ในการทำ...กิจใดใดร่วมกับใครสักคน...ข้าพเจ้าค่อนข้างจะใส่ใจเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยเพราะว่าอาจถูกมองว่าเป็นคนเอาจริงเอาจังและมีความตั้งใจสูงต่อ "การงาน บุคคล และสรรพสิ่ง" ที่อยู่เบื้องหน้า ณ ขณะนั้น ดังนั้น "ใจ" ที่มีจึงอาจเปรียบเสมือนเครื่องหนุนนำให้ขับเคลื่อนการกระทำไปสู่การทำการงาน...

ใจ...ค่อนข้างก่อให้เกิดเป็นพลัง...ที่สูง

หากว่าการทำงานใดใดร่วมกันได้ใช้ใจร่วมกันในการทำ ข้าพเจ้าเชื่อว่าจะก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมากมาย และกำไรที่เราได้คือ ความสุขใจ เพราะได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขร่วมกัน... หรือแม้บางครั้งอาจไม่ได้ร่วมสุข หากแต่ได้ร่วมทุกข์ ได้ยืนเคียงข้างกันไม่ทอดทิ้งกัน จับมือกันก้าวเดินตลอดเส้นทางแห่งการงาน จะทำให้ใจนี้มีพลังและใส่ใจกันและกัน

ในการทำงาน...ทุกวันนี้ จะเจอผู้คนที่ใช้ "ใจ" ร่วมกันนี้ค่อนข้างน้อย...

ดังนั้น...ข้าพเจ้าจึงมักละออกจากความคาดหวังว่าจะได้เจอบุคคลที่ได้ร่วมกันทำการงานอย่างทุ่มเทร่วมกัน...เมื่อใดก็ตามที่ได้เผลอใจไปลงทุนร่วมกับใคร โดยใช้ต้นทุนที่เรามีคือ "ใจ" แล้ว พบว่าระหว่างเส้นทางการเรียนรู้แห่งการงาน ใจนี้...ไม่ได้เป็นดั่งภาพที่เราเห็นในเบื้องต้น... ก็ค่อนข้างให้เราเซเซ...เป๋เป๋...ไปบ้าง เบาบ้างหนักบ้าง...

หากเบา...ก็มาหลักที่ตั้งไว้เร็วขึ้น

หากหนัก...ก็กว่าจะนำพาตนเองมาที่หลักก็หนัก...เอาการเหมือนกัน

แต่สิ่งหนึ่งก็เชื่อว่า...เราทำได้สามารถผ่านพ้นไปได้ ขอให้ทำเต็มที่ เต็มที่ที่ใจของเราที่มี ... เปรียบแล้วก็เหมือนการลงทุน

เช่น...มีใครคนหนึ่งใช้ใจให้นำใจมาลงทุนร่วมกัน... แต่เอาเข้าจริง ทุนของใจ ที่เขาว่าจะนำมาลงทุนร่วมกับเรานั้น กลับไม่ใช่อย่างที่เราคิดเราเข้าใจ ... แต่เราจะใช้วิธีหันกลับมาพิจารณาใจของเราแทนว่า "แล้วใจของเราล่ะเต็มที่หรือยัง"...ถ้ายังไม่เต็มที่เราก็ทำของเราต่อไป แม้ว่า "ใจ" เราอาจจะช้ำ แต่ขอให้เราใช้ "ความอดทน" ที่มีอยู่พากเพียรทำการงานในส่วนที่เป็นความรับผิดชอบของ "ใจ" เราต่อไป...จนกว่าจะเต็มที่ แล้วก็วางลงพร้อมก้าวเดินจากไปด้วยใจเบาเบา...จากการงานที่ไม่ได้มี "ใจ" ร่วมกันทำนั้น...

เมื่อเราสามารถนำพาตนไปตามสภาวะเช่นนี้ได้...

ใจเราจะเป็นการละวางลง...ด้วยใจเบาเบา อันเป็นใจแห่งความมีเมตตา ที่ไม่ได้เจือปนด้วยความขุ่นมัว ไม่พอใจใดใด...

อดทน...ตั้งใจ และใช้ใจในส่วนที่เหลือพากเพียรทำหน้าที่ต่อจนเสร็จ

การที่จะรู้ได้ว่า การงานนั้นเสร็จแล้ว...เราจะรู้ได้ด้วยตัวเรา

แล้วเราจะก้าวเดินผ่านไปได้ด้วยใจเบาเบา...อย่างเข้าใจและขอบคุณต่อบุคคล เรื่องราว และเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตในห้วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

 

ไม่เห็นแก่ตัว...

ไม่เห็นแก่ตัว ผลก็รั่ว รดผู้อื่น

ไม่ต้องฝืน ยื่นหยิบให้ ได้เสมอ

ไม่เท่าไร ในโลกเกลื่อน ด้วยเพื่อนเกลอ

เป็นโลกเลอ ล้นลาภ อาบไมตรีฯ

 

ไม่เป็นแก่ตัว ก็เมตตา ขึ้นมาเอง

รู้ยำเกรง รู้ใช้ธรรม นำวิถี

ไม่อาจฆ่า ไม่อาจลัก ไม่ล่วงประเวณี

ไม่หลอกลวง และไม่มี ที่เมามายฯ

 

ไม่เห็นแก่ตัว ก็หมดตัว จะยึดถือ

นั่นแหละคือ หมดมูลเหตุ กิเลสหาย

ไม่อาจโลภ- โกรธ-หลง คงใจกาย

สะอาด-สว่าง- สงบได้...ฝ่ายนิพพานฯ

"สิริวยาส" (พุทธทาสภิกขุ)

แห่ง...สวนโมกขพลาราม