ตินซูเกีย ... ยิ่งสูงยิ่งหนาว

 

                มาเฆริต้าอยู่ในเขตตินซูเกีย จังหวัดที่อยู่เหนือสุดของรัฐอัสสัม อากาศในหน้าหนาวเย็นเยือก  คืนนี้ที่บ้านรับรองของกรมตำรวจ  ฉันกับนิดร่างสนธิสัญญาเฉพาะกิจขึ้นมาระหว่างกันว่า เราจะไม่อาบน้ำ เพราะไม่มีที่ทำน้ำอุ่น แค่แปรงฟันก็รู้สึกเหมือนฟันจะหลุดออกจากปากอยู่แล้ว

 

                ฉันยกผ้าห่มของฉันให้นิด  ส่วนตัวเองขดตัวอยู่ในถุงนอนอุ่นสบาย  เวลาเดินทางฉันมักพกถุงนอนไปด้วยเสมอ ๆ  เพราะมักจะแพ้ผ้าห่ม ผ้าปูเตียง ที่ซักด้วยการใช้สารเคมีต่าง ๆ   บางทีก็ไม่สะอาด  ทางที่ดีคือ นอนในถุงนอนของตัวเอง ไม่แปลกกลิ่น แถมยังปลอดภัยอีกต่างหาก

 

                รุ่งเช้าสนธิสัญญาเมื่อคืนยังคงมีผลบังคับ  เพราะอากาศหนาวเย็นยิ่งกว่าเมื่อวาน  เราล้างหน้า แปรงฟัน และขนกระเป๋าไปขึ้นรถ  จากนั้นไปนั่งพ่นควันออกจากปากเล่นที่ห้องอาหาร รอชา และอาหารเช้า  โอลิเวอร์ ดร.บุสปะ ทยอยกันมา  เหลือแต่คนจีนที่ยังเงียบอยู่  โอลิเวอร์เริ่มบ่นว่า คนจีนนั้นอยู่คนเดียว ไม่ต้องแชร์ห้องน้ำกับใครยังช้าอีก  ดูโอลิเวอร์ไม่ยอมจะประนีประนอมกับคนจีนเท่าไหร่นัก

 

                ฉันต้องเดินไปเคาะประตูเรียกคนจีนมากินอาหารเช้า  เธอออกมาเปิดประตูด้วยสภาพงัวเงีย ...  เธอยังนอนไม่ตื่น !  ในขณะที่ทุกคนกำลังจะเดินทาง ...

 

                เช้านี้ เราต้องเดินทางไปซาดิยา (Sadiya) ซ้ำต้องใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง  ซาดิยาเป็นหมู่บ้านรวมเผ่าของชนกลุ่มน้อย อยู่ทางเหนือขึ้นไปอีก  วันนี้จะมีงานสัมมนาวันแรก เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยในภาค เหนือ  ดร.บุสปะต้องไปเป็นประธานเปิดงาน  กำหนดการคือ 9 โมงครึ่ง          

  

                เมื่อคืนก็คุยกันเรียบร้อยแล้วว่า เดินทาง 7 โมง  6.30 อาหารเช้า  ดูเหมือนทุกคนเข้าใจดี  กว่าคนจีนจะเรียบร้อยออกมาจากห้องก็เกือบ 7 โมง  อาหารเช้ายังไม่ได้กิน แทนที่จะรีบ ๆ  กิน  เธอกลับมีเรื่องใหม่ของเธอ คือ จะขอสัมภาษณ์ ดร.บุสปะ เพราะเห็นว่าจะไม่มีเวลาสัมภาษณ์แล้ว  ดร.บุสปะแจ้งว่า ต้องรีบเดินทางมีอะไรค่อยคุยกันในรถ  ฉัน นิด โอลิเวอร์ ขึ้นไปนั่งรอบนรถด้วยความเซ็งสะสม  อุตส่าห์ตื่นแต่เช้า  เพื่อมานั่งหลับรอคนตื่นสาย 

                ถ้าเป็นความผิดครั้งแรก คงมีการให้อภัยมากกว่านี้  แต่นี่เป็นการล่าช้า และไม่รู้กาลอันควรไม่ควรครั้งที่เท่าไรก็จำไม่ได้แล้วของเธอ  แถมไม่มีการขอโทษสักคำ

 

                ฉันบอกนิดว่าอีกวันเดียว คืนนี้ก็กลับแล้ว ...  แต่จริง ๆ  น่าจะเป็นการบอกตัวเองมากกว่า  ฉันฆ่าเวลา (อีกแล้ว) ด้วยการโทรศัพท์หา D.K. แจ้งกำหนดกลับและเวลาให้เขาทราบ  เขาจะมารับเราที่สถานีขนส่ง พรุ่งนี้เช้า

 

                เราไปไม่ถึงหมู่บ้านซาดิยาตามกำหนดการ อากาศที่หนาวเย็น และฝนที่โปรยปรายลงมา ทำให้ขบวนฉิ่ง ฉาบ กรับ กลอง ที่มาตั้งแถวต้อนรับหนาวสั่น  ต้องล่าถอยไปตอน 9 โมง  เพราะได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ว่าเราจะไปถึงช้า  ใกล้ถึงเมื่อไหร่ ดร.บุสปะจะโทรแจ้งไปอีกที

