-
ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของปีที่แล้ว (ปี ๒๕๕๒) เป็นปีแรกที่ผมตั้งใจพาครอบครัวเข้าวัดไปกราบพระครูบาอาจารย์ ดังที่เขียนไว้ในบันทึก สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๒ ครับ
-
ปีนี้ครอบครัวของเราโชคดีมากที่ได้ไปไว้พระครบทั้ง ๙ วัดสมดั่งความมุ่งมั่นปรารถนาครับ
-
โดยเฉพาะวัดที่ ๘ ที่ครอบครัวเราเข้าไปกราบหลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป เป็นช่วงเวลาที่ท่านกรุณาเมตตาทำพิธีเจิมรถยนต์ให้กับญาติโยมที่ไปทำบุญอยู่พอดี และบังเอิญเหลือเกินที่ผมพึ่งซื้อรถครอบครัวคันใหม่มาและยังไม่ได้เจิมพอดี เป็นบุญของครอบครัวเราเหลือเกินที่ท่านกรุณาเมตตาเจิมให้ครับ
-
---------------
-
ในการเข้าวัดนั้นนอกจากไปกราบพระเพื่อเป็นสิริมงคลแล้ว ยังไปเพื่อที่จะได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้แนวทางปฏิบัติของพระครูบาอาจารย์เพื่อนำมาพัฒนาตนเองอีกทางหนึ่งด้วย และครั้งนี้ถือเป็นความโชคดีมากจริง ๆ ที่ได้รับหนังสือ "๘๘ ปี หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป" ที่เขียนถึงชีวประวัติ และพระธรรมเทศนาของท่าน
-
เท่าที่อ่านรอบแรกยังไม่จบนั้น ทำให้นึกถึงคำของพ่อตาที่สอนว่า "พระครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่ท่านบรรลุแล้วนั้น ท่านก็เก่งเหมือนกันทั้งนั้นหล่ะ แล้วแต่ว่าท่านจะเมตตาแสดงให้เห็นหรือไม่เท่านั้นเอง"

- หลวงปู่ได้บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ และอุปสมบทเป็นธรรมยุตินิกายในปี ๒๔๙๐
- ขอนำพระธรรมเทศนาของท่านบางตอนมาเผยแผ่ต่อเป็นธรรมทาน ดังต่อไปนี้ครับ
พวกเราทั้งหลายเกิดขึ้นมาร่วมบ้าน ร่วมประเทศ ว่าตนเองถือศาสนาพุทธ แต่ไม่ภาวนาถึงพุทโธเลย
อันที่จริงแล้วทรัพย์สมบัติทั้งหลายทั้งปวงนั้น ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่ของเขา ไม่ใช่ของเรา เป็นของตกอยู่ในโลกอันนี้
เรือนที่เรานั่งอยู่นี้ คือ ร่างกาย เป็นเรือนไฟไหม้ ไหม้อยู่ตลอดคืนตลอดวัน
บุคคลผู้ใดจิตรวมลง เห็นร่างกายแนบเข้ามาเท่าช้างกระดิกหู เท่างูแลบลิ้น ก็มีอานิสงส์ไม่น้อย ตายแล้วไปเกิดในชั้นยามา ชั้นที่ ๓
พวกเราให้นั่งสมาธินะ ภาวนาให้เห็นเกิดดับของสังขาร ไม่เสียทีที่เราเกิดในภพหนึ่งชาติหนึ่ง
อันที่จริงพญามารนั่นคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
พวกเราทั้งหลายนี้ยังไม่เห็นเกิด ยังไม่เห็นดับของสังขารทั้งหลาย
จึงว่าตาภายในยังไม่ได้ลืมขึ้นมาให้เห็น
รูปอันนี้ สุขก็สุขพอประมาณ ไม่ใช่สุขอันไพบูลย์ ไม่เป็นบรมสุข
ภาวนาให้รู้เกิดดับของสังขาร จนจิตรู้ ถอนจากความหลง จนจิตอันนี้ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง
รูปอันนี้ คือ ธาตุ ๔ วิญญาณมาสวมเอา เมื่อเรามาได้รูปอันนี้แล้วก็มาถือเอาว่ารูปอันนี้เป็นตัว
ปัญญาคือแสงสว่าง มันเกิดภายใน มันส่องเข้าไปเห็นกระดูกเห็นเส้นเห็นเอ็น เห็นความเกิดความดับของสังขารทั้งหลาย นี่ตัวปัญญาแท้
เมื่อบารมียังไม่เต็มตราบใด เหมือนกับว่าผลไม้ยังอ่อน
เราบ่มมันก็เหี่ยวไปเฉย ๆ
เมื่อบารมีมันแก่กล้า บ่มผลไม้ใกล้จะสุกแล้วมันก็หวาน

สวัสดีปีใหม่ ท่านอาจารย์หมอ JJ
อ่านหนังสือมามากแล้ว...ต่อไปอ่านจิต-อ่านใจตนเอง...หลวงปู่ดุลย์
สาธุ สาธุ
กราบขอบพระคุณครับ