Appreciative Education

ผมได้ให้นักศึกษาภาควิชาคณิตศาสตร์ เล่าเรื่องที่เป็นเหตุการณ์ที่นับได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยน จนทำให้เขาอยากเรียนครูคณิตศาสตร์ มีหลายเคสครับอ่านจบแล้วลองหาว่าอะไรเป็นจุดร่วมให้คนมาเรียนคณิตศาสตร์ ลักษณะการถามแบบนี้เป็การถามแบบ Appreciative Inquiry มุ่งหาจุดเปลี่ยน แล้วเอาคำตอบที่ได้มาขยายผล อ่านแล้วเป็ยังไงช่วยกันให้ข้อคิดเห็นด้วยครับ มีอยู่ 37 คนครับ

 

กรณีศึกษาที่ 1: ประสบการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้น เมื่อตอนผมเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้นเรียนของผมมีเพื่อน 26 คน เป็นชาย11 คน เพื่อนหญิง 15 คน ผมอยู่เลขที่ 4 ในวันหนึ่งๆผมจะเรียนประมาณวันละ 3 – 4 วิชาต่อวันและก็เกือบทุกวันคุณครูจะให้เรียนคณิตศาสตร์ เป็นวิชาแรก ครูบอกว่าเหตุที่ต้องนำวิชาคณิตศาสตร์มาเรียนเป็นวิชาแรกเพราะในตอนเช้านักเรียนจะสามารถคิดได้ดี ในความคิดผมตอนนั้นผมคิดว่าเรียนตอนเช้า หรือบ่ายก็เหมือนกัน แต่ในตอนนั้นผมก็ไม่ได้ชอบคณิตศาสตร์อะไรมากนัก เพียงแต่ผมสามารถบวก ลบ คูณ หาร คำนวณหาคำตอบได้ก็จบตอนนั้นผมชอบเรียนวิชาสังคม เพราะ ผมได้เรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวผมแล้วก็สนุกดี ผมจะเป็นคนชอบนับสิ่งต่างๆ เช่น เวลาผมไปโรงเรียนผมจะนับว่ากว่าผมจะถึงโรงเรียนผมจะผ่านเสาร์ไฟกี่ต้น นับช่องถนนคคอนกรีต ซึ่งส่วนมากผมก็จะนับแข่งกับเพื่อนนับได้ตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง และสิ่งที่ผมประทับใจในการเรียนตอนนั้นคือ เวลาผมเรียนคณิตศาสตร์ผมจะสามารถคำนวณหาคำตอบได้ เพียงอาจารย์สอนไม่เท่าไหร่ผมก็เข้าใจ จนอาจารย์นั้นได้แยกผมออกมาเรียนเดี่ยวเพราะครูไม่ต้องการให้ผมรอเพื่อน ผมเป็นคนที่ค่อนผมจำได้เลยว่าผมเรียนได้เร็วกว่าเพื่อน 1 บท แต่ผมจะมีข้อเสียของผมก็คือ ผมเป็นคนสะเพร้า ผมจะพลาดจุดเล็กๆน้อยๆซึ่งวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ละเอียดอ่อนถ้าพลาดจุดเล็กๆก็จะพลาดเลยในคำตอบ ซึ่งความสะเพร้าตรงนี้มันสอนให้ผมเป็นคนละเอียดและใจเย็นขึ้นจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะทำอะไรต้องใจเย็น  ซึ่งผมคิดว่าผมมีความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มากซึ่งเป็นประสบการณ์ในชีวิตครั้งหนึ่งที่ผมมีความสุขในการเรียน
   