                ในรถกระป๋อง หนาวยะเยือก ทั้งจากลมฝน และลมหนาว  มือฉันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วง และปวดแปลบ  ทำอย่างไรก็ไม่หาย  สุดท้ายต้องอาศัยมือเพื่อนร่วมทางช่วยกันจับไว้ให้ไออุ่น ... ดร.บุสปะหันมาดูพวกเรา 4 คน นั่งกุมมือกันมั่นคงอยู่ท้ายรถด้วยความสงสัย  กำลังรู้สึกอุ่นสบายก็ถึงประตูทางเข้าหมู่บ้านพอดี

 

 

                ชาวบ้านแต่งตัวเต็มยศ ตั้งแถวนั่งคุกเข่ารอต้อนรับ เสียงกลอง ฉิ่ง ฉาบ และแตร ดังกระหึ่ม  ขบวนแห่แหนนำพวกเราเข้าสู่สนามฟุตบอลของโรงเรียนประจำหมู่บ้าน เพื่อทำพิธีต้อนรับที่หน้าเสาธง

 

 

                เราพบท่านรัฐมนตรีพูกอนที่นี่อีกครั้ง และยังพบกับนักธุรกิจที่สนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มไทอาหมคนสำคัญด้วย  อากาศหนาวเย็นเข้าไปถึงหัวใจ และตับ ไต ไส้พุง ขนาดใส่เสื้อกันหนาวเต็มที่แล้วยังไม่วายปากคอสั่น  เด็ก ๆ  คนเฒ่าคนแก่ที่มารายล้อมอยู่รอบสนามฟุตบอลก็หนาวสั่นไม่ต่างกัน  ฝนก็โปรย ๆ  แบบเป็นละอองฝอย ๆ  เย็นจับใจ

 

 

                พิธีการเริ่มจากการเดินวนรอบเสาธง แล้วเชิญธงไทอาหมขึ้นยอดเสา  จากนั้นเป็นการแนะนำตัวพวกเรา  โดยให้พวกเรากล่าวอะไรสั้น ๆ  เป็นการทักทายคนละนิดละหน่อย มอบผู้กามูสะ ถ่ายรูปร่วม กัน และยิ้มทักทาย จับไม้จับมือกับผู้เฒ่าผู้แก่

 

 ขบวนต้อนรับ

 

                ครูใหญ่พาเราไปยังบ้านใกล้ ๆ  เพื่อพักผ่อนและหลบฝน  เราจะอยู่ที่นี่จนบ่าย เพื่อรอพิธีการเปิดสัมมนาบนเวที

 

 

                หมู่บ้านซาดิยา  เป็นหมู่บ้านรวมหลายเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อย ที่มีมากสุดเห็นจะเป็นเผ่าชุติยา ที่ในอดีตเคยเป็นคู่ศึกของไทอาหม  แต่ปัจจุบัน คนไทอาหมพยายามเชื่อมสัมพันธ์กับกลุ่มต่าง ๆ  ที่เป็นชนกลุ่มน้อยด้วยกัน เพื่อให้การเคลื่อนไหวขอปกครองตนเองเข้มแข็งยิ่งขึ้น  ดังนั้นจึงมักมีงานทั้งทางวิชาการและวัฒนธรรมร่วมกันอยู่เสมอ

 

 

ขณะแม่เตรียมอาหารลูกสาวร้องเพลงเต้นรำให้เราดู

 

                ดร.บุสปะ จะเป็นปัญญาชนคนสำคัญที่ลงพื้นที่ภาคสนาม ขยายความเชื่อมโยงกับกลุ่มชนต่าง ๆ  โดยใช้กิจกรรมทางวิชาการและวัฒนธรรมเป็นสะพานเชื่อม  แต่ก็มักพบกับอุปสรรคเสมอ เมื่อก้าวข้ามไปสู่การสร้างความคิดเรื่องการปกครองตนเอง เพราะคนเหล่านี้มักจะพอใจในชีวิตของตนเอง ไม่คิดการใหญ่แบบคนไทอาหม ซ้ำยังกล่าวหาว่าพวกอาหมทะเยอทะยานเกินไป

 ไปที่ไหนก็ต้อนรับด้วยเหล้า

 

                ฉันคุยกับคนไทคำยังที่บ้านโพหวายมุกคนหนึ่ง  ผู้ชายคนนี้เป็นลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้าน เรียนจบปริญญาโทด้านวิศวะ ทำงานอยู่ในบริษัทอัสสัมออยล์ เขาพึงพอใจในสถานภาพของชนกลุ่มน้อยที่ยังมีวัฒนธรรมของตนเอง มีงานทำ ลูก ๆ  ได้เรียนหนังสือ หมู่บ้านสงบสุข และไม่คิดว่าชนกลุ่มน้อยจะปกครองตนเองได้ดีไปกว่าที่เป็นอยู่

              ที่นี่เราได้รับการคุ้มกันอย่างดี

 

                “ถึงอัสสัมตอนบนปกครองตนเองได้  พวกเราก็ต้องอยู่ใต้อำนาจพวกอาหมอยู่ดี จะต่างอะไรกับตอนนี้ที่อยู่ใต้อำนาจอินเดีย”  เป็นบทสรุปของเขาที่ฉันไม่กล้าเล่าให้ ดร.บุสปะฟัง  ฉันว่ามองโกลอยด์กลุ่มอื่น ๆ  ก็คงคิดแบบนี้เหมือนกัน เลยทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวปกครองตนเอง ไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าที่ควร ...

                

                ความรู้สึกของคนที่เคยเป็นใหญ่ แล้วสูญเสียอำนาจไป กับความรู้สึกของคนที่เป็นเบี้ยล่างตลอดเวลา จึงแตกต่างกันอย่างที่เห็น ...