ได้หลอมเราเป็นหนึ่งเดียวนั้นแล.

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ยูมิพึ่งออกมาจากร้านอาหารค่ำวันนี้ดื่มด่ำกับรสอันหลากหลายรสอันแรกคือรสน้ำคำสำเนียงเสียงภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่เคยเรียนมาสมัยบวชเป็นสามเณรเป็นพระเรียนนักธรรมตรี – โท – เอก  เรียนภาษาบาลีท่องไวยากรณ์เรียนประโยค 1-2 และเข้าเรียนประโยค 3 ที่ศาลาข้างโบสถ์วัดชนะสงคราม

 วันนี้มาได้ยินการพูดจาของผู้นำเสนองานวิชาการนานาชาติเป็นภาษาบาลีล้วน ๆ ฟังแล้วเพลินเหมือนตนเองย้อนไปเดินอยู่ในสังคมคนพูดจาภาษาบาลีต่อกันอย่างนั้น 

 รสต่อมาคือการได้ดื่มด่ำได้คุยกับเพื่อน ๆ สมัยร่วมเรียนด้วยกันคุยกันจนน้ำตาไหลเพราะหัวเราะกันสนั่นลั่นทุ่งเลยละ  ถามถึงคนนั้นคนนี้ยังอยู่ไปอยู่ที่ไหนอย่างไร  คุยกันอยู่ดีมีเพื่อนมาบอกว่าถึงเวลาไปกินข้าวค่ำกันแล้วนะ  ยังบอกว่ายังไม่อิ่มในการคุยกัน  คุยกันอร่อย ๆ นะ 

 ทีนี้รสที่สามคืรสอาหารจริง ๆ ได้นั่งกินกับเพื่อน ๆ มันอร่อยในรสจริง ๆ ละ เพราะนานแล้วที่พวกเราไม่เจอกันพอมาพบเจอกันนี่มันผูกพันในมิตรภาพเหมือนที่เรามาด้วยบุญเก่าที่พวกเราเคยสร้างเอาไว้แล้วได้มาเจอกันละ

เดี๋ยวเวลารอบค่ำจะเริ่มประชุมสัมมนาเกี่ยวกับพุทธศาสนานานาชาติ ณ ม. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ. วังน้อยต่อไปจนถึง 3 ทุ่มเศษของคืนนี้แล้วคงได้นอนในท้อ

ทุ่งนาเขต อ. วังน้อยกันอีกละคืนนี้

 แง่คิด...ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง...ความผูกพันกันด้วยพุทธธรรมคือมิตรภาพซาบซึ้งจิตใจด้วยสถาบันการศึกษาได้หลอมเราเป็นหนึ่งเดียวนั้นแล.