สวัสดีครับ พ.ต.ท.สุพจน์ มัจฉา สวป.สภ.พาน เชียงราย รายงานตัวครับผม
นับจากวันนี้ไปเหลืออีกเพียง 12 วันเท่านั้นก็จะถึงปีใหม่ 2553 แล้ว เร็วจริงๆ เลยนะครับ วันเดือนปีที่ผ่านไปเหมือนมีปีกติดจรวดยังไงยังงั้น บางคนก็อยากให้ถึงซะที แต่บางคนอยากให้มีปีนี้อยู่อีกนานเท่านาน นานาจิตตังครับเรื่องแบบนี้ แต่ที่แน่ๆ ใครมีหน้าที่อะไรก็จงรีบทำซะ วันเวลาไม่เคยคอยท่าใคร
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2552 ผมนำเรื่องราวเกี่ยวกับยศตำรวจมาบอกปรากฏว่าได้รับการตอบรับพอสมควร ขอบคุณมากเลยนะครับที่ข้อเขียนของผมพอจะมีหรือเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านอยู่บ้าง แล้ววันนี้วันหยุดมีเวลาว่างอยู่กับบ้านก็จะขอนำเรื่องราวเกี่ยวกับตำรวจมาฝากกันอีกเรื่องหนึ่ง รวมถึงได้แง่คิดว่าตัวเองเป็นตำรวจ เพราะฉะนั้นย่อมรู้เรื่องนี้ดีกว่าคนอื่น เป็นไปได้ไหมที่ต่อไปข้อคิดข้อเขียนจะเน้นไปทางด้านนี้เป็นหลัก นี่ ถามตัวเองแบบนี้เมื่อคืน ถามปั๊บได้คำตอบปุ๊บเลยว่า “เอาเลย” เพราะถ้าจะว่าไปแล้วเรื่องราวเกี่ยวกับตำรวจนี่เขียนเป็นปีก็ยังไม่หมด ดีครับจะได้มีเรื่องมาเขียนมาบอกกันทุกวัน (ถ้าว่างนะ)
เรื่องที่จะเขียนบอกกล่าวกันในวันนี้เป็นไปตามหัวเรื่องที่จั่วไว้ครับนั่นก็คือ “ตำแหน่งของตำรวจ” เป็นอย่างไรติดตามผมมาเลยครับ แอ่นแอ๊น
ท่านที่รักครับ กฎหมายตำรวจที่ใช้อยู่ปัจจุบันคือ “พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547” มีผลบังคับใช้ตั้งวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นมา ซึ่งกำหนดเรื่องราวต่างๆ ของตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจหน้าที่,การจัดระเบียบราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ,ยศ,ตำแหน่ง,เงินเดือน ฯลฯ ครอบคลุมทุกอย่างเลยก็ว่าได้ โดยเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจผมจะทยอยเล่าให้ฟังวันหลัง แต่วันนี้มาเข้าเรื่องที่บอกไว้ก่อนดีกว่าครับ
ปัจจุบันตำรวจเรากำหนดตำแหน่งไว้ 13 ตำแหน่งเรียงลำดับจากใหญ่ไปหาเล็กดังนี้ครับ
1. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
2. จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
3. ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
4. ผู้บัญชาการ
5. รองผู้บัญชาการ
6. ผู้บังคับการ และพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
7. รองผู้บังคับการ และพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ
8. ผู้กำกับการ และและพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ
9. รองผู้กำกับการ และพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ
10. สารวัตร และพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ
11. รองสารวัตร และพนักงานสอบสวน
