รู้อะไรไม่สู้รู้อย่างไร?

สังเกตไหมครับว่าปีนี้แทบไม่ได้เจอหนาวเลย สัมผัสอากาศเย็นๆสบายๆเสียมากกว่า อ้าว!ลม หนาวมันหายไปไหนเสียละครับ หนาวสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนหรอกนะ ตอนที่ผมเด็กๆลมหนาวเหน็บจากไซบีเรียมาแต่ละทีเยือกเย็นเหน็บไปถึงกระดูก ผิวหนังหน้าตาแตก ประหยัดน้ำได้พอสมควร ที่มาของ7วันอาบน้ำหนเดียวก็มาจากเรื่องนี้ เดือนกุมภาฯชาวนาเกี่ยวข้าว ยังต้องเผชิญกับน้ำหมอกที่เย็นเฉียบ ลมทุ่งยังขนาดนี้บนภูเขาไม่ต้องพูดถึง แต่ก็อีกนั่นแหละ ปีที่แล้วครูอึ่งกับอุ้ยสร้อยพาไปเที่ยวดอยอินทนนท์ วันนั้นแดดจ้าถอดเสื้อผ้าถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานไว้ด้วย ตอนที่ไปประเทศจีนเขาบอกหนาว ก็ไม่เจอหนาวอีก ไปอิหร่านหอบเสื้อหนาวไปปะเลอะปะเต๋อ ก็ไปเจอแค่อากาศเย็นไม่ถึงกับหนาว ..หนาวสมัยนี้มันเป็นยังไงนะ อิ อิ..

ผมเป็นคนขี้ร้อน อวัยวะต่างๆดูจะร้อนกว่าคนอื่น ชอบหนาวแต่มาอยู่ในถิ่นร้อนก็ต้องรับสภาพไป หมอเจ๊แนะนำให้ปรับเรื่องการกิน ดื่มน้ำ อาหารรสเค็มรสจัด น้ำมันที่ปรุงอาหาร มีข้อแนะนำจากหลายสำนัก ก็พยายามเรียนรู้กับตัวเอง ส่วนหนึ่งก็ได้จากยาป้าจุ๋ม เช่น ฟ้าทะลายโจรเม็ด คุณสมบัติเป็นยาเย็น แต่กินประจำก็ไม่ดีอีกนั่นแหละ นอกจากนั้นก็เอาสมุนไพรสดมาปั่นเป็นคอร์โรฟีลดื่มตอนเช้า มีน้ำเสาวรส น้ำผลไม้อื่นๆเป็นของแถมในยามบ่าย กินข้าวต้มตอนเช้า ข้าวสวยตอนเย็น ลดเนื้อสัตว์ใหญ่ เหลือเพียงเนื้อปลาอย่างเดียว เสริมด้วยผลไม้มากขึ้น กล้วยหอมกล้วยน้ำหว้ามะละกอสุกปลูกที่นี่รสจะหวานมาก ไม่เหมือนกล้วยเล็บมือนางที่หวานอร่อยพอดี สรุปว่า..คงค้นหาเรื่องพอดีให้เจอความพอดีแล้วจะดีเองใช่ไหมละครับ

หาเรื่องทำสนุกๆมาทดลอง เช่น เอาเมล็ดน้ำเต้า เมล็ดมะขาม เมล็ดเหรียงฯลฯมาเพาะแบบถั่วงอก แล้วเอาต้นอ่อนมาผัดกินกับข้าวต้ม ผักพื้นเมืองและสมุนไพรที่มีอยู่เอามาปรุงเมนูที่เหมาะกับพุงตนเอง เช่น เอามาผัด แกงจืด แกงเรียง ยำ