 กรณีศึกษาที่ 2: ความรู้สึกที่ประทับใจ เกิดขึ้นพร้อมกับการที่รู้ว่าตนเองชอบเรียนหรือชอบทำอะไร กล่าวคือ เรียนมาตั้งแต่อนุบาลจนจะจบระดับมัธยม พึ่งจะรู้ว่าตัวเองชอบเรียนอะไรมากๆเลย ก็อยู่ ม.6 ซะแล้ว แถมเป็นเทอมปลายซะด้วยสิ แต่ก็รู้สึกดีมากๆ ที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบก่อนจบ ม.6 นั่นคือ การทำ Lab Biology ที่ผ่านมายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Lab คืออะไร...แต่พอได้มารู้จัก คุ้นเคย ลงมือปฏิบัติ จริง กลับมีความรู้สึกที่ต้องการอยู่กลับมันตลอดเวลา ได้นั่งในห้องทดลอง ผ่าดูนั่นดูนี่ ผสมสารนั้นสารนี้ มีความสุขอย่าบอกใคร  เมื่อได้มาเรียน ป.ตรีที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถึงแม้จะไม่ได้เรียนในสิ่งที่ชอบ แต่ก็มีความสุขที่ทำให้คนที่รักมีความสุข ( เรียนครูเพื่อแม่ ) ไม่เป็นไร เรียนครูคณิต หนูคิดว่าเราสามารถที่จะใช้คณิตศาสตร์ประยุกต์เข้ากับทุกเรื่องได้  ( ครูที่แม่ชอบกับนักวิทยาศาสตร์สิ่งที่หนูใฝ่ฝัน ) รู้สึกดีที่ได้คำนวณสูตรคณิตศาสตร์ ร่วมกับวิชาอื่น ใช้คณิตศาสตร์ในการหาคำตอบในการทดลองวิทยาศาสตร์ศาสตร์ การที่สามารถใช้คณิตศาสตร์ ประยุกต์ร่วมกับวิชาอื่นๆได้ โดยเฉพาะกับสิ่งที่ฉันรัก (การทำ Lab Biology) ยิ่งรู้สึกรักในคณิตศาสตร์ร่วมไปกับสิ่งที่ฉันต้องการเรียนหรือ สิ่งที่ฉันชอบในตอนแรก ที่คิดจะเรียน ( วิชา คณิตศาสตร์ ) ไปประยุกต์ใช้ร่วมกับสิ่งที่เราต้องการ ( กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ) ทำให้เราเรียนรู้อย่างมีความสุขได้...โดยไม่จำเป็นต้องได้เรียนในสิ่งที่เราต้องการเสมอไป
                  
กรณีศึกษาที่ 3: เนื่องจากข้าพเจ้าอยากเป็นครูตั้งแต่ตอนเรียนชั้นประถมปีที่  3  จึงมีความใฝ่ฝันว่าโตขึ้นฉันต้องเป็นครูให้ได้  และตอนเรียนชั้นประถมนั้นตัวข้าพเจ้าเองก็มีความถนัดทางด้านวิชาคณิตศาสตร์มากกว่าวิชาอื่นๆ  จึงชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์และก็อยากเป็นครูคณิคศาสตร์  พอเรียนมัธยมปลาย  ก็ไดรียนวิชาคณิตศาสตร์กับท่านอาจารย์  เรณู  มีน่วม  อาจารย์สอนเข้าใจมากทำให้คณิตศาสตร์ในความคิดของข้าพเจ้ามันไม่ยากเลย  พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  ก็เริ่มไม่ชอบอาจารย์ที่สอนคณิตศาสตรอยากมากด้วยเหตุผลหลายๆ  ประการ  จึงทำให้ความคิดที่อยากจะเป็นครูลดน้อยลง  และอาจารย์หลายๆ  ท่านก็แนะนำให้เรียนคณะเภสัชศาสตร์ดีกว่าเพราะคิดว่าข้าพเจ้าต้องได้  และอาจารย์หลายท่านก็มองว่าข้าพเจ้าไม่เหมาะที่จะเป็นครู  ประกอบด้วยคุณพ่อและคุณแม่ก็อยากให้ข้าพเจ้าเรียนคณะเภสัชศาสตร์เช่นกัน  ช่วงนั้นจึงทำให้ความคิดที่อยากเป็นครูยิ่งลดน้อยลงมากขึ้น  พอได้ขันชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  ก็ได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์กับท่านอาจารย์  บุญส่ง  มีน่วม  ซึ่งท่านเป็นสามีของท่านอาจารย์  เรณู   ก็ทำในเกิดอุดมการณ์ขึ้นมาอีกครั้ง    เพราะท่านสอนเรื่องที่ทุกคนว่ายากเป็นเรื่องที่ง่าย  ท่านอุทิศเวลาให้กับการสอน  ท่านจะสอนชดเชยทุกวันหลังเลิกเรียน  