''อโรคา ปรมาลาภา''

ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยถึงขนาดต้องเข้าไปนอนในโรงพยาบาลมาก่อนเลย แต่อาการเจ็บป่วยครั้งนี้สาหัสสากันถึงขนาดต้องแอดมิดทันทีทันใดแบบไม่ให้ทันตั้งตัวเลยค่ะ

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าเช้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกเมื่อยบริเวณต้นขาขวามากแต่ก็คิดว่าคงจะเมื่อยแบบปกติทั่วไปที่เคยเป็น ขณะเดียวกันก็เอะใจนิดหน่อยว่าเมื่อวานเพิ่งไปนวดตัวกับหมอนวดเจ้าประจำที่คุ้นเคยและใช้บริการกันมานานหลายปี แต่ทำไมยังรู้สึกเมื่อยขาเหมือนคนออกกำลังกายที่ใช้แรงขาเยอะๆ หรือว่าหมอนวดจับเส้น กดจุดผิดจึงทำให้เมื่อย แต่คิดอีกทีก็ไม่น่านะ เพราะนวดกันมาตั้งหลายปีจนคุ้นเคย รู้จักทุกส่วนในร่างกายแล้วก็ว่าได้ และหมอคนนี้ก็นวดเก่งมากถึงขนาดต้องจองคิวล่วงหน้าหลายวัน หรือว่าเมื่อคืนนอนละเมอไปเตะพนังห้อง คิดไปต่างๆ นานาเพื่อหาสาเหตุแห่งการเมื่อยขาในครั้งนี้ค่ะ

โดยปกติเมื่อคนเราเวลารู้สึกเมื่อยตามเนื้อตามตัวก็จะทำให้รำคาญตรงที่เราเจ็บป่วย ดังนั้นจึงมักจะเอามือไปบีบ นวด ทุบ ตี ต่อย เพื่อจะทำให้อาการทุเลาลงหรือหายไป แต่หารู้ไม่ว่ายิ่งทำให้อาการมันแย่ลงกว่าเดิม พอเราเมื่อยขาเราก็จะเดินไม่สบาย ทำให้เสียการทรงตัวเนื่องจากการลงน้ำหนักตัวที่ไม่สมดุล เสียบุคลิก ดังนั้นอาการเมื่อยต้นขาจึงกลายเป็นเจ็บขา และลุกลามไปที่น่อง ไล่ไปจนถึงฝ่าเท้าในที่สุดค่ะ

เมื่ออาการเมื่อยขาหายไปแต่ถูกแทนที่ด้วยอาการเจ็บขา ไม่คิดเลยว่าแค่เจ็บขาจะทำให้ลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ คิดว่าคงเป็นแค่เอ็นขาอักเสบ เวลาเดินต้องลงน้ำหนักตัวที่ขา จะรู้สึกเจ็บมากเหมือนคนขาแพลง การรักษาในเบื่องต้น ได้ไปหาหมอที่คลินิก รักษามา 3 หมอ 3 คลินิกก็ไม่ดีขึ้น ทุกหมอจะบอกเหมือนกันว่าเอ็นอักเสบ ให้ยามาทาน ทุกครั้งที่กลับมาจากหาหมอจะมีความหวัง และเชื่อมั่นมากว่าพอทานยาแล้วจะต้องหาย หรือว่าดีขึ้น เพราะหมอบอกว่าเป็นโรคธรรมดาทานยาก็หาย บ้างก็ให้แช่น้ำอุ่น ยอมทำตามทุกอย่างอย่างเคร่งครัดตามที่หมอแนะนำ นอกจากนี้ยังไปหาซื้อรองเท้าสุขภาพราคาแพงมาใส่ ด้วยหวังว่าความนุ่ม ได้คุณภาพ ผลิตมาเพื่อรองรับสรีระเท้าโดยเฉพาะ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น มิหนำซ้ำยังแย่ยิ่งกว่าเดิมอีกด้วยคือเจ็บมากจนแทบจะเอาเท้าแตะพื้นไม่ได้เลยค่ะ รู้ซึ้งและเห็นใจคนที่เดินไม่ได้ หรือต้องใช้ขาข้างเดียวเดินเลยหล่ะ ว่าทรมานแค่ไหน ^-^

เข้ารับการรักษาอย่างมีความหวังจาก  3 หมอ ทำให้ต้องเสียเวลาในการรักษาอยู่เดือนกว่าเพราะหวังว่าทานยาแล้วจะหาย แต่ทานชุดแล้วชุดเล่าก็ไม่หายค่ะ ยังเดินกะเพกๆ เหมือนเดิม ทำให้เสียบุคลิก แต่ที่แย่ไปกว่านี้คือระหว่างเจ็บป่วยมีเหตุให้ต้องเดินทางไปต่างประเทศ แบบที่ว่ายกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางไม่ได้ ไม่รู้จะทำอย่างไรดีเพราะขาเจ็บอยู่ ก็ได้แต่ภาวะนาและเล่นไสยศาสตร์โดยการบนบานสารกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้หายก่อนเดินทางไปด้วยเถอะ แต่จนแล้วจนรอดรอจนอีก 5 วันก่อนเดินทางก็ไม่หายกลุ้มใจมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