เท่าที่สำรวจดูปัจจัยมีพร้อมมูลเพราะสะสมไว้มาก ไปสุราษฎร์เที่ยวนี้เจอผักพื้นถิ่น เช่น ผักกาดนกเขา และพืชล้มลุกที่เป็นสมุนไพรช่วยให้ท้องไส้ระบายง่าย พระอาจารย์Handyถอน ใส่ถุงมาให้ปลูก แต่มาเทียบเคียงกับที่นี่แล้วก็มีอย่างเดียวกันตามที่เล่าฮูบอก เพียงแต่เราไม่รู้จักไม่เคยกินเท่านั้นเอง การเรียนรู้สายตรงอย่างนี้ดีจริงๆ “รู้แล้วเจี๊ยะ” ช่วยลดที่อัตราที่อุ้ยสร้อยบอกเรื่องการรู้แบบหางอึ่งได้หน่อยหนึ่ง เกิดเป็นคนถ้าไม่สนุกกับการเรียนรู้นับว่าน่าเสียดาย “รู้อะไรไม่สู้รู้อย่างไร?”

มนุษย์เราอยู่กับความเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายตลอดเวลา การยึดมั่นถือมั่นอาจจะเหมาะกับบางเรื่องบางสถานการณ์ ถ้าไม่เปิดใจรับไม่พร้อมที่จะเป็นผู้เรียน เราก็จะตกอยู่กับวังวนของความอีหลักอีเหลื่อ ถ้าจะบอว่าซื่อเบื้อถาวรก็เกินไป เพราะพวกแซ่เฮมีDNA.พิเศษ คือการกระหายใคร่เรียนรู้ ทำให้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าสังเกตจะเห็นหน่ออ่อนของสติปัญญาแตกติ่งออกมาหลายสาขา ต่อๆไปอาจจะรวมเป็นตำราขึ้นมาก็ได้

พูดถึงความหลากหลายความเปลี่ยนแปลงที่สวนป่าชัดมาก ต้นเหรียงที่ทิ้งลูกโม่งมาเกลื่อนพื้น บางต้นกำลังติดฝักมากกว่าทุกปี แต่ต้นโตที่อยู่ข้างอาคารหลังใหญ่ไม่มีทั้งลูกโม่งและฝัก ปีนี้จะเก็บเมล็ดไว้เพาะแข่งกับพระอาจารย์Handy เพาะ ต้นโตเท่าหลอดกาแฟแล้วจะเอาตาสะตอมาเสียบ ยังมีต้นประดูแดง ปลูกไว้หลายสิบปี ต้นโตๆแต่ไม่ออกดอกสะพรั่งเหมือนที่อื่น มาปีนี้ต้นโตหน้าอาคารกำลังทิ้งใบ แทงยอดดอกออกมามากมาย น่าจะบานสวยๆในช่วงปลายเดือนมกราคม

เมื่อเช้าสังเกตต้นสะเดาตรงชานบ้าน

หลังจากผ่านการทิ้งใบจนเกลี้ยงต้น

ตอนนี้แตกช่อตูมมีใบอ่อนแซมประปราย

ถ้าจิ้มน้ำปลาหวาน..ช่อละคำ..คำละช่อ..ก็เจี๊ยะ

นึกแล้วขำ..จะมาดวลสะเดาพันธุ์แห้วเที่ยวที่แล้ว

ตอนนี้มีไม่อั้น ใช้คีมเก็บผลไม้ด้ามยาวสอยลงมา

จะกินกี่ช่อก็ ฉับๆๆ..ตามต้องการ

ตั้งหม้อไฟฟ้าให้น้ำร้อนเดือดปุดๆบนโต๊ะ

สอยมาปุ๊บก็หย่อนลงลวก

เราก็จะได้ชิมยอดสะเดาลวกสดๆอร่อยที่สุดในโลก

“ความสุข” ถ้าหาไม่เป็นก็ไม่เจอหรอกนะ

จะไปเจอ”ความทุกข์” ที่แปลกปลอมตัวมา

วิชาแสวงหาความสุขอย่างง่ายๆอยู่ที่ไหน?

น่าจะช่วยกันค้นหาดีไหมครับ?


จบข่าว แคว๊กๆๆ..