเป็นการเสริมความสามัคคีในสังคม”[9]
๙.ลงมติ หรือการลงคะแนนเสียง (Voting) การลงคะแนนเสียง จัดว่าเป็นแนวทางสันติวิธีอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ใช้ข้อเป็นปฏิบัติ หรือวิธีการเพื่อลงมติเพื่อตัดสิน หรือหาทางออกให้แก่ความขัดแย้ง หรือข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในประเด็นต่าง ๆ วิธีการนี้ ในแต่ละองค์การระหว่างประเทศมีความแตกต่างกันออกไป ขึ้นกับความเห็นชอบขององค์การต่าง ๆ ที่ได้ระบุไว้ หรือวางเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดำเนินสืบต่อกันมา โดยทั่วไปแล้ว การลงคะแนนเสียงในองค์การระหว่างประเทศจะแบ่งเป็น ๒ วิธี คือ แบบเอกฉันท์ (Unanimity) แบบเสียงข้างมาก (Majority) ทั้งนี้ การลงคะแนนเสียงทั้ง ๒ วิธีดังกล่าว อาจจะใช้ในองค์การระหว่างประเทศองค์การเดียวก็ได้
[1] Cenneth W. Thomas and Kilman Ralph H., “Thomas-Kilman Confict Mode Instrument,” (Woods Road, Tuxedo, NY 10987: XICOM, Incorporated, 1974).
[2] Paul Wallensteen, “Understanding Conflict Resolution: Fremwork,” in Peter Wallensteen, Editor, Peach Research: Achievement and Charenges (Boulder & London: West view Press), p. 119–ภ-
[3] Speed B.Leas, “Choosing a Conflict Management Strategy”, in Discover Your Conflict Management Style, ed. Speed B. Leas, (New York: The Alban Institute, 1984), p. 8.
[4] Ibid., 21-22.
[5] รอบบิ้นส์ (Robbins) อ้างใน สิทธิพงศ์ สิทธิขจร, การบริหารความขัดแย้ง (กรุงเทพฯ: จงเจริญการพิมพ์, ๒๕๓๕), หน้า. ๕๖.
[6] Ting-Toomey and al., “Ethnic Identity Salience and Conflict Styles in Four Ethnic Groups: African Americans, Asian Americans, European Americans, and Latino Americans”.
[7] สัมภาษณ์ รศ.ดร. จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์, ๑๓ มกราคม ๒๕๔๗.
[8] วันชัย วัฒนศัพท์, ความขัดแย้ง: หลักการและเครื่องมือแก้ปัญหา, หน้า ๑๓๐.
[9] เจมส์ แอล เครตัน , วันชัย วัฒนศัพท์ (ผู้แปล), การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจของชุมชน, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๔๗), หน้า ๒๕–๒๘.
ผู้สนใจดูเนื้อหาเพิ่มเติมจากวิทยานิพนธ์ของผู้เขียน
http://www.mcu.ac.th/site/thesisdetails.php?thesis=254818
นมัสการพระคุณเจ้า ธรรมะหรรษา
เป็นทางเลือกที่หลากหลายขอรับ จะนนำไปใช้ปรับใช้
อาจารย์พรชัย
นมัสการค่ะ....
พระอาจารย์คะอย่าลืมมางานปีใหม่และศิษย์เก่าสัมพันธ์ ที่วัดศรีสุดารามนะคะ
วันที่ 17 มกราคม เวลา 8.30 น. ค่ะ มีการแสดงละคร มีการจับของขวัญและ
มีกิจกรรมหลายๆ อย่าง มาเป็นกำลังใจให้นิสิตด้วยค่ะ ความสัมพันธ์จะได้
กลมเกลียวกันมากขึ้น
จากศิษย์ค่ะ
น.ส.ณัฐมา ขันติธรรมกุล
โยม ณัฐมา
นมัสการค่ะพระอาจารย์...
สาธุค่ะ...อนุโมทนามิ....
เนื่องจากไม่ได้เขามาคุย หรือเข้ามาดูข้อความต่างๆ เลย ขออภัยด้วยค่ะเพิ่งเข้ามาวันนี้เพราะที่่ผ่านมายุ่งกับการเรียน ป.โท ตอนนี้จบแล้วก็เลยมีเวลาเข้ามาดูข้อความ และระลึกถึงความหวังดีของพระอาจารย์ที่มีให้บรรดานิสิตเสมอ......ส่วนเรื่อง "การจับธรรม" นั้นอุบาสิกาคงมีบุญเก่าที่สะสมมาทำให้ตั้งใจปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานติดต่อกันยาวนานตั้งแต่มาศึกษาที่ มจร.ก็ ๓ ปีกว่าแล้ว ที่ผ่านมาก่อนมาศึกษาที่ มจร. ก็ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแต่ไม่ต่อเนื่อง เป็นการกำหนดการกระทำต่างๆ ที่เรียกว่ากำหนดอิริยาบาย่อย อุบาสิกาทำไปแบบไม่รู้ตัวคือทำบ่อยๆ ตามคำสอนที่อุบาสิกาฟังจากสื่อต่างๆ จะเรียกว่ามีเหตุปัจจัยสนับสนุนในบุญนั้นก็ได้
ตอนนี้รอฟังผลสอบปริญญาเอกอยู่ค่ะ พระอาจารย์ดูแลตัวเองด้วยเนื่องจากพบกันล่าสุดที่วัดภัททันตะพระอาจารย์ดูเหมือน "อ้วน" ขึ้น แต่ถ้าดูให้ดีเหมือน "บวม" มากกว่า ขันธ์ ๕ เป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้ เปลี่ยนแปลงเสมอก็จริง แต่เราก็ดูแลเขาตามอัตภาพ
ยังอัตภาพนี้ไว้เท่าที่เราทำได้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ตนเอง ครอบครัว ลูกศิษย์ และที่สำคัญพระพุทธศาสนา
With a heart full of sincerity,
Nattama.