12. ผู้บังคับหมู่
13. รองผู้บังคับหมู่
ทั้ง 13 ตำแหน่งที่พูดถึงนั้นเป็นตำแหน่งหลักครับ แต่ยังมีตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นด้วยในบางหน่วยงาน ซึ่ง ก.ตร. หรือคำเต็มเรียกว่า “คณะกรรมการตำรวจ” จะเป็นผู้กำหนดโดยเทียบกับตำแหน่งหลักที่พูดถึงนี้ว่าเป็นตำแหน่งใด เช่น พนักงานสอบสวน (สบ 4) เทียบได้กับตำแหน่งผู้กำกับการ , ที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบได้กับตำแหน่งจเรตำรวจและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น รายละเอียดเรื่องนี้ท่านใดสนใจสามารถเปิดอ่านได้ที่นี่ครับ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2548/00169404.PDF
ต่อไปผมขอแนะนำเรื่องยศของแต่ละตำแหน่งครับว่าตำแหน่งเหล่านี้มียศอะไรกันบ้าง เรื่องนี้ใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 กำหนดไว้ดังนี้ครับ
1. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มียศเดียวครับคือ พลตำรวจเอก
2. จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยศพลตำรวจโทถึงพลตำรวจเอก
3. ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยศพลตำรวจโท
4. ผู้บัญชาการ ยศพลตำรวจตรีถึงพลตำรวจโท
5. รองผู้บัญชาการ ยศพลตำรวจตรี
6. ผู้บังคับการ และพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ยศพันตำรวจเอก(พิเศษ) ถึงพลตำรวจตรี (ผมขอทำความเข้าใจคำว่ายศ “พันตำรวจเอก(พิเศษ)” อีกนิดหนึ่งนะครับ คืออันที่จริงยศ “พันตำรวจเอก(พิเศษ)” นี่ไม่มีหรอกแต่เป็นภาษาปากที่ใช้พูดกัน สำหรับยศจริงๆ ก็คือพันตำรวจเอกนั่นแหละแต่เป็นพันตำรวจเอกที่ได้รับอัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก(พิเศษ) ครับผม)
7. รองผู้บังคับการ และพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ ยศพันตำรวจเอก(พิเศษ)
8. ผู้กำกับการ และและพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ ยศพันตำรวจโทถึงพันตำรวจเอก
9. รองผู้กำกับการ และพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ ยศพันตำรวจโท
10. สารวัตร และพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ ยศร้อยตำรวจเอก,พันตำรวจตรี,พันตำรวจโท
11. รองสารวัตร และพนักงานสอบสวน ยศร้อยตำรวจตรี,ร้อยตำรวจโท,ร้อยตำรวจเอก
12. ผู้บังคับหมู่ ยศสิบตำรวจตรี,สิบตำรวจโท,สิบตำรวจเอก,จ่าสิบตำรวจ,ดาบตำรวจ
13. รองผู้บังคับหมู่ ไม่มียศครับแต่ให้แต่งตั้งจากตำรวจชั้นพลตำรวจ
