อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจสายการบิน

 

               

 

   

           

                หลังจากจัดการกับสัมภาระเสร็จแล้ว  ฉันกับนิดรีบเข้านอน เหมือนกับวันนี้ทั้งวันยังไม่ได้นอนเลย  ฉันตั้งโทรศัพท์ปลุกตอนตี 4 กันพลาด

                เราหลับกันไปแค่ชั่วอึดใจเดียว  โทรศัพท์ก็ปลุกเสียแล้ว ต้องงัวเงียกันมาอาบน้ำแต่งตัว  Kitty  โทรเข้ามาถามว่าเราตื่นหรือยัง อีกประเดี๋ยว D.K. จะมารับไปสนามบิน  เราไม่อยากให้ D.K. ลำบาก เลยพยายามลากกระเป๋าลงมาข้างล่างด้วยตัวเอง  พอเขามาถึงจะได้ไปกันเลย  แต่ด้วยความงัวเงีย หรือซุ่มซ่ามก็ไม่แจ่มชัด  ฉันก้าวพลาดตรงบันได หวิดหัวทิ่มดีว่ากระเป๋าค้ำไว้ และคว้าราวบันไดทัน ผลคือ ข้อเท้าแพลงพอให้ทรมานก่อนอำลาอัสสัม

 

                ไม่มีใครรู้ว่า เวรกรรมของเรายังไม่หมด มีเรื่องใหม่ ๆ  ให้ต้องเผชิญที่ทำให้อาการเท้าแพลงเกือบถึงขั้นวิกฤติ

                D.K. มาถึง เช้านี้เราออกจะมีความสุขเป็นพิเศษที่จะได้กลับบ้าน  D.K. ขับรถพาชมเมืองกวาฮาตีที่เงียบเชียบ ปราศจากรถราและผู้คน  ก็ยังไม่ตีห้า  ใคร ๆ  เขาก็ยังหลับกันอยู่ทั้งนั้น  เราขับรถข้ามสะพาน เห็นแม่น้ำพรหมบุตรในม่านหมอกของฤดูหนาวทอดยาวไปไกล

                ไม่ถึง 40 นาที  เราก็มาถึงสนามบิน  เราร่ำลากันด้วยความหวังว่าจะได้พบกันอีกในเร็ววัน  ฉันกับนิดเข็นกระเป๋าเข้าสนามบิน หันกลับมา D.K. ยังยืนมองอยู่ที่เก่า เราโบกมือลากันเป็นครั้งสุดท้าย

 

                เราเช็คอิน โหลดกระเป๋า ดูทุกอย่างราบรื่นไปหมด สัมภาระของเราจะถูกขนย้ายโดยอัตโนมัติ ไปสู่เครื่องที่เราจะไปต่อที่โกลกัตตา  ซึ่งเท่ากับว่าเราสะดวกสบายขึ้น ไม่ต้องขนสัมภาระจากสนามบินท้องถิ่น ไปที่สนามบินนานาชาติ  การเดินทางโดยใช้สายการบินเดียวกัน ก็จะสบายเวลาต่อเครื่องอย่างนี้เอง ...

 

                เราเข้ามานั่งรอเวลาประตูเปิด พลันสายตาก็เห็นบอร์ดตารางการบินที่เป็นเที่ยวบินของเรา เลื่อนตัวเลขลงเป็น 8.30 น.  ล้าช้าไป 1.30 ชม. 

                พนักงานที่เคาน์เตอร์เดินมาหาเรา ขอบอร์ดดิ้งพาสของเราไป พร้อมข้อเสนอใหม่ว่า จะให้เราบินไปลงเดลีแทนโกลกัตตา  แล้วต่อเครื่องเที่ยว ประมาณบ่ายๆ  เพราะกลัวว่าเที่ยวบินไปโกลกัตตาจะทำให้เราไม่ทันเครื่องบินไปกรุงเทพ ฯ ตอน 11 โมง  พวกเขาพยายามจะเปลี่ยนเที่ยวบินให้อยู่สักพัก ก็กลับมาบอกว่าไม่สามารถทำได้  เพราะข้อมูลทุกอย่างของเราอยู่ที่โกลกัตตา และเชื่อมการเชื่อมโยงไม่สำเร็จ

                อย่างไรก็ตาม  เจ้าหน้าที่สายการบินบอกเราว่า พอเครื่องจอดที่โกลกัตตา จะมีเจ้าหน้าที่มารับเราไปยังสนามบินนานาชาติโดยวิธีลัด และคิดว่าเราจะยังไปทันเครื่องเที่ยว 11 โมง อยู่  ซึ่งจริง ๆ  ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น  บิน 8.30  ใช้เวลาชั่วโมงกว่า ๆ   10 โมง เราก็น่าจะอยู่ที่สนามบินนานาชาติที่โกลกัตตาแล้ว

                ถ้าจู่ ๆ  ตัวเลขความล่าช้าของเที่ยวบินไม่หล่นลงไปที่ 9.00 น.