ได้เล่าเรื่องขาเจ็บและต้องเดินทางไปต่างประเทศให้เพื่อนร่วมงานฟัง และเพื่อนก็เล่าว่าวันก่อนมีพี่ที่ออฟฟิศคนหนึ่งก็เจ็บขาแบบนี้แหละ บริษัทส่งให้ไปประชุมสำคัญที่ อเมริกา ซึ่งทุกอย่างได้เตรียมการไว้หมดแล้วไม่ว่าจะเป็นเอกสารการเดินทาง วีซา ที่พัก โปรแกรมต่างๆ เป็นต้น ถูกจัดการไว้เรียบร้อยแล้วเหมือนกันกับกรณีของบี๋เลยค่ะ คือถ้ายกเลิกการเดินทางจะวุ่นวายมาก ดังนั้นพี่เค้าตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาลเพื่อให้หมอเอ็กซเรย์ให้แน่ชัดว่าเป็นอะไรกันแน่ เพราะที่โรงพยาบาลมีอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือเยอะกว่า ทันสมัยกว่าคลินิก และเมื่อหมอตรวจอาการแล้วหมอก็ได้ฉีดยาให้พี่เค้า ปรากฏว่าดีขึ้นทำให้เขาสามารถเดินทางไปอเมริกาได้อย่างปลอดภัย ไร้กังวล เมื่อได้ฟังดังนั้นแล้วจะรอช้าอยู่ไย  บี๋ก็รีบบึ่งรถ(ทั้งที่เจ็บขาแทบตาย) ตรงไปที่โรงพยาบาลกรุงเทพ หาดใหญ่ ระยะทางจากสงขลา ไปหาดใหญ่ประมาณ 30 กิโลเมตร ด้วยใจจดจ่ออยู่ที่โรงพยาบาลเพราะคิดว่าที่นั้นเป็นความหวังสุดท้ายที่จะช่วยเราได้ ที่ร.พ.กรุงเทพ มีคุณหมอที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ ไม่รอช้ารีบตรงไปที่แผนกศัลยกรรมในทันที และโชคดีมากที่คุณหมอท่านที่บี๋ต้องการพบออกตรวจพอดีเลย เมื่อได้เข้าพบคุณหมอแล้ว ทำให้รู้สึกมีความหวังอีกครั้งหนึ่ง เพราะคุณหมอตรวจและซักถามละเอียด รวมทั้งได้ให้เราทำท่าทางต่างๆ ด้วย แค่การรักษาเบื่องต้นก็ทำให้รู้สึกดีและประทับใจ เพราะวิธีการรักษาของคุณหมอคนนี้แตกต่างจากหมอคนก่อนๆ อาจจะเป็นไปได้ว่าเราเล่าว่าหามาหลายหมอแล้วไม่หายท่านเลยต้องตรวจให้รอบคอบ และละเอียดขึ้นก็เป็นได้ค่ะ

ไม่พูดพร่ำทำเพลง บี๋บอกจุดประสงค์หลักที่มาหาหมอเลยว่าต้องเดินทางไปต่างประเทศอาทิตย์หน้า คุณหมอช่วยทำวิธีใดก็ได้ให้บี๋สามารถเดินทางไปได้ หมอบอกว่าหมอไม่ได้เป็นหมอเทวดานะที่จะเสกให้หายได้ในพริบตา เราก็บอกว่าไม่รู้หล่ะเห็นหลายคนบอกว่าคุณหมอเก่งยังไงก็ต้องทำให้หนูเดินได้ อาจจะไม่ถึงกับหายสนิทแต่ขอให้เดินได้บ้างก็เป็นพอ และได้แจ้งความประสงค์ว่าอยากจะให้หมอฉีดยาให้เพราะเห็นพี่เค้ามาฉีดแล้วสามารถเดินได้ เมื่อหมอตรวจดูแล้ว หมอก็ตกลงฉีดยาให้ที่บริเวณข้อเท้า 1 เข็ม ขอบอกว่าเจ็บมากกกกกกกกกค่ะ แต่ต้องทนเพราะอยากหาย หลังจากนี้หมอก็แนะนำให้แช่เท้าในน้ำอุ่นเช้า เย็น และหาอุปกรณ์ช่วยเสริมในเรื่องรองเท้าที่จะใส่สำหรับเดินทาง ดังนั้นจึงได้ไปซื้อแผ่นรองฝ่าเท้าและส้นเท้าแบบสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องเท้า ซึ่งราคาแพงเอาการอยู่แต่ยอมลงทุน คือยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เดินได้ นอกจากอุปกรณ์เสริมเท้าแล้วยังหาซื้อรองเท้าสุขภาพแบบดีๆ เลยสำหรับเดินทางใหม่ด้วย ราคาแพงหูฉี่พอกัน สำหรับการเดินทางครั้งนี้มีเรื่องให้คุณหมอกังวลนิดหน่อยคือ คือการเดินทางโดยเครื่องบินระยะทางไกลๆ และนั่งอยู่ในนั้นเป็นเวลานานอาจจะมีผลต่ออาการบาดเจ็บของเท้าได้ ดังนั้นต้องเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง และพยายามยกเท้าให้สูงอย่านั่งห้อยเท้า  บี๋สัญญากับคุณหมอว่าพร้อมจะทำตามทุกคำแนะนำค่ะ