การทำแบบทดสอบก็ทำหลายๆ  ชุดเพื่อป้องกันการลอกกันของนักเรียน  แบบทดสอบก็เน้นกระบวนการมากกว่าคำตอบ อาจารย์เป็นคนที่มีคุณธรรมและจริยธรรม  มีความยุติธรรม  และเป็นแบบอย่างที่ดีของนักเรียน  นอกจากนั้นท่านยังแนะแนวการศึกษาต่อให้กับนักเรียนท่านบอกกับข้าพเจ้าว่า  เรียนในสิ่งที่ชอบดีกว่านะ  จึงทำให้ข้าพเจ้าคิดว่าเราต้องเรียนครูตามที่ตั้งใจไว้  และจะเป็นครูที่ดีเหมือน  อาจราย์  บุญส่ง  มีน่วม

กรณีศึกษาที่ 4:  เรื่องราวความประทับใจเกี่ยวกับการเรียนองข้าพเจ้าก็คือ ตอนนั้นจำได้ว่าไม่ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์เลย รู้สึกว่ามันยากเลยไม่อยากเรียน พอชั้นป.4 มีอาจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์ท่านหนึ่งท่านสอนสนุกมากๆ มีเทคนิดการเรียน การคูณ การหาร ที่ทำให้นักเรียนสามารถเข้าใจง่าย อาจารย์จะพาร้องเพลงเป็นแม่สูตรคูณสนุกมากๆ และก็จะมีท่าทางต่างๆประกอบ ทำให้ข้าพเจ้าอยากที่จะเรียนวิชานี้มากๆ เมื่ออยากเรียนแล้วข้าพเจ้าก็จะตั้งใจและสนุกกับการเรียนทุกครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าทำการบ้านถูกหมดทุกข้อได้รับคำชมเชยจากอาจารย์ ซึ่งมีเพียงคนเดียวในห้อง หลังจากนั้นมาข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าชอบและอยากเรียนวิชาคณิตศาสตร์มากๆ เมื่อเรียนก็จะตั้งใจเรียนและเมื่อกลับบ้านก็จะอ่านทบทวนเสมอและด้วยเหตุนี้จึงทำให้ข้าพจ้าเลือกเรียนในสาขาวิชาคณิตศาสตร์ศึกษาและจะตั้งใจเรียนเพื่อที่ว่าจบออกไปจะได้มีวิธีการสอนที่สนุกและจะทำเด็กที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์นั้นชอบที่จะเรียนวิชานี้มากขึ้นเหมือนกับข้าพเจ้า  จากวันนั้นข้าพเจ้าได้รับความรู้วิชาคณิตศาสตร์และเรียนอย่างเข้าใจทำให้วันนี้ข้าพเจ้าเรียนวิชาคณิตศาสตร์อย่างมีความสุขเพราะชอบและรักที่จะเรียนและเพราะส่วนหนึ่งมาจากการที่มีพื้นฐานมาเป็นอย่างดี

กรณีศึกษาที่ 5: ตั้งแต่อนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ฉันไม่รู้เลยว่าฉันชอบเรียนวิชาอะไร  จนมีวันหนึ่ง ท่านอาจารย์อาคม ท่านได้เรียกตัวดิฉันให้ไปฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์เพื่อเข้าแข่งขัน คงจะเป็นเพราะว่าฉันมีพ่อสอนอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ด้วย จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ให้ฉันไปสอบแข่งขันในครั้งนี้  ฉันก็แปลกใจว่าฉันก็ไม่ได้เก่งคณิตศาสตร์อะไรมากมาย ทำไมถึงต้องเรียกไป อาจจะตกรอบแรกเสียด้วยซ้ำไป แต่เมื่อฉันได้มาเรียนคณิตศาสตร์อย่างหนักกับท่านมันกลับทำให้ฉันรู้ว่าแท้จริงแล้วฉันก็สามารถทำโจทย์คณิตศาสตร์ได้ คณิตศาสตร์ก็ไม่ใช่เรื่องยากเหมือนกับที่ฉันคิด  