 

                เราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากไปโกลกัตตา  แต่ก็ยังใจชื้นว่าจะมีคนมารับไปในเส้นทางลัด มีคนอเมริกันคนหนึ่ง ต้องอยู่ในชะตากรรมเดียวกับเรา คือบินไปโกลกัตตา แล้วต่อไปสุวรรณภูมิเหมือนเรา

                ฉันคิดว่าบิน 9 โมง  มีสิทธิลุ้นอยู่เหมือนกัน  แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น  เครื่องบินลำใหญ่มาก ผู้โดยสารวันนั้นหลายร้อย  เพราะบินวนรับมาจากหลายเมือง  เวลาลงมีทางลงแค่ประตูเดียว  พอเครื่องลงจอดก็มีประกาศของสนามบินให้ผู้โดยสาร 3 คนที่จะไปกรุงเทพ ฯ ไปพบเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน  แทนที่จะมีเจ้าหน้าที่มารับอย่างที่คุยกันไว้

 

                ระยะทางจากสนามบินท้องถิ่นไปนานาชาติ แม้จะแค่ 500 เมตร  แต่เวลารีบ ๆ  และต้องไปให้ทันเวลาก็ทำให้เราแทบกระอัก  หลังจากวิ่งจากเครื่องบิน ออกมาถึงถนนก็หมดแรงวิ่ง เท้าที่แพลงเริ่มปรากฏอาการ  นิดก็กำลังจะเป็นลม  ฉันเลยเรียกแท็กซี่ให้ซิ่งสุดชีวิต  เขาคิดเงิน 50 รูปี  ต่อให้คิด 100 รูปีก็จะจ่าย

 

                เมื่อไปถึงสนามบินนานาชาติ  รปภ. เห็นความรีบร้อนของเราที่แสดงตั๋วสายการบินให้ดู  ต่างรีบปล่อยเราเข้าไป  พร้อมชี้ทางให้รีบ ๆ  อีก  ไม่มีการตรวจอะไรเราเลย  พอไปถึงเจ้าหน้าที่กลับบอกว่า เราบินไม่ได้  แม้ประตูจะยังไม่ปิด  แต่เขาไม่สามารถขนสัมภาระของเราออกมาจากเครื่องบินท้องถิ่นทัน

 

                อาการเข่าอ่อน และลมออกหูเป็นอย่างไรในเวลาเดียวกัน  ฉันเป็นมาแล้ว  ที่จริงเขาแค่ประกาศว่าเราบินไม่ได้  เราก็จะเข้าใจตั้งแต่สนามบินท้องถิ่นแล้ว  ไม่ใช่ปล่อยให้เราดิ้นรน วิ่งมาเหนื่อยแทบตาย แล้วบอกว่าบินไม่ได้แบบนี้  ไหนบอกว่าจะมีเจ้าหน้าที่ไปรับเราที่เครื่อง ไม่เห็นใครสักคน

 

                พนักงานคนนั้นบอกว่า สายการบินตกลงว่าไม่ให้เราบิน จึงไม่มีใครไปรับ แต่จะจัดตั๋วการบินไทยให้เราบินคืนนี้ตอนตีหนึ่งแทน  ตอนนี้ขอให้เรานั่งพัก ใจเย็น ๆ  ก่อน

                ฉันยังไม่หยุดโวยวาย  เพราะตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ยังไม่ได้กินอะไรสักอย่าง  อาการโมโหหิวผสมโมโหง่วงเริ่มปรากฏอีกครั้ง  ตอนรอเครื่องที่สนามบินกวาฮาตีก็เช้าเกินจะมีร้านรวงเปิด  ที่นั่นฉันเห็นร้านหนึ่งมองไกล ๆ  คล้ายร้านเบอร์เกอร์คิง เลยชวนนิดไปดู เผื่อมีอะไรกินได้  พอเดินไปใกล้ ๆ  กลายเป็นสายการบินคิงพิชเชอร์ไปเสียนี่  เกือบกินสายการบินเขาไปแล้วเรา !

 

                เจ้าหน้าที่คนเดิมบอกให้ฉันนั่งรอกระเป๋าที่มีคนกำลังไปเอามาให้ ประเดี๋ยวจะหาอะไรให้กิน  พอดีมิสเตอร์มาร์ค ชาวอเมริกันผู้ร่วมชะตากรรมวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพอดี  เขาถามฉันว่ามาอย่างไร ทำไมเร็วนัก   ฉันบอกว่านั่งแท็กซี่มา  ส่วนเขานั้นวิ่งมา ...  มิสเตอร์มาร์คโวยวายยิ่งกว่าฉันอีก  เราจึงร่วมมือกันได้อย่างดี

                เจ้าหน้าที่บอกให้เราใจเย็น ๆ  เธอจะจัดการทุกอย่างให้ตามมาตรฐาน  ตอนนี้ให้รอกระเป๋าก่อน  แล้วเธอก็เชิญเราทั้งหมดไปที่ร้านกาแฟในล็อบบี้ของสนามบิน ให้เราสั่งอะไรกินตามสบายโดยไม่ต้องจ่ายเงิน  แต่เราเหนื่อยเกินจะกินอะไรลง

                มิสเตอร์มาร์ค และนิด ดื่มกาแฟคนละแก้ว  ส่วนฉันขอเป็นชานม  และเป็นคนเดียวที่ไปตักเค้กมากินซะจนหายแค้น

 

                เกือบชั่วโมง เจ้าหน้าที่ผู้ชายนำกระเป๋ามาให้เรา  เจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนที่เจรจากับเรามาพร้อมตั๋วการบินไทย และเอกสารการจองโรงแรมที่พักที่อยู่ใกล้ ๆ  สนามบิน พร้อมคูปองอาหาร กลางวัน และเย็น ....

                เธอพาเรามาที่แท็กซี่สนามบิน  แล้วก็ปล่อยให้เราไปผจญชะตากรรมกันตามลำพัง ... จนกว่าจะถึง 5 ทุ่ม ที่เราต้องกลับมาที่สนามบินแห่งนี้อีกครั้ง ...