อ่านมาถึงตรงนี้หลายท่านอาจจะงงๆ ว่า เอ้า หลายตำแหน่งมียศตั้งหลายยศแล้วจะรู้ได้ไงล่ะครับว่ายศนั้นเป็นตำแหน่งอะไรกันแน่ ผมจะเฉลยให้ฟังต่อ แต่จะพูดเฉพาะตำแหน่งที่มีหลายยศนะครับ เช่น จเรตำรวจแห่งชาติ,รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติซึ่งมียศตั้งแต่พลตำรวจโทถึงพลตำรวจเอก คือเป็นแบบนี้ครับ ตำแหน่งที่ว่ามียศนั้นถึงยศนี้นี่น่ะเป็นเรื่องของการแต่งตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งสูงน่ะครับว่าถ้าจากตำแหน่งนี้จะเลื่อนหรือรับตำแหน่งสูงขึ้นต้องมียศไม่น้อยกว่ายศไหน ถ้ายศไม่ถึงหรือน้อยกว่าก็แต่งตั้งไม่ได้ เช่น ผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติหรือรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้นจะต้องมียศพลตำรวจโทเสียก่อน (นี่ยังไม่รวมถึงระยะเวลาในการครองตำแหน่ง,อัตราเงินเดือน ฯลฯ อีกจิปาถะนะครับ) ถึงจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้ได้ ตำแหน่งอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อผู้ใดมีคุณสมบัติครบแล้วไม่ว่าจะเป็นยศ,เงินเดือน,ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งที่ผ่านมา ฯลฯ รวมถึง....... (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) และผู้บังคับบัญชาเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นก็จะแต่งตั้งครับ แล้วทีนี้วงการตำรวจเราน่ะในเวลาแต่งตั้งนั้นทั้งยศ,ตำแหน่ง,เงินเดือน,ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งที่ผ่านมา ฯลฯ จะครบกันหมดแล้ว (บางคนเลยมาตั้งหลายปีด้วยซ้ำไป) เมื่อแต่งตั้งเรียบร้อยแล้วสักพักหนึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็จะแต่งตั้งว่าที่ยศให้ในกรณีที่ผู้นั้นมียศต่ำกว่ายศสูงสุดของตำแหน่งนั้น เช่น พลตำรวจตรี ก.ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการก็จะได้รับว่าที่ยศเป็น “พลตำรวจโท” เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากว่ายศสูงสุดของตำแหน่งผู้บัญชาการคือ “พลตำรวจโท” นั่นเอง (ว่าที่ยศนั้นใช้กับข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรซึ่งจะต้องรอรับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศก่อนจึงจะปลดคำว่า “ว่าที่” ออกเหลือเพียงแต่ยศนั้นๆ ซึ่งผมจะพูดเรื่องว่าที่ยศให้ทราบในโอกาสต่อไป)
เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นและสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการเรื่องว่าที่ยศเสร็จแล้วเรามาดูกันต่อว่ายศที่ติดอยู่บนบ่านั้นจะเรียกตำแหน่งอย่างไร น่าสนใจนะครับจะได้เรียกได้ถูก (แต่ขอบอกไว้ก่อนนะครับว่าการเรียกตำแหน่งของตำรวจเรานั้นมักจะเรียกคำที่เป็นตำแหน่งหลักมากกว่าไม่ว่าชื่อตำแหน่งอย่างเป็นทางการของตำแหน่งที่เทียบเท่าจะเรียกอะไรก็ตาม) ซึ่งมีดังนี้ครับ
1. ยศพลตำรวจเอก คือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ,จเรตำรวจแห่งชาติ,รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
2. พลตำรวจโท คือ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการ
3. พลตำรวจตรี คือ รองผู้บัญชาการและผู้บังคับการ
4. พันตำรวจเอก(พิเศษ) คือรองผู้บังคับการ
5. พันตำรวจเอก คือ ผู้กำกับการ (ระหว่างพันตำรวจเอก(พิเศษ) และพันตำรวจเอกนี่ก็เช่นเดียวกันผมจะบอกในโอกาสต่อไปว่าดูยังไงถึงจะรู้ว่าใครเป็นใคร)
6. พันตำรวจโท คือ รองผู้กำกับการและสารวัตร
7. พันตำรวจตรี คือ สารวัตร
8. ร้อยตำรวจเอก คือ สารวัตรและรองสารวัตร
9. ร้อยตำรวจโทและร้อยตำรวจตรีคือ รองสารวัตร
10. ดาบตำรวจ,จ่าสิบตำรวจ ท่านสามารถเรียกยศได้เลยครับ เช่น ดาบตำรวจ (หรือดาบ) นั้นดาบนี้ , จ่าสิบตำรวจ (หรือจ่า) นั้นจ่านี้ สำหรับสิบตำรวจเอก,สิบตำรวจโท,สิบตำรวจตรีนั้นสมัยก่อนเขามักจะเรียกกันว่า “หมู่” ซึ่งมาจากคำว่า “ผู้บังคับหมู่” แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยใช้คำนี้กันแล้ว โดยในวงการผมจะเรียกผู้มียศนี้โดยใช้ชื่อของคนนั้นแทนไปเลยครับ
มีปัญหาอีกแหละครับว่าบางตำแหน่งมีตั้งหลายยศ แล้วเมื่อเห็นยศเหล่านั้นจะเรียกว่ายังไงดี ยากเหมือนกันนะ (แหม ขนาดตำรวจอย่างพวกผมก็ยังงงๆ เลย เพราะกำลังพลของเราเยอะมากแล้วก็ไม่ได้รู้จักกันทั้งหมด) เอาแบบนี้ก็แล้วกันคือให้ดูที่ยศเป็นหลักแล้วเรียกตามที่ผมบอกนั่นแหละผิดถูกไม่เป็นไร ไม่มีใครถือสาหรอกครับ บางคนกลับชอบซะอีกเช่นตัวเองตำแหน่งสารวัตรยศพันตำรวจโทซึ่งยศนี้มีถึง 2 ตำแหน่งคือรองผู้กำกับการและสารวัตรแต่พี่น้องเรียกผิดเป็น “รองผู้กำกับการ” อย่างผมเป็นต้น เล่นเอาหน้าบานไปหลายวันเลยเชียว แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะเรียกยังไงจริงๆ ผมแนะนำนะครับเรียก “พี่” หรือ “ลุง” ไปเลยก็ได้ (ฮา)
ปิดท้ายครับ ที่บอกไปนั้นเป็นการเรียกชื่อตำแหน่งของตำรวจซึ่งเป็นคำพูดแบบเป็นทางการซึ่งบางคนไม่ถนัดและชอบเรียกคำที่เป็นคำปากมากกว่า ผมจึงขอแนะนำการเรียกชื่อตำแหน่งที่มักนิยมเรียกกันดังต่อไปนี้ครับ
1. ผู้บังคับการ เรียก ผู้การ
2. รองผู้บังคับการ เรียก รองผู้การ
3. ผู้กำกับการ เรียก ผู้กำกับ
4. รองผู้กำกับการ เรียก รองผู้กำกับ
ส่วนนอกเหนือจากนี้มักจะเรียกตามชื่อตำแหน่งที่เป็นทางการยกเว้น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ,รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมักจะเรียกว่า ผบ.ตร. (ผอ บอ ตอ รอ) , รอง ผบ.ตร. และ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ครับ
วันนี้เขียนมาค่อนข้างยืดยาวแต่ก็ยังไม่หมดอยู่ดียังมีอีกหลายตอนซึ่งผมจะทยอยนำมาเล่าให้ฟังต่อไปนะครับ
สวัสดีครับ
************************













สวัสดีค่ะ
มองภาพไม่ชัด จบโรงเรียนนายร้อยสามพรานหรือเปล่าคะ
ขอคุณที่ตามไปเยี่ยมค่ะ
สวัสดีครับ ท่านสารวัตร
เขียนเรื่องตำรวจเถอะครับ มีบทความที่เกี่ยวตำรวจ จะช่วยให้ชาวประชาเข้าใจตำรวจได้ดีขึ้นครับ
ดีครับผม...เหมาะสมครับท่าน....แอ...