ในครั้งนั้นฉันและเพื่อนสามารถเข้าไปแข่งขันในระดับจังหวัดและได้รางวัลรองชนะเลิศกลับมา  หลายคนอาจจะคาดหวังให้โรงเรียนของเราไปถึงรอบชนะเลิศ แต่เมื่อได้รองชนะเลิศมาฉันกลับคิดว่าแค่นี้มันก็มากพอแล้วที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรู้ว่าฉันต้องการอะไรและมองเห็นอะไรในตัวฉันเอง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาฉันก็เป็นตัวแทนของโรงเรียนเพื่อไปแข่งขันในที่ต่าง ๆ อาจจะสมหวังบ้าง หรือผิดหวังบ้าง มันก็เป็นบทเรียนที่มีค่ามากสำหรับตัวฉัน  ณ วันนี้อาจารย์อาคมได้ลาออกจากราชการไปนานแล้วแต่ฉันยังจำท่านได้เป็นอย่างดี และไม่เคยเลยสักครั้งที่ฉันจะลืมบุคคลที่ทำให้ฉันได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวฉันเอง ในโอกาสนี้ฉันอยากขอบพระคุณท่านอาจารย์อาคม ครุทธวงศ์ เป็นอย่าง สูง ขอบคุณท่านที่คอยสั่งสอนลูกศิษย์คนนี้ด้วยความยากลำบาก โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย  ขอบคุณท่านที่คอยเสียสละเวลาอันเป็นส่วนตัวของท่านเพื่อมาคอยช่วยลูกศิษย์ไปให้ถึงฝัน

กรณีศึกษาที่ 6: เรื่องที่จะเล่านี้ถ้าจะบอกว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดก็คงจะไม่ใช่ แต่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งได้มีกำลังใจและได้มีโอกาสก้าวเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งซึ่งดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายในชุมชนชนบท   เรียนในโรงเรียนเล็ก ๆที่เป็นโรงเรียนในระดับตำบล ครอบครัวเล็ก ๆที่ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก  พ่อและแม่ต้องออกไปทำงานในต่างจังหวัด ปล่อยให้เด็กหญิงคนนี้ต้องอยู่บ้านกับตาและยาย  เด็กหญิงเป็นคนที่ค่อนข้างจะเก็บตัว ร้องไห้บ่อย ไม่ค่อยพูดจากับใคร   ตอนรียนในระดับประถมศึกษาเด็กคนนี้เคยสอบได้ลำดับที่ 16จากนักเรียนทั้งหมด 18 คน แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรมากมายหรอกสำหรับเด็กในระดับประถม จากผลการเรียนที่ไม่ค่อยดีนักตรงนี้  ก็ได้มีครูคนหนึ่งซึ่งก็มีลูกสาวเรียนในระดับชั้นเดียวกันกับเด็กหญิงคนนี้  ลูกสาวของครูเป็นเด็กที่เรียนเก่ง  เมื่อครูเห็นผลการเรียนของเด็กหญิงประกอบด้วยทราบเรื่องราวทางบ้านและพฤติกรรมของเด็กหญิง  ครูก็ได้เรียกให้เด็กหญิงคนนั้นไปพบในห้องพักครู เมื่อเด็กหญิงเข้าไปพบครู ครูก็ได้บอกว่าในตอนเย็นให้เด็กหญิงคนนี้ไปพบที่บ้าน    เด็กหญิงไม่รู้หรอกว่าครูให้ไปทำอะไรที่นั่น เมื่อไปที่บ้านของครูเด็กหญิงก็เห็นครูกำลังสอนหนังสือให้กับลูกสาวของครู  เด็กหญิงยืนมองอยู่ห่าง ๆ เมื่อครูเห็นเด็กหญิง   ครูก็เรียกเด็กหญิงให้เข้าไปหาและบอกว่าจะสอนหนังสือให้ในตอนเย็นทุกวัน  ตอนแรกเด็กหญิงบอกว่าจะไม่เรียนเพราะว่าไม่มีเงินจะจ่ายให้กับครู  ครูก็บอกว่าครูจะสอนให้เฉย ๆ โดยที่ไม่รับเงินโดยให้มาเรียนกับลูกของครูเพราะครูก็สอนหนังสือให้กับลูกของครูทุกวันอยู่แล้ว  เด็กหญิงได้มาเรียนหนังสือที่บ้านครูในตอนเย็นเป็นเวลาหลายเดือน  ซึ่งก็ทำให้ผลการเรียนของเด็กหญิงดีขึ้นเรื่อย ๆ  เมื่อมาเรียนในระดับมัธยมก็ทำให้เด็กหญิงมีผลการเรียนที่ค่อนข้างดี และสามารถที่จะสอบเข้ามาเรียนในระดับอุดมศึกษาได้  จากการที่ครูคนนี้ได้ช่วยสอนหนังสือให้กับเด็กหญิงก็ทำให้เด็กหญิงมีกำลังใจและอยากจะเป็นครู เพื่อที่จะช่วยให้เด็กอีกหลาย ๆ คนได้มีโอกาสเหมือนตน จึงตั้งใจสอบเข้ามาเรียนในคณะศึกษาศาสตร์
กรณีศึกษาที่ 7: ตอนนั้นเป็นคาบเรียนในวิชาจำนวนและการดำเนินการในคณิตศาสตร์ระดับโรงเรียน  ผู้สอนคือ ผศ.เอื้อจิตร  พัฒนจักร  นักศึกษาในชั้นเรียนมีจำนวน 26 คน ความจริงแล้ววิชานี้จะมีควบเรียนในช่วงเช้าของวันอังคารเวลา 8.00-10.00 แต่เนื่องจากว่าในช่วงเช้าพี่ ๆ TA ไม่ว่างกันก็เลยเปลี่ยนเวลาเรียนมาเป็นตอนเย็น 18.30-20.30 แทน วันนั้นเป็นการเรียนในเรื่องกิจกรรม “What is 1?” หนึ่งคืออะไร สำหรับอุปกรณ์ก็มี แก้วน้ำ หลอด ไม้ลูกชิ้น ยางรัดของ ให้เราแสดงให้เห็นว่า “หนึ่งคืออะไร” ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าหนึ่งคืออะไร เราก็คิดแค่เพียงว่า หนึ่งต้องมีหนึ่งอันเท่านั้น แล้วเพื่อน ๆ แต่ละกลุ่มก็ออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน ทำให้เราได้รู้ว่า “หนึ่งนั้นแม้ว่าจะเป็นหนึ่งเหมือนกันแต่ว่าหนึ่งนั้นไม่เท่ากัน ต้องดูว่าบริบทของมันเป็นแบบไหน เช่น ไม้ลูกชิ้นหนึ่งไม้ กับ ไม้ลูกชิ้นหนึ่งมัด คำว่าหนึ่งของทั้งสองคือหนึ่งแต่ว่าจำนวนของหนึ่งนั้นไม่เท่ากัน” ความรู้สึกของตนเองตอนนั้นว่าชอบวิชานี้มากเพราะว่าได้คิดอะไรก็ได้ที่อยากจะคิด ความคิดของทุกคนสำคัญเสมอเพียงแต่ว่าถ้าเราคิดอะไรแล้วเราจะต้องมีเหตุผลมารองรับความคิดของตัวเอง เวลาที่เรียนเป็นช่วงที่สมองทำงานได้ดีมาก มีสมาธิ ไม่เหมือนเรียนวิชาอื่นที่มักจะง่วงหลับเสมอ จำนวนแต่ละอย่างนั้นเราจะไม่สามารถบอกได้ว่ามีความหมายว่าอย่างไร เพราะเราต้องมาพิจารณาว่ามันหมายความว่ายังไง เช่นเดียวกันถ้ามีคนมาถามว่า 1+1 เท่ากับเท่าไหร่ก็ยังไม่สามารถที่จะตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า 2 เพราะเราไม่รู้ว่ามันเท่ากับ 2 จริงหรือเปล่า
กรณีศึกษาที่ 8: ปัจจุบัน โรงเรียนมัธยมหลายแห่ง ส่วนใหญ่ จะมีรูปแบบการเรียนการสอนโดยเน้นในเรื่องเนื้อหาสาระของวิชานั้นๆ อย่างเช่นวิชาคณิตศาสตร์ ครูจะสอนตามเนื้อหาในแต่ละบทด้วยการอธิบายหน้าชั้น หันหน้าเข้าหากระดานในบางครั้ง หันหลังให้นักเรียนในบางที ในชั้นเรียนแบบนี้ เรียกได้ว่าครูเป็นผู่ส่งสารเพียงอย่างเดียว และนักเรียนก็เป็นผู้รับสารเพียงอย่างเดียว นักเรียนก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่ตั้งใจเรียน เพื่อนของฉันหลายคนก็เป็นอย่างนี้ ฉันเองก็เช่นเดียวกัน ก็จะมีในบางครั้งที่เกิดอาการเบื่อหน่าย ขี้เกียจ และไม่อยากเข้าเรียน จริงๆแล้วก็มีสาเหตุมาจากตัวบุคคลด้วย (เป็นส่วนหนึ่ง)    มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นอยู่ ม.4 เห็นจะได้ อาจารย์ก็ใช้วิธีการสอนแบบเดิม เพื่อนๆหลายคนก็ไม่เข้าใจ โดยเฉพาะฉันเองถึงกับทำข้อสอบไม่ได้เลยสักข้อ จึงได้บอกปัญหานี้แก่อาจารย์ไป ท่าทางอาจารย์กังวลมาก ได้เข้ามาถามนักเรียนในชั้นเรียนว่ามีใครไม่เข้าใจบ้าง ก็มีเพื่อนฉันยกมือกันหลายคน อาจารย์ก็บอกให้กลับไปอ่านหนังสือเพิ่มเติม แล้วก็เริ่มสอนเรื่องใหม่ทันที เพระกลัวเวลาจะไม่พอ เดี๋ยวจะเรียนไม่จบเนื้อหาตามที่ได้วางไว้ และฉันก็ยังไม่เข้าใจเนื้อหาในเรื่องนั้นจนถึงทุกวันนี้    ในตอนนั้นฉันคิดว่ามันไม่ยุติธรรมต่อนักเรียนเลย ที่ครูมัวแต่ให้ความสนใจกับการที่ต้องสอนเนื้อหาให้ครบตามหลักสูตร โดยที่มองข้ามนักเรียนไป ถ้าหากฉันเป็นครูฉันจะไม่ทำแบบนี้... แล้วอยู่ๆ ความคิดที่อยากจะเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ก็เกิดขึ้นมาในหัวของฉัน  ฉันสอบเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยในคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตรศึกษาได้ตามความคาดหวัง สิ่งที่ฉันได้มาเจอที่นี่ ทำให้ฉันมีความรักและเคารพในวิชาชีพครูยิ่งขึ้น ฉันรู้สึกว่าเป็นวิชาชีพที่สำคัญมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องได้รับการอบรมสั่งสอนจากครูทั้งนั้น และอาจารย์ที่นี่ ยังทำให้ฉันรู้สึกมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้นที่จะเป็นครูคณิตศาสตร์ที่ดี อาจารย์สอนให้ฉันได้มองเห็นคณิตศาสตร์ในหลายแง่มุม ทำให้ฉันอยากเปลี่ยนแปลงคามคิดของหลายๆคนที่ว่า คณิตศาสตร์เป็นเรื่องที่น่าเบื่อและเข้าใจยาก สุดท้ายนี้ ฉันก็มีคำพูดหนึ่งของอาจารย์ที่ฉันเคารพที่อยากจะแบ่งปันให้กับทุกคนได้รับรู้ และหวังว่าทุกคนจะรู้สึกเหมือนกับฉัน
“นักเรียนไม่ใช่เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ที่ต้องตื่นมาตอนเช้าแล้วพบกับอะไรก็ไม่รู้ที่ครูยื่นให้”
ฉันคิดว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนของฉันหลายคนก็คงจะจดจำคำนี้ได้เช่นเดียวกับฉัน มันเป็นคำที่เตือนใจฉันอยู่ตลอดเวลาว่าให้ตะหนักและให้ความสำคัญกับหน้าที่ของครูและคำว่า “นักเรียน”
กรณีศึกษาที่ 9: เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าเป็นคนที่ขี้กลัว  กลัวการปั่นจักรยานมาก เพราะกลัวเวลาที่มันล้ม แล้วจะทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ ข้าพเจ้าคิดว่าเด็กเกือบจะทุกคนก็มีความกลัวในลักษณะแบบนี้ คล้ายกับข้าพเจ้า และเมื่อพวกเขาเหล่านั้นเอาชนะความกลัวนี้ได้ พวกเขาก็จะมีความสุขเหมือนกับข้าพเจ้าเช่นกัน เหตุที่ข้าพเจ้าสามารถเอาชนะความกลัวที่จะปั่นจักรยานได้นั้น  ข้าพเจ้าเกิดความขี้เกียจที่เวลาพ่อวานให้ไปชื้อของที่ร้านค้า ข้าพเจ้าต้องเดินไป เพราะปั่นจักรยานไม่เป็น  และเวลารวมแก๊งเด็ก ข้าพเจ้าจะต้องเป็นคนนั่งซ้อนประจำ และพี่ของข้าพเจ้าต้องเป็นคนปั่น  ทำให้เวลาปั่นจักรยานแข่งกันกับเพื่อนคนอื่นๆได้ช้า   เพราะคนอื่นไม่ต้องซ้อนใคร  และเมื่อตอนที่ข้าพเจ้าอายุ 7 ขวบ แม่ของข้าพเจ้าบอกว่า จะเข้าโรงเรียนแล้ว หัดปั่นจักรยานได้แล้วนะ ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มพยายามฝึกหัดปั่นเป็นต้นมา เมื่อตอนฝนตกข้าพเจ้าเกิดนึกสนุก  พยายามปั่นจักรยานเล่นน้ำฝน โดยปิดประตูรั้วบ้านไว้ แล้วก็ปั่นไปมาบริเวณบ้าน  บางครั้งก็ปั่นจักรยานชนประตูบ้านบ้าง  จนทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเริ่มปั่นได้คล่องแล้ว และไม่รู้สึกกลัวล้มอีกต่อไป  ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจอย่างมากที่สามารถเอาชนะความกลัวที่จะปั่นจักรยานได้  ต่อจากนั้นมาเวลาที่ข้าพเจ้าจะไปไหนอีก ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องเดินไกลๆอีก  จนปัจจุบันนี้เวลาที่ข้าพเจ้าสามารถเอาชนะความกลัวต่างๆได้   มันทำให้ข้าพเจ้าภูมิใจในตัวเองมากที่สุด


กรณีศึกษาที่ 10: การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของข้าพเจ้าคือการเรียนในห้องเรียนกับคุณครูและถ้าอยากรู้เจาะลึกของเนื้อหารายละเอียดต่างๆที่มากขึ้นจากที่อาจารย์สอนก็คือการเรียนนอกห้องเรียนโดยการศึกด้วยต้นเอง อาจจะค้นหาจาก ห้องสมุด  วารสาร  อินเตอร์เน็ต  จากผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านเรื่องนั้นๆ   ผมชอบวิชาคณิตศาสตร์มากคับ  ซึ่งแต่ก่อนผมไม่เคยชอบและเกลียดมันมากเพราะเรียนไม่รู้เรื่องอาจารยืสอนไม่เข้าใจ  สอนเร็วเวลาไม่เข้าใจก้ไม่กล้าถามสงสัยขั้นตอนไหน  เช่น ตรงนี้ได้มายังไง  ใช้วิธีใดในการหา   จุดเปลี่ยนทางความคิดนี้เองทำให้ผมถามตัวเองไม่เข้าใจเพราะอะไร  เวลาเรียนตั้งใจฟังไม่ สงสัยทำไมไม่ถาม  แล้วจะรู้เรื่องไม่   ไม่รู้คือไม่ผิด  เป็นคำพูดที่เพื่อนสนิทผมบอกกับผมในคาบเรียน  ผมคิดติ้งไอเดียออกเลยว่า มันใช่จริงด้วย   หลังจากวันนั้นผมพยายามตั้งใจฟัง  จดบันทึก  สงสัยก็ถามอาจารย์ ถามเพื่อนที่รู้ไม่ต้องอายถ้าอยากรู้    กลับไปบ้านหัดทำแบบฝึกหัด   ทบทวนเรื่องที่เรียนมาวันต่อวัน    เทอมต่อมาผมเกรดขึ้นจาก  2  มาเป็น 4  เลยคับภูมิใจมากเพราะทำด้วยตนเองนี้คือตัวอย่างของประสบการณ์ของผมที่เป็นจุดเปลี่ยนทางความคิด