หลังจากฉีดยาอาการเจ็บเท้าค่อยๆ ดีขึ้น ทำให้มีความหวังอีกครั้ง แต่ยังไม่หายสนิท จนกระทั่งวันเดินทางมาถึง ในใจยังกังวลอยู่กลัวว่าถ้าไปเจ็บปวดในต่างแดน แล้วจะทำยังไงดี แต่นาทีนี้แล้วถอยไม่ได้เป็นไงเป็นกัน คิดเสียว่าถ้าเจ็บขึ้นมาก็ดีสิหมอที่ต่างประเทศเก่งเยอะจะได้รู้ไปเลยว่าเป็นอะไรกันแน่ คิดในแง่บวกปลอบใจตัวเองไว้ก่อนค่ะ

การเดินทางบนเครื่องบินอันแสนยาวนาน หลายชั่วโมง ยังรู้สึกปวดเท้านิดๆ  แต่ทันใดนั้นปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินไปถึงสนามบินที่โน้นรู้สึกว่าอาการเจ็บเท้าค่อยๆดีขึ้น และหายสนิทเป็นปลิดทิ้งในวันถัดมา หายไปเลยแบบไม่ทิ้งร่อยรอยใดๆ ให้เห็นว่าเคยเจ็บเท้าแทบตายมาก่อน เหลือเชื่อจริงๆ สามารถเดินได้เป็นวันๆ อย่างไม่รู้สึกเจ็บหรือเมื่อยเลยแม้แต่น้อย ทำให้การเดินทางครั้งนี้ประสบผลสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีค่ะ

หลังจากเดินทางกลับจากต่างประเทศคุณหมอได้นัดให้ไปพบอีกครั้งเพื่อจะดูอาการ แต่ชะล่าใจ เห็นว่าหายดีแล้วเลยไม่เห็นความสำคัญกับวันที่นัดไว้ ดังนั้นจึงโทรไปขอเลื่อนวันนัดออกไปอีก 1 อาทิตย์เพื่อจะเดินทางไปเที่ยวเขาสก สุราษฎร์ธานีกับเพื่อนๆ ระหว่างที่อยู่เขาสกได้ไปเดินป่าที่อุทยานแห่งชาติเขาสก ปรากฏว่าเดินไปได้สักพักหนึ่งรู้สึกว่าขาข้างขวาที่เคยมีปัญหา หนักมาก ก้าวขาไม่ออก และที่สำคัญคือน่องบวม โตและตึงมาก สังเกตความแตกต่างระหว่างน่องขวาและน่องซ้ายอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เดินต่อไปไม่ไหว พอกลับมาถึงที่พักได้เข้าสปาเพื่อนวดและประคบขาที่บวมคิดว่าน่าจะการนวดน่าจะช่วยให้อาการทุเลาลงได้บ้าง แต่ไม่เลยน่องยังบวม ตึง โตอยู่เหมือนเดิม พอกลับจากเขาสกรีบไปหาหมอ พอเล่าให้หมอฟังว่าน่องบวมและโตมากทำให้คุณหมอเอะใจขึ้นมาทันทีว่าน่าจะไม่ใช่อาการเอ็นอักเสบแล้ว เพราะดูจากสภาพน่าจะเกี่ยวข้องกับการไหลเวียนของเลือด หลอดเลือดหรือเส้นเลือดมากกว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นคุณหมอจึงส่งตัวให้ไปทำอัลตราซาวด์ที่ขาเป็นการด่วน และแล้วก็ถึงบางอ้อค่ะ โปรดติดตามอ่านต่อตอนที่สองนะคะ ขอจบตอนที่หนึ่งไว้เท่านี้ก่อนค่ะ