เรื่องนี้มีประโยชน์มากครับ....เพราะบางทีผมเป็นพิธีกร...เรียกยศตำแหน่ง...ผิดๆถูกๆอายตำรวจ...มีผู้รู้มาอธิบายนับว่าช่วยให้กระจ่างขึ้นมากเลยครับ....ขอบคุณมากครับ
เอ ท่านสารวัตรสุพจน์ครับ งั้น ... พวกเราชาว Gotoknow ควรจะเรียกท่านสุพจน์ว่าอะไรจึงจะถูกต้องครับ คราวหน้าจะได้เรียกให้ถูก ๆ กัน
ขอบคุณสำหรับความรู้เกี่ยวกับตำรวจนะครับ ;)
ขอเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจอีกหน่อยนะครับคือสำหรับคำว่า สบ นั้นมาจากคำว่า "สัญญาบัตร" นั่นเอง แต่การเรียกหรือพูดจะเรียกว่า สบ (สอ บอ) แล้วคำคำนี้เป็นคำเฉพาะไม่ใช่คำเต็มหรือคำย่อซึ่งจะสังเกตว่าเวลาเขียนจะไม่มีเครื่องหมาย . และก็ไม่พูดว่า "สัญญาบัตร" ด้วย
สบ เป็นตำแหน่งซึ่งเรียกชื่ออย่างอื่นที่ใช้เทียบกับตำแหน่งหลักของตำรวจชั้นสัญญาบัตรซึ่งมีดังนี้
สบ 1 เทียบได้เท่ากับรองสารวัตร
สบ 2 เทียบได้เท่ากับสารวัตร
สบ 3 เทียบได้เท่ากับรองผู้กำกับการ
สบ 4 เทียบได้เท่ากับผู้กำกับการ
สบ 5 เทียบได้เท่ากับรองผู้บังคับการ
สบ 6 เทียบได้เท่ากับผู้บังคับการ
สบ 7 เทียบได้เท่ากับผู้ช่วยผู้บัญชาการ
สบ 8 เทียบได้เท่ากับผู้บัญชาการ
สบ 9 เทียบได้เท่ากับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
สบ 10 เทียบได้เท่ากับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ต่อไปเวลาเห็นคำว่า สบ จะได้เข้าใจกันนะครับ
ขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับผม
สมัยก่อนคำเปรียบเปรยที่ว่า "หมู่หรือจ่า" อันนี้ผมก็ยังงงๆ เลยครับว่า ระหว่างหมู่กับจ่า ใครใหญ่กว่ากัน ฮือ หรือว่าตอนนี้ผมก็ยังสับสนเหมือนเดิม แล้วคราวก่อนไปบรรยายให้ตำรวจฟัง ได้มาอีกตำแหน่งหนึ่งว่า นายดาบ เลยยิ่งงงใหญ่ว่า อันไหนใหญ่กว่ากัน ฮิฮิ
ขอบคุณสำหรับเกล็ดความรู้ที่นำมาให้ครับ สวัสดีปีใหม่ครับ
สวัสดีอีกครั้งครับ
คำว่า "หมู่" นั้นในภาษาปากใช้เรียกแทนผู้ที่มียศสิบตำรวจตรี,สิบตำรวจโท และสิบตำรวจเอกครับ เหตุผลที่เรียกกันว่า "หมู่" ผมคิดว่าน่าจะมาจากตำแหน่งน่ะครับ คือยศทั้งสามยศนี้ (รวมถึงจ่าสิบตำรวจและดาบตำรวจด้วย) มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่า "ผู้บังคับหมู่" แล้วสมัยก่อนหน้านั้น (นานมากแล้ว) สถานีตำรวจส่วนใหญ่จะมีหัวหน้าเป็น "จ่าสิบตำรวจ" ส่วนลูกน้องก็จะเป็นนายสิบ,พลตำรวจประมาณนี้ เวลาเรียกจ่าซึ่งเป็นหัวหน้าสถานีก็จะเรียกว่า "หัวหน้า" ส่วนลูกน้องที่เป็นนายสิบที่มีตำแหน่ง "ผู้บังคับหมู่" ก็จะเรียกให้สั้นเข้ามาเป็น "หมู่" อย่างเดียว และคำคำนี้ก็เลยติดปากกันมาจนถึงเดี๋ยวนี้ครับ
สำหรับคำถามของคุณจารุวัจน์ที่ว่าใครใหญ่กว่าหรือใครยศสูงกว่านั้นมีดังนี้ครับ (จากใหญ่ลงไปหาเล็ก)
ดาบตำรวจ
จ่าสิบตำรวจ
สิบตำรวจเอก
สิบตำรวจโท
สิบตำรวจตรี
ขอบคุณมากนะครับ
ผมใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจครับ