ผมได้ให้นักศึกษาภาควิชาคณิตศาสตร์ เล่าเรื่องที่เป็นเหตุการณ์ที่นับได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยน จนทำให้เขาอยากเรียนครูคณิตศาสตร์ มีหลายเคสครับอ่านจบแล้วลองหาว่าอะไรเป็นจุดร่วมให้คนมาเรียนคณิตศาสตร์ ลักษณะการถามแบบนี้เป็การถามแบบ Appreciative Inquiry มุ่งหาจุดเปลี่ยน แล้วเอาคำตอบที่ได้มาขยายผล อ่านแล้วเป็ยังไงช่วยกันให้ข้อคิดเห็นด้วยครับ มีอยู่ 37 คนครับ
กรณีศึกษาที่ 1: ประสบการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้น เมื่อตอนผมเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้นเรียนของผมมีเพื่อน 26 คน เป็นชาย11 คน เพื่อนหญิง 15 คน ผมอยู่เลขที่ 4 ในวันหนึ่งๆผมจะเรียนประมาณวันละ 3 – 4 วิชาต่อวันและก็เกือบทุกวันคุณครูจะให้เรียนคณิตศาสตร์ เป็นวิชาแรก ครูบอกว่าเหตุที่ต้องนำวิชาคณิตศาสตร์มาเรียนเป็นวิชาแรกเพราะในตอนเช้านักเรียนจะสามารถคิดได้ดี ในความคิดผมตอนนั้นผมคิดว่าเรียนตอนเช้า หรือบ่ายก็เหมือนกัน แต่ในตอนนั้นผมก็ไม่ได้ชอบคณิตศาสตร์อะไรมากนัก เพียงแต่ผมสามารถบวก ลบ คูณ หาร คำนวณหาคำตอบได้ก็จบตอนนั้นผมชอบเรียนวิชาสังคม เพราะ ผมได้เรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวผมแล้วก็สนุกดี ผมจะเป็นคนชอบนับสิ่งต่างๆ เช่น เวลาผมไปโรงเรียนผมจะนับว่ากว่าผมจะถึงโรงเรียนผมจะผ่านเสาร์ไฟกี่ต้น นับช่องถนนคคอนกรีต ซึ่งส่วนมากผมก็จะนับแข่งกับเพื่อนนับได้ตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง และสิ่งที่ผมประทับใจในการเรียนตอนนั้นคือ เวลาผมเรียนคณิตศาสตร์ผมจะสามารถคำนวณหาคำตอบได้ เพียงอาจารย์สอนไม่เท่าไหร่ผมก็เข้าใจ จนอาจารย์นั้นได้แยกผมออกมาเรียนเดี่ยวเพราะครูไม่ต้องการให้ผมรอเพื่อน ผมเป็นคนที่ค่อนผมจำได้เลยว่าผมเรียนได้เร็วกว่าเพื่อน 1 บท แต่ผมจะมีข้อเสียของผมก็คือ ผมเป็นคนสะเพร้า ผมจะพลาดจุดเล็กๆน้อยๆซึ่งวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ละเอียดอ่อนถ้าพลาดจุดเล็กๆก็จะพลาดเลยในคำตอบ ซึ่งความสะเพร้าตรงนี้มันสอนให้ผมเป็นคนละเอียดและใจเย็นขึ้นจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะทำอะไรต้องใจเย็น ซึ่งผมคิดว่าผมมีความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มากซึ่งเป็นประสบการณ์ในชีวิตครั้งหนึ่งที่ผมมีความสุขในการเรียน
กรณีศึกษาที่ 2: ความรู้สึกที่ประทับใจ เกิดขึ้นพร้อมกับการที่รู้ว่าตนเองชอบเรียนหรือชอบทำอะไร กล่าวคือ เรียนมาตั้งแต่อนุบาลจนจะจบระดับมัธยม พึ่งจะรู้ว่าตัวเองชอบเรียนอะไรมากๆเลย ก็อยู่ ม.6 ซะแล้ว แถมเป็นเทอมปลายซะด้วยสิ แต่ก็รู้สึกดีมากๆ ที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบก่อนจบ ม.6 นั่นคือ การทำ Lab Biology ที่ผ่านมายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Lab คืออะไร...แต่พอได้มารู้จัก คุ้นเคย ลงมือปฏิบัติ จริง กลับมีความรู้สึกที่ต้องการอยู่กลับมันตลอดเวลา ได้นั่งในห้องทดลอง ผ่าดูนั่นดูนี่ ผสมสารนั้นสารนี้ มีความสุขอย่าบอกใคร เมื่อได้มาเรียน ป.ตรีที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถึงแม้จะไม่ได้เรียนในสิ่งที่ชอบ แต่ก็มีความสุขที่ทำให้คนที่รักมีความสุข ( เรียนครูเพื่อแม่ ) ไม่เป็นไร เรียนครูคณิต หนูคิดว่าเราสามารถที่จะใช้คณิตศาสตร์ประยุกต์เข้ากับทุกเรื่องได้ ( ครูที่แม่ชอบกับนักวิทยาศาสตร์สิ่งที่หนูใฝ่ฝัน ) รู้สึกดีที่ได้คำนวณสูตรคณิตศาสตร์ ร่วมกับวิชาอื่น ใช้คณิตศาสตร์ในการหาคำตอบในการทดลองวิทยาศาสตร์ศาสตร์ การที่สามารถใช้คณิตศาสตร์ ประยุกต์ร่วมกับวิชาอื่นๆได้ โดยเฉพาะกับสิ่งที่ฉันรัก (การทำ Lab Biology) ยิ่งรู้สึกรักในคณิตศาสตร์ร่วมไปกับสิ่งที่ฉันต้องการเรียนหรือ สิ่งที่ฉันชอบในตอนแรก ที่คิดจะเรียน ( วิชา คณิตศาสตร์ ) ไปประยุกต์ใช้ร่วมกับสิ่งที่เราต้องการ ( กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ) ทำให้เราเรียนรู้อย่างมีความสุขได้...โดยไม่จำเป็นต้องได้เรียนในสิ่งที่เราต้องการเสมอไป
กรณีศึกษาที่ 3: เนื่องจากข้าพเจ้าอยากเป็นครูตั้งแต่ตอนเรียนชั้นประถมปีที่ 3 จึงมีความใฝ่ฝันว่าโตขึ้นฉันต้องเป็นครูให้ได้ และตอนเรียนชั้นประถมนั้นตัวข้าพเจ้าเองก็มีความถนัดทางด้านวิชาคณิตศาสตร์มากกว่าวิชาอื่นๆ จึงชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์และก็อยากเป็นครูคณิคศาสตร์ พอเรียนมัธยมปลาย ก็ไดรียนวิชาคณิตศาสตร์กับท่านอาจารย์ เรณู มีน่วม อาจารย์สอนเข้าใจมากทำให้คณิตศาสตร์ในความคิดของข้าพเจ้ามันไม่ยากเลย พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก็เริ่มไม่ชอบอาจารย์ที่สอนคณิตศาสตรอยากมากด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ จึงทำให้ความคิดที่อยากจะเป็นครูลดน้อยลง และอาจารย์หลายๆ ท่านก็แนะนำให้เรียนคณะเภสัชศาสตร์ดีกว่าเพราะคิดว่าข้าพเจ้าต้องได้ และอาจารย์หลายท่านก็มองว่าข้าพเจ้าไม่เหมาะที่จะเป็นครู ประกอบด้วยคุณพ่อและคุณแม่ก็อยากให้ข้าพเจ้าเรียนคณะเภสัชศาสตร์เช่นกัน ช่วงนั้นจึงทำให้ความคิดที่อยากเป็นครูยิ่งลดน้อยลงมากขึ้น พอได้ขันชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็ได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์กับท่านอาจารย์ บุญส่ง มีน่วม ซึ่งท่านเป็นสามีของท่านอาจารย์ เรณู ก็ทำในเกิดอุดมการณ์ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะท่านสอนเรื่องที่ทุกคนว่ายากเป็นเรื่องที่ง่าย ท่านอุทิศเวลาให้กับการสอน ท่านจะสอนชดเชยทุกวันหลังเลิกเรียน การทำแบบทดสอบก็ทำหลายๆ ชุดเพื่อป้องกันการลอกกันของนักเรียน แบบทดสอบก็เน้นกระบวนการมากกว่าคำตอบ อาจารย์เป็นคนที่มีคุณธรรมและจริยธรรม มีความยุติธรรม และเป็นแบบอย่างที่ดีของนักเรียน นอกจากนั้นท่านยังแนะแนวการศึกษาต่อให้กับนักเรียนท่านบอกกับข้าพเจ้าว่า เรียนในสิ่งที่ชอบดีกว่านะ จึงทำให้ข้าพเจ้าคิดว่าเราต้องเรียนครูตามที่ตั้งใจไว้ และจะเป็นครูที่ดีเหมือน อาจราย์ บุญส่ง มีน่วม
กรณีศึกษาที่ 4: เรื่องราวความประทับใจเกี่ยวกับการเรียนองข้าพเจ้าก็คือ ตอนนั้นจำได้ว่าไม่ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์เลย รู้สึกว่ามันยากเลยไม่อยากเรียน พอชั้นป.4 มีอาจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์ท่านหนึ่งท่านสอนสนุกมากๆ มีเทคนิดการเรียน การคูณ การหาร ที่ทำให้นักเรียนสามารถเข้าใจง่าย อาจารย์จะพาร้องเพลงเป็นแม่สูตรคูณสนุกมากๆ และก็จะมีท่าทางต่างๆประกอบ ทำให้ข้าพเจ้าอยากที่จะเรียนวิชานี้มากๆ เมื่ออยากเรียนแล้วข้าพเจ้าก็จะตั้งใจและสนุกกับการเรียนทุกครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าทำการบ้านถูกหมดทุกข้อได้รับคำชมเชยจากอาจารย์ ซึ่งมีเพียงคนเดียวในห้อง หลังจากนั้นมาข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าชอบและอยากเรียนวิชาคณิตศาสตร์มากๆ เมื่อเรียนก็จะตั้งใจเรียนและเมื่อกลับบ้านก็จะอ่านทบทวนเสมอและด้วยเหตุนี้จึงทำให้ข้าพจ้าเลือกเรียนในสาขาวิชาคณิตศาสตร์ศึกษาและจะตั้งใจเรียนเพื่อที่ว่าจบออกไปจะได้มีวิธีการสอนที่สนุกและจะทำเด็กที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์นั้นชอบที่จะเรียนวิชานี้มากขึ้นเหมือนกับข้าพเจ้า จากวันนั้นข้าพเจ้าได้รับความรู้วิชาคณิตศาสตร์และเรียนอย่างเข้าใจทำให้วันนี้ข้าพเจ้าเรียนวิชาคณิตศาสตร์อย่างมีความสุขเพราะชอบและรักที่จะเรียนและเพราะส่วนหนึ่งมาจากการที่มีพื้นฐานมาเป็นอย่างดี
กรณีศึกษาที่ 5: ตั้งแต่อนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ฉันไม่รู้เลยว่าฉันชอบเรียนวิชาอะไร จนมีวันหนึ่ง ท่านอาจารย์อาคม ท่านได้เรียกตัวดิฉันให้ไปฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์เพื่อเข้าแข่งขัน คงจะเป็นเพราะว่าฉันมีพ่อสอนอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ด้วย จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ให้ฉันไปสอบแข่งขันในครั้งนี้ ฉันก็แปลกใจว่าฉันก็ไม่ได้เก่งคณิตศาสตร์อะไรมากมาย ทำไมถึงต้องเรียกไป อาจจะตกรอบแรกเสียด้วยซ้ำไป แต่เมื่อฉันได้มาเรียนคณิตศาสตร์อย่างหนักกับท่านมันกลับทำให้ฉันรู้ว่าแท้จริงแล้วฉันก็สามารถทำโจทย์คณิตศาสตร์ได้ คณิตศาสตร์ก็ไม่ใช่เรื่องยากเหมือนกับที่ฉันคิด ในครั้งนั้นฉันและเพื่อนสามารถเข้าไปแข่งขันในระดับจังหวัดและได้รางวัลรองชนะเลิศกลับมา หลายคนอาจจะคาดหวังให้โรงเรียนของเราไปถึงรอบชนะเลิศ แต่เมื่อได้รองชนะเลิศมาฉันกลับคิดว่าแค่นี้มันก็มากพอแล้วที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรู้ว่าฉันต้องการอะไรและมองเห็นอะไรในตัวฉันเอง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาฉันก็เป็นตัวแทนของโรงเรียนเพื่อไปแข่งขันในที่ต่าง ๆ อาจจะสมหวังบ้าง หรือผิดหวังบ้าง มันก็เป็นบทเรียนที่มีค่ามากสำหรับตัวฉัน ณ วันนี้อาจารย์อาคมได้ลาออกจากราชการไปนานแล้วแต่ฉันยังจำท่านได้เป็นอย่างดี และไม่เคยเลยสักครั้งที่ฉันจะลืมบุคคลที่ทำให้ฉันได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวฉันเอง ในโอกาสนี้ฉันอยากขอบพระคุณท่านอาจารย์อาคม ครุทธวงศ์ เป็นอย่าง สูง ขอบคุณท่านที่คอยสั่งสอนลูกศิษย์คนนี้ด้วยความยากลำบาก โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ขอบคุณท่านที่คอยเสียสละเวลาอันเป็นส่วนตัวของท่านเพื่อมาคอยช่วยลูกศิษย์ไปให้ถึงฝัน
กรณีศึกษาที่ 6: เรื่องที่จะเล่านี้ถ้าจะบอกว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดก็คงจะไม่ใช่ แต่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งได้มีกำลังใจและได้มีโอกาสก้าวเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งซึ่งดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายในชุมชนชนบท เรียนในโรงเรียนเล็ก ๆที่เป็นโรงเรียนในระดับตำบล ครอบครัวเล็ก ๆที่ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก พ่อและแม่ต้องออกไปทำงานในต่างจังหวัด ปล่อยให้เด็กหญิงคนนี้ต้องอยู่บ้านกับตาและยาย เด็กหญิงเป็นคนที่ค่อนข้างจะเก็บตัว ร้องไห้บ่อย ไม่ค่อยพูดจากับใคร ตอนรียนในระดับประถมศึกษาเด็กคนนี้เคยสอบได้ลำดับที่ 16จากนักเรียนทั้งหมด 18 คน แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรมากมายหรอกสำหรับเด็กในระดับประถม จากผลการเรียนที่ไม่ค่อยดีนักตรงนี้ ก็ได้มีครูคนหนึ่งซึ่งก็มีลูกสาวเรียนในระดับชั้นเดียวกันกับเด็กหญิงคนนี้ ลูกสาวของครูเป็นเด็กที่เรียนเก่ง เมื่อครูเห็นผลการเรียนของเด็กหญิงประกอบด้วยทราบเรื่องราวทางบ้านและพฤติกรรมของเด็กหญิง ครูก็ได้เรียกให้เด็กหญิงคนนั้นไปพบในห้องพักครู เมื่อเด็กหญิงเข้าไปพบครู ครูก็ได้บอกว่าในตอนเย็นให้เด็กหญิงคนนี้ไปพบที่บ้าน เด็กหญิงไม่รู้หรอกว่าครูให้ไปทำอะไรที่นั่น เมื่อไปที่บ้านของครูเด็กหญิงก็เห็นครูกำลังสอนหนังสือให้กับลูกสาวของครู เด็กหญิงยืนมองอยู่ห่าง ๆ เมื่อครูเห็นเด็กหญิง ครูก็เรียกเด็กหญิงให้เข้าไปหาและบอกว่าจะสอนหนังสือให้ในตอนเย็นทุกวัน ตอนแรกเด็กหญิงบอกว่าจะไม่เรียนเพราะว่าไม่มีเงินจะจ่ายให้กับครู ครูก็บอกว่าครูจะสอนให้เฉย ๆ โดยที่ไม่รับเงินโดยให้มาเรียนกับลูกของครูเพราะครูก็สอนหนังสือให้กับลูกของครูทุกวันอยู่แล้ว เด็กหญิงได้มาเรียนหนังสือที่บ้านครูในตอนเย็นเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งก็ทำให้ผลการเรียนของเด็กหญิงดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมาเรียนในระดับมัธยมก็ทำให้เด็กหญิงมีผลการเรียนที่ค่อนข้างดี และสามารถที่จะสอบเข้ามาเรียนในระดับอุดมศึกษาได้ จากการที่ครูคนนี้ได้ช่วยสอนหนังสือให้กับเด็กหญิงก็ทำให้เด็กหญิงมีกำลังใจและอยากจะเป็นครู เพื่อที่จะช่วยให้เด็กอีกหลาย ๆ คนได้มีโอกาสเหมือนตน จึงตั้งใจสอบเข้ามาเรียนในคณะศึกษาศาสตร์
กรณีศึกษาที่ 7: ตอนนั้นเป็นคาบเรียนในวิชาจำนวนและการดำเนินการในคณิตศาสตร์ระดับโรงเรียน ผู้สอนคือ ผศ.เอื้อจิตร พัฒนจักร นักศึกษาในชั้นเรียนมีจำนวน 26 คน ความจริงแล้ววิชานี้จะมีควบเรียนในช่วงเช้าของวันอังคารเวลา 8.00-10.00 แต่เนื่องจากว่าในช่วงเช้าพี่ ๆ TA ไม่ว่างกันก็เลยเปลี่ยนเวลาเรียนมาเป็นตอนเย็น 18.30-20.30 แทน วันนั้นเป็นการเรียนในเรื่องกิจกรรม “What is 1?” หนึ่งคืออะไร สำหรับอุปกรณ์ก็มี แก้วน้ำ หลอด ไม้ลูกชิ้น ยางรัดของ ให้เราแสดงให้เห็นว่า “หนึ่งคืออะไร” ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าหนึ่งคืออะไร เราก็คิดแค่เพียงว่า หนึ่งต้องมีหนึ่งอันเท่านั้น แล้วเพื่อน ๆ แต่ละกลุ่มก็ออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน ทำให้เราได้รู้ว่า “หนึ่งนั้นแม้ว่าจะเป็นหนึ่งเหมือนกันแต่ว่าหนึ่งนั้นไม่เท่ากัน ต้องดูว่าบริบทของมันเป็นแบบไหน เช่น ไม้ลูกชิ้นหนึ่งไม้ กับ ไม้ลูกชิ้นหนึ่งมัด คำว่าหนึ่งของทั้งสองคือหนึ่งแต่ว่าจำนวนของหนึ่งนั้นไม่เท่ากัน” ความรู้สึกของตนเองตอนนั้นว่าชอบวิชานี้มากเพราะว่าได้คิดอะไรก็ได้ที่อยากจะคิด ความคิดของทุกคนสำคัญเสมอเพียงแต่ว่าถ้าเราคิดอะไรแล้วเราจะต้องมีเหตุผลมารองรับความคิดของตัวเอง เวลาที่เรียนเป็นช่วงที่สมองทำงานได้ดีมาก มีสมาธิ ไม่เหมือนเรียนวิชาอื่นที่มักจะง่วงหลับเสมอ จำนวนแต่ละอย่างนั้นเราจะไม่สามารถบอกได้ว่ามีความหมายว่าอย่างไร เพราะเราต้องมาพิจารณาว่ามันหมายความว่ายังไง เช่นเดียวกันถ้ามีคนมาถามว่า 1+1 เท่ากับเท่าไหร่ก็ยังไม่สามารถที่จะตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า 2 เพราะเราไม่รู้ว่ามันเท่ากับ 2 จริงหรือเปล่า
กรณีศึกษาที่ 8: ปัจจุบัน โรงเรียนมัธยมหลายแห่ง ส่วนใหญ่ จะมีรูปแบบการเรียนการสอนโดยเน้นในเรื่องเนื้อหาสาระของวิชานั้นๆ อย่างเช่นวิชาคณิตศาสตร์ ครูจะสอนตามเนื้อหาในแต่ละบทด้วยการอธิบายหน้าชั้น หันหน้าเข้าหากระดานในบางครั้ง หันหลังให้นักเรียนในบางที ในชั้นเรียนแบบนี้ เรียกได้ว่าครูเป็นผู่ส่งสารเพียงอย่างเดียว และนักเรียนก็เป็นผู้รับสารเพียงอย่างเดียว นักเรียนก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่ตั้งใจเรียน เพื่อนของฉันหลายคนก็เป็นอย่างนี้ ฉันเองก็เช่นเดียวกัน ก็จะมีในบางครั้งที่เกิดอาการเบื่อหน่าย ขี้เกียจ และไม่อยากเข้าเรียน จริงๆแล้วก็มีสาเหตุมาจากตัวบุคคลด้วย (เป็นส่วนหนึ่ง) มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นอยู่ ม.4 เห็นจะได้ อาจารย์ก็ใช้วิธีการสอนแบบเดิม เพื่อนๆหลายคนก็ไม่เข้าใจ โดยเฉพาะฉันเองถึงกับทำข้อสอบไม่ได้เลยสักข้อ จึงได้บอกปัญหานี้แก่อาจารย์ไป ท่าทางอาจารย์กังวลมาก ได้เข้ามาถามนักเรียนในชั้นเรียนว่ามีใครไม่เข้าใจบ้าง ก็มีเพื่อนฉันยกมือกันหลายคน อาจารย์ก็บอกให้กลับไปอ่านหนังสือเพิ่มเติม แล้วก็เริ่มสอนเรื่องใหม่ทันที เพระกลัวเวลาจะไม่พอ เดี๋ยวจะเรียนไม่จบเนื้อหาตามที่ได้วางไว้ และฉันก็ยังไม่เข้าใจเนื้อหาในเรื่องนั้นจนถึงทุกวันนี้ ในตอนนั้นฉันคิดว่ามันไม่ยุติธรรมต่อนักเรียนเลย ที่ครูมัวแต่ให้ความสนใจกับการที่ต้องสอนเนื้อหาให้ครบตามหลักสูตร โดยที่มองข้ามนักเรียนไป ถ้าหากฉันเป็นครูฉันจะไม่ทำแบบนี้... แล้วอยู่ๆ ความคิดที่อยากจะเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ก็เกิดขึ้นมาในหัวของฉัน ฉันสอบเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยในคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตรศึกษาได้ตามความคาดหวัง สิ่งที่ฉันได้มาเจอที่นี่ ทำให้ฉันมีความรักและเคารพในวิชาชีพครูยิ่งขึ้น ฉันรู้สึกว่าเป็นวิชาชีพที่สำคัญมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องได้รับการอบรมสั่งสอนจากครูทั้งนั้น และอาจารย์ที่นี่ ยังทำให้ฉันรู้สึกมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้นที่จะเป็นครูคณิตศาสตร์ที่ดี อาจารย์สอนให้ฉันได้มองเห็นคณิตศาสตร์ในหลายแง่มุม ทำให้ฉันอยากเปลี่ยนแปลงคามคิดของหลายๆคนที่ว่า คณิตศาสตร์เป็นเรื่องที่น่าเบื่อและเข้าใจยาก สุดท้ายนี้ ฉันก็มีคำพูดหนึ่งของอาจารย์ที่ฉันเคารพที่อยากจะแบ่งปันให้กับทุกคนได้รับรู้ และหวังว่าทุกคนจะรู้สึกเหมือนกับฉัน
“นักเรียนไม่ใช่เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ที่ต้องตื่นมาตอนเช้าแล้วพบกับอะไรก็ไม่รู้ที่ครูยื่นให้”
ฉันคิดว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนของฉันหลายคนก็คงจะจดจำคำนี้ได้เช่นเดียวกับฉัน มันเป็นคำที่เตือนใจฉันอยู่ตลอดเวลาว่าให้ตะหนักและให้ความสำคัญกับหน้าที่ของครูและคำว่า “นักเรียน”
กรณีศึกษาที่ 9: เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าเป็นคนที่ขี้กลัว กลัวการปั่นจักรยานมาก เพราะกลัวเวลาที่มันล้ม แล้วจะทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ ข้าพเจ้าคิดว่าเด็กเกือบจะทุกคนก็มีความกลัวในลักษณะแบบนี้ คล้ายกับข้าพเจ้า และเมื่อพวกเขาเหล่านั้นเอาชนะความกลัวนี้ได้ พวกเขาก็จะมีความสุขเหมือนกับข้าพเจ้าเช่นกัน เหตุที่ข้าพเจ้าสามารถเอาชนะความกลัวที่จะปั่นจักรยานได้นั้น ข้าพเจ้าเกิดความขี้เกียจที่เวลาพ่อวานให้ไปชื้อของที่ร้านค้า ข้าพเจ้าต้องเดินไป เพราะปั่นจักรยานไม่เป็น และเวลารวมแก๊งเด็ก ข้าพเจ้าจะต้องเป็นคนนั่งซ้อนประจำ และพี่ของข้าพเจ้าต้องเป็นคนปั่น ทำให้เวลาปั่นจักรยานแข่งกันกับเพื่อนคนอื่นๆได้ช้า เพราะคนอื่นไม่ต้องซ้อนใคร และเมื่อตอนที่ข้าพเจ้าอายุ 7 ขวบ แม่ของข้าพเจ้าบอกว่า จะเข้าโรงเรียนแล้ว หัดปั่นจักรยานได้แล้วนะ ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มพยายามฝึกหัดปั่นเป็นต้นมา เมื่อตอนฝนตกข้าพเจ้าเกิดนึกสนุก พยายามปั่นจักรยานเล่นน้ำฝน โดยปิดประตูรั้วบ้านไว้ แล้วก็ปั่นไปมาบริเวณบ้าน บางครั้งก็ปั่นจักรยานชนประตูบ้านบ้าง จนทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเริ่มปั่นได้คล่องแล้ว และไม่รู้สึกกลัวล้มอีกต่อไป ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจอย่างมากที่สามารถเอาชนะความกลัวที่จะปั่นจักรยานได้ ต่อจากนั้นมาเวลาที่ข้าพเจ้าจะไปไหนอีก ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องเดินไกลๆอีก จนปัจจุบันนี้เวลาที่ข้าพเจ้าสามารถเอาชนะความกลัวต่างๆได้ มันทำให้ข้าพเจ้าภูมิใจในตัวเองมากที่สุด
กรณีศึกษาที่ 10: การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของข้าพเจ้าคือการเรียนในห้องเรียนกับคุณครูและถ้าอยากรู้เจาะลึกของเนื้อหารายละเอียดต่างๆที่มากขึ้นจากที่อาจารย์สอนก็คือการเรียนนอกห้องเรียนโดยการศึกด้วยต้นเอง อาจจะค้นหาจาก ห้องสมุด วารสาร อินเตอร์เน็ต จากผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านเรื่องนั้นๆ ผมชอบวิชาคณิตศาสตร์มากคับ ซึ่งแต่ก่อนผมไม่เคยชอบและเกลียดมันมากเพราะเรียนไม่รู้เรื่องอาจารยืสอนไม่เข้าใจ สอนเร็วเวลาไม่เข้าใจก้ไม่กล้าถามสงสัยขั้นตอนไหน เช่น ตรงนี้ได้มายังไง ใช้วิธีใดในการหา จุดเปลี่ยนทางความคิดนี้เองทำให้ผมถามตัวเองไม่เข้าใจเพราะอะไร เวลาเรียนตั้งใจฟังไม่ สงสัยทำไมไม่ถาม แล้วจะรู้เรื่องไม่ ไม่รู้คือไม่ผิด เป็นคำพูดที่เพื่อนสนิทผมบอกกับผมในคาบเรียน ผมคิดติ้งไอเดียออกเลยว่า มันใช่จริงด้วย หลังจากวันนั้นผมพยายามตั้งใจฟัง จดบันทึก สงสัยก็ถามอาจารย์ ถามเพื่อนที่รู้ไม่ต้องอายถ้าอยากรู้ กลับไปบ้านหัดทำแบบฝึกหัด ทบทวนเรื่องที่เรียนมาวันต่อวัน เทอมต่อมาผมเกรดขึ้นจาก 2 มาเป็น 4 เลยคับภูมิใจมากเพราะทำด้วยตนเองนี้คือตัวอย่างของประสบการณ์ของผมที่เป็นจุดเปลี่ยนทางความคิด
รณีศึกษาที่ 11: ตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา ข้าพเจ้าไม่ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์เลยเพราะว่ามันน้าเบื่อ ปวดหัว อาจารย์สั่งการบ้านเยอะมากๆ จนไม่มีเวลาเล่นกับเพื่อน ถ้าทำไม่เสร็จก็โดนครูตี แต่พอข้าพเจ้าได้เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นก็รู้สึกชื่นชอบวิชาคณิตศาสตร์ขึ้นมาทันทีเพราะว่า อาจารย์สอนเข้าใจดีมากเลย สอนเรื่องที่ยากๆให้ง่ายลง อาจารย์ไม่สั่งการบ้าน แต่อาจารย์จะให้ทำในห้องเรียน ตรงไหนที่ไม่เข้าใจอาจารย์ก็จะอธิบายจนกว่าจะเข้าใจ อาจารย์จะมีเทคนิคหรือว่าวิธีลัดง่ายๆ มาสอนตลอดเลย ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และอาจารย์ก็จะสอนพิเศษให้โดยไม่คิดเงินสักบาทเดียว ที่สำคัญ ข้าพเจ้าชื่นชอบในตัวอาจารย์มาก เพราะทั้งสวย ทั้งเก่ง และใจดี พอขึ้นม.4 ข้าพเจ้าได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์กับอาจารย์ผู้ชาย อาจารย์ก็สอนดี เวลาสอนก็จะเล่าเรื่องตลกให้ฟังทำให้ไม่ง่วงนอน และอาจารย์เป็นกันเองกับนักเรียน เวลาที่นักเรียนไม่เข้าใจตรงไหน ก็จะกล้าที่จะถามอาจารย์ ตั้งแต่นั้นมาก็ทำให้ข้าพเจ้าชอบวิชาคณิตศาสตร์ และประทับใจในตัวอาจารย์ เลยทำให้ข้าพเจ้าอยากจะยึดอาจารย์เป็นแบบอย่าง และข้าพเจ้าอยากจะเก่งคณิตศาสตร์เหมือนอาจารย์ และอยากจะเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่ดีเหมือนอาจารย์
กรณีศึกษาที่ 12: การที่ดิฉันได้เข้ามาเรียนคณะศึกษาศาสตร์ จากที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าอยากจะมาเรียน ในตอนที่ดิฉันเป็นเด็กอาชีพครูไม่เคยมีในความคิดของดิฉันเลย ในขณะที่ใครหลายๆคนอยากจะเป็นครูกัน ในสมัยประถมศึกษาวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ดิฉันชอบมากที่สุด เหตุเพราะว่าดิฉันทำข้อสอบได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน ซึ่งในครั้งนั้นดิฉันได้รับรางวัลจากครูที่สอน และได้รับรางวัลจากแม่ของดิฉัน ดิฉันรู้สึกดีใจมาก เมื่อเข้ามาเรียนในระดับมัธยมศึกษา ตอนที่ดิฉันเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ 2 มีอาจารย์ฝึกสอนมาสอนวิชาคณิตศาสตร์ด้วยกัน 4 ท่าน อาจารย์สอนสนุก เข้าใจง่าย ดิฉันรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ ดิฉันได้ค้นคว้าหาหนังสือเสริมเพิ่มเติม ได้ฝึกทำแบบฝึกหัด เมื่อสอบกลางภาคดิฉันได้คะแนนสูงสุดในห้อง และได้เกรด 4ทั้งสองรหัสวิชาที่เป็นคณิตศาสตร์คือวิชาที่บังคับกับวิชาเลือก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ดิฉันไม่เคยได้เกรด 4 ในวิชาคณิตศาสตร์ที่เป็นวิชาเลือกเลยดิฉันรู้สึกดีใจมาก ทำให้ดิฉันชอบวิชาคณิตมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ดิฉันอยากเป็นครูเพราะอยากเป็นครูเหมือนอาจารย์ทั้งสี่ท่านเพราะอาจารย์ที่มาฝึกสอนไม่เพียงแต่สอนวิชาการเท่านั้นแต่ยังสอนให้ดิฉันรู้จักรักสามัคคีในหมู่เพื่อนด้วย อย่าแบ่งแยกกันเป็นกลุ่มๆ โดยให้ทั้งห้องอมอมยิ้มอันเดียวกันทั้งห้อง วันนั้นเป็นวันที่ดิฉันจดจำไม่เคยลืมเลย ดิฉันจึงมีความตั้งใจว่าดิฉันจะไปเป็นครูเหมือนกับอาจารย์ที่มาฝึกสอน และดิฉันก็ได้เข้าเรียนเป็นครู สาขาวิชาคณิตศาสตร์ที่ดิฉันชอบ ในคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแห่งนี้
กรณีศึกษาที่ 13: ในชีวิตการเรียนของฉัน มีครูที่ฉันประทับใจอยู่สองคน คือ ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์และครูสอนวิชาเคมี ครูคนแรกสอนวิชาคณิตศาสตร์เป็นครูผู้หญิงค่ะ ครูคนนี้เป็นครูที่ปรึกษาของฉันเองค่ะ ครูสอนคณิตศาสตร์ได้เข้าใจมากค่ะนอกจากครูจะสอนในเนื้อหารายวิชาแล้ว ครูยังเป็นคนที่ชอบพูดให้คติเตือนใจสอดแทรกเวลาที่ฉันและเพื่อนเรียนกับครู และฉันก็ชอบฟังสิ่งที่ครูพูดมากค่ะ ครูจะเป็นที่ปรึกษาให้กับทุกๆคนเมื่อมีปัญหา ครูจะคอยพูดเตือนอยู่เสมอเพี่อกระตุ้นให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน ครูให้ความสนิทสนมกับนักเรียน และครูยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกศิษย์ซึ่ง เพื่อน ๆ ของฉันต่างก็เรียกครูคนนี้ว่าแม่ ครูคนที่สองคือครูสอนวิชาเคมี ครูคนนี้เก่งมาก เก่งทั้งในด้านการสอนและด้านอื่นๆ สิ่งที่ครูสนใจครูจะศึกษาจนกระทั่งครูรู้และครูจะศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา ถ้าวิชาไหนที่ฉันได้เรียนกับครูคนนี้ฉันคิดว่าเป็นวิชาที่
ท้าทายมากสำหรับฉัน เพราะครูเน้นการให้เหตุผลสนับสนุนกับสิ่งที่จะตอบไปถ้าไม่มีการศึกษาให้เข้าใจก็จะไม่สามารถตอบคำถามของครูได้แล้วงานที่ทำส่งก็จะไม่ผ่าน เช่น วิชาโครงงานวิทยาศาสตร์ และ ครูคนนี้จะเคร่งครัดในกฎระเบียบมาก จนกระทั่งบางครั้งที่เรียนก็รู้สึกเบื่อ เช่น การทำความเคารพครูในตอนแรกของการเข้าเรียน ถ้าวันไหนฉันและเพื่อนไปเรียนแล้วทำความเคารพไม่พร้อมกัน หรือมีเพื่อนคนไหนไม่ทำ ครูก็จะให้ทำความเคารพไปเรื่อยๆจนกว่าครูจะพอใจ แต่ฉันก็เข้าใจค่ะว่าที่ครูทำแบบนี้ก็เพราะครูอยากให้นักเรียนมีระเบียบวินัย ในเวลาที่ฉันและเพื่อนของฉันได้คุยกับครู ครูจะแนะนำสิ่งที่ดีให้กับพวกเราอยู่เสมอทั้งด้านการเรียนและด้านอื่นๆ ฉันนำสิ่งที่ครูทั้งสองคนได้สอนไว้มาเป็นแนวทางในชีวิตการเรียนของฉัน และฉันอยากจะเป็นครูที่ดีเหมือนครูทั้งสองคนด้วยค่ะเวลาที่ฉันมีโอกาสได้เป็นครูสอนนักเรียน
กรณีศึกษาที่ 14: ในช่วงที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นมีความคิดเสมอมาว่า จะต้องเข้าเรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ให้ได้ แต่เมื่อเข้าเรียนชั้นมัธยมปลาย ได้เรียนฟิสิกส์ ซึ่งเป็นวิชาที่ยากมาก และตัวดิฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจในเนื้อหาวิชานี้ ถึงขั้นเรียกได้ว่าทำข้อสอบวิชานี้ไม่ได้เลย จึงทำให้เกิดความคิดว่าถ้าหากเรียนต้องเรียนไม่จบแน่ทำให้เสียเวลาเปล่าๆ ถึงแม้ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็คงเรียนไม่ทันคนอื่นที่มีพื้นฐานด้านนี้มาดี ดังนั้นดิฉันจึงเปลี่ยนความคิดที่จะไม่เรียนเกี่ยวกับด้านนี้และพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่เรียนสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ จึงเลือกที่จะเรียนศึกษาศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์ศึกษา เพราะว่าไม่ได้เรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เลย และคณิตศาสตร์ก็เป็นวิชาที่ดิฉันชอบเรียนด้วย
อาจเรียกได้ว่าสิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เปลี่ยนความคิดในการเรียนคือ การรู้ตัวเองเองจากผลการเรียนทำให้รู้ตัวว่าตัวเองเหมาะสมกับด้านใด และช่วยให้ตัดสินใจเลือกในทางที่ตัวเองถนัดจนกระทั่งมาอยู่ ณ ตรงจุดนี้ในปัจจุบัน
กรณีศึกษาที่ 15: ตอนที่ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่เรียนคณิตศาสตร์อย่างมีความสุข คือตอนที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพราะชอบเนื้อหาคณิตศาสตร์ในระดับชั้นนี้ซึ่งเป็นเรื่อง ความน่าจะเป็น และสถิติ เพราะจากการเรียนในเรื่องเหล่านี้ทำให้เห็นว่าวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีทักษะและกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน และบวกกับเป็นคนที่ชอบวิชาคำนวณจึงทำให้ชอบเรียนวิชานี้
แต่แรงจูงใจอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้หันมาเรียนคณิตศาสตร์อย่างจริงจังคือ วันแรกที่ท่านอาจารย์คนนี้จะสอน อาจารย์ถามว่าปิดเทอมใครได้ไปเรียนพิเศษที่ขอนแก่นบ้าง และอาจารย์ก็ให้ทำโจทย์ลองดูว่าที่ไปเรียนน่ะได้ความรู้ไหม แต่ข้าพเจ้าก็ทำได้ค่ะ และคำถามของอาจารย์ตอนนั้น จึงทำให้คิดได้ว่าเราจะต้องตั้งใจเรียนและต้องอ่านหนังสือไปล่วงหน้าและตอนนั้นลองทำแบบฝึกหัดเยอะมาก เพื่อเวลาที่อาจารย์ถามจะได้ตอบได้ อาจารย์จะได้ไม่ดูถูกว่าเสียเงินมาเรียนตั้งแพงแต่ไม่ได้ความรู้กลับไปเลย
แต่ท่านอาจารย์คนที่สอนวิชานี้สอนดีมากค่ะ อธิบายดี มีเทคนิคการสอนที่ทำให้นักเรียนอยากจะเรียน อาจารย์จะสั่งการบ้านทุกวันและให้ส่งงานก่อน 08.00 น
ถ้าใครส่งไม่ทันตามเวลาที่กำหนดอาจารย์ก็จะไม่ตรวจให้ จึงทำให้ต้องทำการบ้านให้เสร็จและมาโรงเรียนแต่เช้า จากเหตุการณ์ในช่วง ม.5 จึงเห็นว่าอาจารย์ทำให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น ตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้อยากเรียนและชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์คนไหนสอนก็ตามหรือบางท่านก็สอนไม่รู้เรื่องแต่ก็ชอบเรียนเหมือนเดิมเพราะเรียนรู้ด้วยตอนเองจากการทำแบบฝึกหัดค่ะ จึงทำให้คิดว่าเป็นช่วงเวลาที่เรียนคณิตศาสตร์อย่างมีความสุข เพราะได้ทั้งความรู้และข้อคิดต่างๆในการทำงานมากมายค่ะ
กรณีศึกษาที่ 16: ในชีวิตของข้าพเจ้ามีประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการเรียนที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตในการเรียนอย่างมาก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนตัวเอง โดยถือว่าตนเองมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนครั้งนี้ นั้นคือ ในช่วงประถมศึกษา การเรียนของข้าพเจ้าอยู่ในระดับพอใช้ แต่ก็มีบางอย่างที่ข้าพเจ้าไม่เคยเข้าใจเลยนึกถึง คือ ไม่เคยอ่านหนังสือเลยถึงแม้เป็นในช่วงสอบก็ไม่เคยอ่านหนังสือ จนเข้าสู่ระดับการศึกษาชั้นม.1 ซึ่งสอบได้เรียนห้องคิงซึ่งเป็นห้องหนึ่งที่มีคนเก่ง ก็ยังไม่อ่านหนังสือ แต่พอถึงชั้มม.2 ก็มีเหตุการณ์หนึ่งคือได้ตกมาอยู่ห้องสอง ซึ่งเพื่อนที่เรียนด้วยกันนั้นยังอยู่ห้องหนึ่งจึงทำให้เกิดการคิดพิจารณาตัวเองว่าทำไมถึงได้ตกมาอยู่ห้องสอง จึงคิดถึงและรู้ว่าตนเองไม่อ่านหนังสือ เวลาสอบและเวลาเรียนหรือทำกิจกรรมในห้องเรียนหรือคิดอะไร ไม่เคยทำเองคอยแต่หลอกเพื่อน ไม่ค่อยคิดอะไร จึงทำให้ปรับเปลี่ยนตนเองใหม่ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนตัวเองตัวเองจากที่ไม่เคยอ่านหนังสือเลย มาอ่านหนังสือ และในการสอบหรือทำกิจกรรมก็ไม่คิดจะหลอกใคร จะทำด้วยตนเอง คิดเอง และถือให้เป็นคติมาตลอดว่าจะไม่หลอก จึงทำให้ตนเองได้การเรียนดีขึ้น และที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มาอ่านหนังสือนั้น ข้าพเจ้าได้คิดว่าการอ่านหนังสือ นอกจากอ่านหนังสือเรียนแล้วยังต้องอ่านหนังสือที่เป็นความรู้รอบตัว เพื่อฝึกให้ตนเองมีนิสัยรักการอ่าน ซึ่งตรงนี้ได้แนวคิดมาจากคำพูดของอาจารย์ชมรมรักการอ่านที่โรงเรียนมัธยม อาจารย์ได้พูดว่า “ในการอ่านหนังสือ เราอย่าคิดว่าเราจะอ่านเพื่อสอบหรืออ่านเพื่อมีความรู้ไปพูดให้คนอื่นฟัง แต่ให้คิว่าเราอ่านหนังสือเพื่อให้เข้าใจ อ่านแล้วเราเข้าใจก็พอ” คือการอ่านหนังสือทุกครั้งตั้งจุดประสงค์เพื่อความเข้าใจเท่านั้น ข้าพเจ้าก็นึกถึงคำพูดอาจารย์ทุกครั้งที่อ่านหนังสือ จึงอ่านเพื่อให้ตนเองเข้าใจ โดยไม่ยึดติดว่าจะอ่านช้า หรืออ่านเร็ว แต่ขอเพียงให้ตนเองเข้าใจสำหรับประสบการณ์ครั้งนี้ข้าพเจ้าจำได้ดี ไม่เคยลืมเพราะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการเรียน และช่วยให้ข้าพเจ้าอ่านหนังสือได้เข้าใจโดยไม่ต้องจำ
กรณีศึกษาที่ 17: เรื่องประทับใจตอนเรียนสมัยประถม ตอน ป.1-ป.4 ผมเป็นเด็กปานกลางสอบได้อันดับที่ 12-14 ของห้องตลอดทั้งห้องก็เกือบๆ 40 คน แต่พอขึ้น ป.5 ด้วยความที่ผมชอบคณิตศาสตร์ และค่อนข้างมั่นใจว่าตนเองเก่งพอสมควร ตอนนั้นมีการทำแบบฝึกหัดก่อนเรียนทุกวัน วันละ 10 ข้อ ผมมั่นใจว่าผมทำได้เร็วที่สุดของห้อง และก็เสร็จก่อนตลอด แต่จะผิดบ่อยมาก อ.จิตนา เชียงบาล จะเตือนผมตลอดว่า “เธอนะคิดเร็วแต่เธอสับเพร่าเอง” หลังจากนั้นผมก็เริ่มจะรอบคอบมากขึ้น หลังจากนั้น ผมก็เป็นที่ 1 ของห้องมาตลอดจนจบ(ติด1ใน5ของสายชั้น) ป.6 นี่เป็นแรงผลักดันอย่างนึงที่ทำให้ผมเรียนศึกษาคณิตศาสตร์ ตอนนี้ครับ
กรณีศึกษาที่ 18: คุณเคยได้ยินประโยคนี้ไหม “คนที่เก่งคำนวณมักจะไม่เก่งภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ” ฉันก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าได้ยินประโยคนี้มาจากไหน แต่ฉันมักจะใช้มันเป็นประโยคที่คอยปลอบใจตัวเองมาตลอด ภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ฉันไม่อยากเรียนที่สุด เพราะฉันไม่เคยทำได้เลย คะแนนสอบออกมาทีไรเป็นต้องตกทุกที ดีหน่อยก็คาบเส้นพอดี เกรดออกมาก็มีแต่ เกรด 2 ดีสุด ๆ ก็ 2.5 ยิ่งเกรดได้น้อยยิ่งทำให้ฉันไม่ค่อยสนใจที่จะเรียน นั่นคือความรู้สึกของฉันตอนเรียนม.ปลาย พอฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัย ความรู้สึกของฉันก็ไม่เปลี่ยนไปเลย ฉันแทบอยากจะวิ่งหนีให้ไกลวิชาภาษาอังกฤษ ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยมาฉันเรียนอังกฤษไปแล้ว 2 ตัว ได้เกรด C + ทั้ง 2 เลย มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองคงจะไม่มีวันทำได้ดีกว่านี้แล้ว แต่เมื่อฉันเรียนอังกฤษตัวที่ 3 ความคิดของฉันก็เริ่มจะเปลี่ยนไป และเปลี่ยนไปในทางที่ดีด้วย ชั่วโมงแรกที่เรียนวิชานี้ก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าสนุก อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน แกจะสอนเรื่องที่ยาก ๆ ให้เป็นเรื่องง่าย มีเทคนิคในการจำ ถึงแม้บางมันจะดูแปลก ๆ แต่ก็ใช้ได้ผลดีทีเดียว อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฉันมีความสุขกับการเรียนวิชานี้คือ ไม่มีการบ้าน แกบอกว่าถึงให้การไปก็ไม่มีใครทำเหมือนเดิม สู้มาทำในห้องเรียนดีกว่า ช่วยกันทำช่วยกันเฉลย ถึงแม้ว่าการทำแบบนี้จะทำให้มันช้าแต่ก็ชัวน์ ดีกว่าไปเร็วแต่ไม่รู้เรื่อง ฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้การที่แกเป็นคนอารมณ์ดีเข้ากับนักศึกษาได้ง่ายจึงทำให้นักศึกษาหลาย ๆ คนชอบแก ส่งผลให้นักศึกษาหลายคนไม่คิดที่จะโดดเรียนวิชานี้รวมทั้งฉันด้วย ทุกครั้งที่เข้าเรียนวิชานี้ฉันจะตั้งใจเรียนและมีความสุขอย่างมาก เพราะฉันรู้สึกว่าฉันเรียนอย่างเข้าใจ พอถึงสอบกลางภาคฉันทุ่มเทให้กับวิชานี้เป็นอย่างมาก มีการสรุปที่เรียนมาในสมุดเล่มเล็ก ๆ มีการท่องคำศัพท์ ฉันทุ่มเทให้วิชานี้อยู่ 3 วัน ตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่าต้องทำข้อสอบให้ได้ อาจารย์สอนดีขนาดนี้แล้วถ้าทำข้อสอบไม่ได้ฉันคงแย่มาก ๆ เพื่อน ๆ ฉันหลายคนแปลกใจกับพฤติกรรมของฉันที่เปลี่ยนไป จากคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือ ไม่เคยท่องคำศัพท์ ตอนนี้มีสมุดเล็ก ๆ จดคำศัพท์และสรุปเนื้อหาที่เรียนมา แม้กระทั่งตัวฉันเองก็ยังรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เลย พอถึงวันสอบฉันรู้สึกมั่นใจเป็นอย่างมากว่า ฉันต้องทำข้อสอบได้แน่ ๆ “ฉันทำได้ ฉันสามารถทำได้” พอเห็นข้อสอบยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่ฉันทุ่มเทให้มันได้ผลจริง ๆ ถึงแม้ฉันจะทำไม่ได้ทุกข้อก็ตาม แต่ฉันก็ดีใจที่ได้เดาน้อยลง พอคะแนนสอบออกมาช่างเป็นอะไรที่มีความสุขจริง ๆ การทุ่มเทของฉันไม่เสียเปล่า คะแนนเต็ม 60 ฉันทำได้ 47.25 สุดยอดเลย (A อยู่ใกล้แค่เอื้อม) ฉันไม่เคยสอบอังกฤษได้คะแนนเยอะขนาดนี้เลย ไม่คิดมาก่อนเลยว่าคนอย่างฉันจะทำได้ ต้องขอบคุณอาจารย์ขนมจีน(พวกฉันเรียกแกอย่างนั้นเพราะหน้าตาแกเหมือนนักร้องที่ชื่อขนมจีน) แกทำให้ฉันรู้สึกว่าภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว ขอบคุณที่ทำให้ฉันไม่เกลียดวิชานี้อีกต่อไป ขอบคุณที่ทำให้ฉันมีความสุขขณะอยู่ในห้องเรียน ขอบคุณที่มอบเสียงหัวเราะให้พวกฉัน ขอบคุณที่ทำให้ฉันได้รู้ว่า “ไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้ ถ้าฉันตั้งใจที่จะทำ” ฉันสัญญาว่าตั้งใจเรียนแบบนี้ตลอดไปและจะต้องเรียนวิชานี้ให้ได้ A เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเอง คงจะไม่มีอะไรน่าภาคภูมิใจได้เท่ากับการเรียนจากได้เกรด C+ มาเป็น เกรด A อีกแล้ว ความสำเร็จของวิชานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และครูที่ดีในอนาคต
เมื่อฉันเรียนจบออกไปเป็นครูฉันต้องเป็นอย่างอาจารย์ขนมจีนให้ได้ ฉันจะทำให้คนที่เกลียดวิชาคณิตฯหันมาชอบวิชาคณิตฯให้ได้ ....
กรณีศึกษาที่ 19: ความประทับใจของข้าพเจ้า เริ่มต้นตอนที่สมัยข้าพเจ้ากำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา 6 ตอนนั้นข้าพเจ้าเป็นคนที่เรียนคณิตศาสตร์ไม่ค่อยรู้เรื่อง คิดเลขก็ช้า จึงทำให้ตอนนั้นไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์อย่างมาก พอดีช่วงนั้นพ่อกับแม่ได้เปลี่ยนมาประกอบอาชีพค้าขาย ตอนวันหยุดหรือช่วงปิดเทอมข้าพเจ้าก็จะไปช่วยพ่อกับแม่ค้าขายเป็นประจำช่วงที่หยุด จึงทำให้ข้าพเจ้าเริ่มคุ้นเคยกับการทอนเงิน ทีแรกข้าพเจ้าก็ทอนเงินไม่ค่อยคล่องสักเท่าไหร่ บางครั้งก็ทอนผิดบางครั้งก็ทอนถูก ตอนนั้นถูกแม่ดุบ่อยครั้ง พอไปช่วยพ่อกับแม่ขายของบ่อยๆขึ้นจึงทำให้ข้าพเจ้ามีความคล่องที่จะทอนเงินมากขึ้น ทีแรกตอนทอนเงินให้ลูกค้าใหม่ๆ ก็จะใช้เครื่องคิดเลข แต่พอนานเข้าข้าพเจ้าก็เลิกใช้เครื่องคิดเลข ข้าพเจ้าเริ่มที่จะมีความคิดที่เร็วกว่าเดิมมาก พอเปิดเทอมข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้าคิดเลขได้เร็วขึ้นและถูกต้องกว่าเดิม พออาจารย์ประกาศผลสอบออกมา ข้าพเจ้าแทบไม่อยากเชื่อ คะแนนของข้าพเจ้าที่สอบได้เกือบเต็ม หลังจากนั้นมาข้าพเจ้าก็เริ่มรู้สึกว่าข้าพเจ้าชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์มาก ทุกครั้งที่ชอบข้าพเจ้าก็จะได้เกือบเต็มตลอด จากการที่ทีแรกข้าพเจ้าไม่ค่อยชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แต่ตอนนี้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการเรียนคณิตศาสตร์เป็นเรื่องที่สนุก ท้าทาย ตอนนี้ข้าพเจ้าจึงคิดว่าโตขึ้นเมื่อข้าพเจ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัย ข้าพเจ้าก็จะเลือกเรียนในสิ่งที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ จนถึงปัจจุบันนี้ การที่ข้าพเจ้ามีแรงบัลดาลใจจากการที่ค้าขาย จึงทำให้ข้าพเจ้าทำความฝันของข้าพเจ้าให้เป็นจริง คือข้าพเจ้าสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือข้าพเจ้าได้เรียนในสาขาที่ข้าพเจ้าชอบคือ สาขาคณิตศาสตรศึกษา
กรณีศึกษาที่ 20: อาจจะถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของการเป็นนักเรียนเลยก็ว่าได้ แต่บางครั้งเหตุการณ์ที่แย่ๆก็สามารถเปลี่ยนให้เป็นแรงบันดาลใจให้เราทำอะไรที่ดีขึ้นได้เหมือนกัน เหตุการณ์นี้เกิดตอนที่ฉันเรียนอยู่ม.3 ช่วงนี้ฉันใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานเต็มที่ได้ทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เคยทำ ติดเพื่อน หนีเรียนไม่อ่านหนังสือ จนวันที่ทำให้ฉันคิดอะไรได้ก็มาถึง เมื่อเกรดออกฉันเสียใจมากจากที่เคยติดอันดับหนึ่งในสามของห้องคิงฉันตกมาอยู่ที่เกือบจะสามสิบ เวลาที่ขับรถกลับบ้านฉันร้องไห้มาตลอดทางเลยแต่จะทำอะไรได้ก็ฉันทำตัวของฉันเองนี่นา ตั้งแต่วันนั้นมาฉันก็ตั้งใจเอาไว้ว่าต่อไปนี้ฉันจะเข้าเรียนทุกคาบ จะตั้งใจเรียน จะอ่านหนังสือ เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ และที่สำคัญคือฉันไม่ต้องการพบเจอกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายแบบนั้นอีกแล้ว ประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการเรียนของฉันอาจจะไม่เหมือนคนอื่นเขา เพราะประสบการณ์ที่ดี ของคนอื่นคงจะมีแต่เรื่องดีๆ แต่สำหรับฉันแล้วการคิดได้เองแม้จะมาจากประสบการณ์ที่เลวร้ายก็ตาม มันคือประสบการณ์ที่ดีที่สุดในชีวิตการเป็นนักเรียนของฉันเลยแหละ
กรณีศึกษาที่ 20: อาจจะถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของการเป็นนักเรียนเลยก็ว่าได้ แต่บางครั้งเหตุการณ์ที่แย่ๆก็สามารถเปลี่ยนให้เป็นแรงบันดาลใจให้เราทำอะไรที่ดีขึ้นได้เหมือนกัน เหตุการณ์นี้เกิดตอนที่ฉันเรียนอยู่ม.3 ช่วงนี้ฉันใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานเต็มที่ได้ทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เคยทำ ติดเพื่อน หนีเรียนไม่อ่านหนังสือ จนวันที่ทำให้ฉันคิดอะไรได้ก็มาถึง เมื่อเกรดออกฉันเสียใจมากจากที่เคยติดอันดับหนึ่งในสามของห้องคิงฉันตกมาอยู่ที่เกือบจะสามสิบ เวลาที่ขับรถกลับบ้านฉันร้องไห้มาตลอดทางเลยแต่จะทำอะไรได้ก็ฉันทำตัวของฉันเองนี่นา ตั้งแต่วันนั้นมาฉันก็ตั้งใจเอาไว้ว่าต่อไปนี้ฉันจะเข้าเรียนทุกคาบ จะตั้งใจเรียน จะอ่านหนังสือ เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ และที่สำคัญคือฉันไม่ต้องการพบเจอกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายแบบนั้นอีกแล้ว ประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการเรียนของฉันอาจจะไม่เหมือนคนอื่นเขา เพราะประสบการณ์ที่ดี ของคนอื่นคงจะมีแต่เรื่องดีๆ แต่สำหรับฉันแล้วการคิดได้เองแม้จะมาจากประสบการณ์ที่เลวร้ายก็ตาม มันคือประสบการณ์ที่ดีที่สุดในชีวิตการเป็นนักเรียนของฉันเลยแหละ
กรณีศึกษาที่ 21: ในขณะที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจมากที่ข้าพเจ้าได้เรียนกับอาจารย์ท่านหนึ่งอาจารย์มีชื่อว่า อาจารย์ปิ่นมณี อาจารย์สอนวิชาสังคมศึกษา ข้าพเจ้าภูมิใจและชอบวิธีการสอนของอาจารย์มาก อาจารย์สอนโดยเริ่มเข้าคาบเรียนอาจารย์ก็จะสอนประมาณ 50 นาที แล้วให้นักเรียนไปศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ได้เรียนไปประมาณ 30 นาที จากนั้นเหลือเวลาอีก 20 นาที อาจารย์จะให้นักเรียนนั่งเป็นกลุ่ม แล้วตอบคำถามของอาจารย์ โดยกลุ่มที่ยกมือขึ้นตอบและตอบถูกเป็นกลุ่มแรกก็จะได้คะแนนไป ซึ่งในการสอนแบบวิธีของอาจารย์นี้ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้น และขยันหมั่นเพียรที่จะค้นคว้าหาข้อมูล ในตอนนั้นข้าพเจ้าได้เข้าห้องสมุดของโรงเรียนบ่อยมากแทบจะทุกวันเลยว่าได้ เนื่องจากข้าพเจ้าคิดว่า ถ้าให้ข้าพเจ้าไปศึกษาหาความรู้เฉพาะเวลาที่อาจารย์กำหนดให้ก็คงจะไม่เพียงพอ เพราะข้าพเจ้าเป็นคนที่อ่านหนังสือช้ามาก กว่าจะทำความเข้าใจได้ก็ต้องใช้เวลานานจึงต้องใช้ความพยายามและก็ความขยันเข้าช่วย แต่ในตอนนั้นข้าพเจ้าเข้าห้องสมุดไม่ได้ศึกษาแค่วิชาเดียว ข้าพเจ้าได้ยืมหนังสือในรายวิชาอื่นๆมาอ่านที่บ้านด้วย ในช่วงนั้นเกรดเฉลี่ยของข้าพเจ้าได้เยอะกว่าเทอมที่ผ่านมาเยอะมาก และด้วยการเรียนในรายวิชานี้นั่นเองที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกชอบวิชาสังคมศึกษาขึ้นมาทันที ซึ่งก่อนหน้านั้นข้าพเจ้าไม่เคยคิดที่จะชอบหรือว่าอยากอ่านหนังสือในรายวิชาสังคมศึกษาเลย แต่ใช่ว่าจะเป็นเฉพาะข้าพเจ้าคนเดียวที่ชอบอาจารย์ เพื่อนๆของข้าพเจ้าก็ชอบวิธีการสอนของอาจารย์เช่นกัน ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าถ้ามีอาจารย์อีกหลายท่านที่สอนแบบนี้ คงมีเด็กนักเรียนที่สนใจและขยันหมั่นเพียรที่จะอ่านหนังสือ และไอคิวของเด็กไทยคงเยอะกว่านี้ และสำหรับตัวข้าพเจ้าเองก็คิดว่าเมื่อข้าพเจ้าเรียนจบไปแล้ว ข้าพเจ้าไปเป็นครู ข้าพเจ้าก็จะนำวิธีการสอนของอาจารย์ไปประยุกต์ใช้ในการสอนของข้าพเจ้าเองแน่นอน
กรณีศึกษาที่ 22: ข้าพเจ้าเรียนสายวิทย์ – คณิต มาเมื่อตอน ม. ปลาย เพราะชอบเรียนคำนวณไม่ชอบท่องจำอะไรมากมาย ก้อเรียนไม่ชอบเรียนวิชาที่น่าเบื่ออย่างสังคม เข้าม.4 แรกๆๆ ก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจมันมากนัก ไม่ใช่ว่าอาจารย์สอนไม่ดีนะค่ะ อาจารย์สอนดีมาก แต่คนมันไม่ชอบก็เลยเกินอคติในรายวิชา จนกระทั่ง ม.6 ข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสเรียนกับอาจารย์อุษณีษ์ อาจารย์ในตอนแรกจะเป็นคนที่ค่อนข้างดุ มีระเบียบ อาจารย์มีโรคประจำตัวที่จะต้องเดินทางไปพบคุณหมอบ่อยๆเกี่ยวกับเส้นเสียง แต่อาจารย์ก็เป็นห่วงนักเรียนมีงานมาให้ทำทบทวนความรู้ที่เรียนตลอด อาจารย์เป็นครูสอนสังคมที่สอนสังคมได้ไม่น่าเบื่อ อาจารย์ไม่ได้สอนเพียงแค่ในเนื้อหา แต่ยังสอนในเรื่องต่างๆรอบตัว อาจารย์มักมีประสบการณ์ในชีวิตที่มักเกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชาเรียนมาเล่าให้ฟัง อาจารย์เป็นคนพูดเสียงดังฟังชัดเจน จนพวกเราเกิดความประทับใจในวิธีการสอนและความดูแลเอาใจใส่นักเรียนของอาจารย์ได้ไม่มีขาดตกบกพร่อง อาจารย์จะมีการให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าในหัวข้อที่ตนสนใจ พวกเราจึงมีความสุขที่จะไปหาข้อมูลในเรื่องนั้นๆ แต่ที่เราประทับใจมากที่สุดก็เห็นจะเป็นความเป็นกันเองระหว่างนักเรียนและครู ที่อาจารย์ได้ทำให้นักเรียนรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่แค่อาจารย์ที่ทำหน้าที่มาสอนหนังสือเท่านั้น แต่อาจารย์ยังเป็นเหมือนแม่คนที่สองที่คอยดูแลเอาใจใส่เรา ให้พวกเราเห็นว่านี่แหละคือครู ครูที่น่าเคารพ ครูที่เมื่อเห็นเมื่อไหร่แล้ว อยากจะเข้าไปทักทาย อยากจะไปสวัสดีอาจารย์ หรือเทียบจะไปกราบเท้าด้วยซ้ำ
กรณีศึกษาที่ 23:สำหรับความทรงจำหรือความประทับใจเกี่ยวกับการเรียนของข้าพเจ้า จำได้ว่าตอนนั้นเรียนชั้น ป.1 ตอนนั้นเรียนวิชาภาษาไทย คุณครูประจำชั้นจะพาอ่านโดยให้นักเรียนอ่านตามประมาณ3 รอบ หลังจากนั้นก็จะให้นักเรียนทุกคนอ่านพร้อมกันประมาณ 2 รอบ หลังจากนันก็ให้นักเรียนอ่านทีละคน จำได้ว่าตอนนั้นบทที่ 1 มีคำอ่านอยู่สามคำ ก็คือ " ตา มา รถไฟ" พอบทที่ 2 ก็จะมี แก้ว กับ กล้า เพิ่มขึ้นมาเป็นตัวละครในบท แล้วก็จะมีเนื้อหาซึ่งเป็นคำอ่านง่ายๆประมาณ 4-5 บรรทัด พอเพื่อนในห้องอ่านทีละคนได้ประมาณครึ่งห้อง หลังจากนั้นก็จะไม่ค่อยมีใครอยากลุกอ่านเพราะอาจจะจำไม่ได้หรือตื่นเต้น(สั่น) เลยเกี่ยงกันลุกอ่าน เมื่ออาจารย์เห็นดังนั้นก็เลยบอกว่า "ใครที่ยังไม่อ่านให้ลุกยืนบนเก้าอี้" ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมข้าพเจ้าด้วย ความรู้สึกในตอนนั้นแบบว่าอายเพื่อนมากๆ เพื่อนคนที่อ่านแล้วก็จะมองคนที่ยังไม่อ่านแล้วก็พากันเยาะเย้ยหัวเราะซุบซิบกัน(ตามประสาเด็กป.1) จำได้ว่าวันนั้นข้าพเจ้าอ่านเป็นคนสุดท้าย อายมากๆ ทั้งอายทั้งสั้น พอกลับบ้านเล่าให้แม่ฟัง ร้องไห้เลย หลังจากวันนั้นก่อนนอนทุกคืน แม่ก็จะสอนอ่านหนังสือหรือบทต่อไปล่วงหน้า เมื่อเรียนวิชาภาษาไทยทีไรข้าพเจ้ารู้สึกมั่นใจมากขึ้น ช่วงแรกๆก็จะอ่านคนต้นๆ แต่พอต่อมาก็จะลุกอ่านเป็นคนแรกเลย บางครั้งคุณครูก็จะให้นำเพื่อนอ่าน ตอนนั้นรุ้สึกทั้งดีใจ ภูมิใตและรู้สึกอยากเรียน อยากมาโรงเรียน นี่แหละคือจุดเริ่มต้นความประทับใจในการเรียนหนังสือของข้าพเจ้า ซึ่งในครั้งนั้นได้ทั้งความสุขในการมาโรงเรียน ได้ไกล้ชิดกับแม่มากขึ้นในการสอนอ่านหนังสือ
กรณีศึกษาที่ 24: ข้าพเจ้ามีความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับการเรียนคณิตศาสตร์ในการเรียนระดับมัยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ได้เรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ 2 วิชา คือ คณิตศาสตร์หลัก(พื้นฐาน) และคณิตศาสตร์เสริม ที่ภูมิใจก็คือ ข้าพเจ้าทำคะแนนในรายวิชาคณิตศาสตร์เสริมทุกครั้งได้เต็ม กลางภาคได้เต็ม ปลายภาคได้เต็ม และจุดประสงค์ก็ได้เต็มทุกครั้ง ทำให้ได้คะแนนเก็บรวมของข้าพเจ้าได้ 100/100 ทำให้ทุกคนมองฉันแปลกๆ ว่าทำได้ไงว่ะ และอีกรายวิชาหนึ่งคือ คณิตศาสตร์หลัก(พื้นฐาน) ข้าพเจ้าทำคะแนนจุดประสงค์ได้เต็มทุกครั้ง กลางภาคได้เต็ม แต่ผิดพลาดตรงปลายภาค ผิด 5 คะแนน จึงได้คะแนน 95/100 ทุกคนรอลุ้นคะแนนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็งง นิดๆว่าเราทำได้ขนาดนี้เลยหรอ แต่ในช่วงเวลานั้นข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าชอบวิชานี้มาก และนี่ก็เป็นสาเหตทีทำให้ข้าพเจ้าเลือกเรียนสาขาคณิตศาสตร์ศึกษา
กรณีศึกษาที่ 25: สำหรับความทรงจำดีๆ ในการเรียรายวิชาคณิตศาสตร์ ของฉันเริ่มมาจากป. 6 แล้วละ จะมีคุณครูคนหนึ่งท่านจะปลูกฝังให้พวกเรานักเรียนในห้อง ตอนนั้นมี 10 คน คุณครูกับนักเรียนจึงใกล้ชิดกันมาก สนิทสนมกัน ท่านจะบอกว่าถ้าเราเก่งคณิตศาสตร์เราก็สามารถเรียนอะไรก็ได้ และท่านก็สอนวิชานี้ได้เข้าใจง่ายไม่อยากจึงทำให้ฉันชอบเรียนเพราะสนุกและไม่อยากเลย ฉันก็เรียนมาก็ยิ่งรู้สึกว่าชอบวิชานี้มากขึ้น แต่ก็มีบางครั้งที่ฉันไม่เข้าใจก็ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ฉันก็ได้แต่โทษครูว่า ครูสอนไม่ดี สอนให้ฉันไม่เข้าใจ จนไม่ยากเรียนเพราะไม่ชอบครูคนนี้สอนเลย และครูที่สอนก็มีหลากหลายรูปแบบ ฉันก็จะยกตัวอย่างพอให้ดูละกัน บางท่านก็ไม่สอนให้แต่แบบฝึกหัด และตัวอย่าง หรือเข้ามาก็เขียนแต่กระดานไม่พูดไม่จากับนักเรียนเลย จะเห็นได้ว่าผลการเรียนนั้นก็จะต่างกัน แต่ก็ต้องเข้าใจละนะ คนเรารเกิดมาไม่เหมือนกัน ย่อมมีอะไรแตกต่างกันไป พอมาถึงตอนนี้ฉันกำลังเรียนที่จะไปเป็นครู ฉันก็นึกหวั่นใจว่าฉันจะสามารถเป็นครูที่ดีได้ไหม ยิ่งเป็นครูที่ต้องทันและเข้าใจต่อกระแสโลกาภิวัฒน์ด้วยแล้ว รู้สึกยิ่งเรียนก็ยิ่งอยากขึ้น แต่ก็คิดว่าก้าวมาถึงจุดนี้แล้วฉันก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดละกัน นี้จะเป็นบททดสอบของชีวิตจริง ที่มันไม่ใช่แค่โลกแคบๆที่ฉันเคยอยู่ สู้ ๆ สู้ ๆ ยังไงอะไรก็ต้องผ่านไปได้
กรณีศึกษาที่ 26: ดิฉันขอเล่าเรื่องนี้จากประสบการณ์เดิมที่ผ่านมา เรื่องของเรื่องนี้เกิดที่โรงเรียนบุญวัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นโรงเรียนสหประจำจังหวัด โดยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกิด ในฉันระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ ม.4 ดิฉันเรียนแผนวิทย์ – คณิต เรียนอยู่ห้อง 4 ซึ่งเรื่องก็มีอยู่ว่าในวันนั้นเป็นวันที่เรียนวิชาเคมี เป็นครั้งแรก โดยที่อาจารย์ผู้สอนคือ อ.เฉลิมรัตน์ ดวงจำรัส ซึ่งเป็นอาจารย์ที่พี่ๆบอกมาว่าใจดีมากเลย สอนดี น่ารัก และรู้สึกว่าพี่ๆเขาจะพยายามบรรยายถึงความดีของอาจารย์ท่านนี้ แต่พอถึงชั่วโมงเรียนนี้ซึ่งเวลาเรียนนั้นเป็นตอนบ่ายโมง เพิ่งทานข้าวมาใหม่ๆ ก็เลยรู้สึกง่วงมากเลย และในตอนนั้นอาจารย์สอนแบบกลุ่ม ซึ่งในกลุ่มของ ดิฉันจะประกอบไปด้วยเพื่อน อีก 3 คน คือ 1. นายสุวิทย์ รักษาไพร 2. นางสาวสุภารัตน์ ช่างเกวียน และ 3.นางสาวพัชราภร อ่อนวงษ์ ซึ่งกลุ่มเรานี้จะถือว่าเป็นกลุ่มที่นั่งหน้าห้องเรียนที่สุด แล้วทำให้รู้สึกง่วงง่ายกว่ากลุ่มอื่น
และแล้วสิ่งนี้ก็เกิดขึ้น กลุ่มของดิฉันก็หลับตามระเบียบเรียบร้อยเลย ซึ่งท่านอาจารย์ก็เห็นแต่ยังไม่ทำอะไร จนเวลาผ่านไปใกล้ๆจะท้ายคาบ อาจารย์ให้ทำแบบฝึกหัดส่ง ซึ่งกลุ่มไหนช้าและผิดมากที่สุด ก็จะโดนลงโทษ ตามกฎ ซึ่งกลุ่มเรารู้สึกอายมากเลย ต่อหน้าพี่ร่วมห้องตั้ง 40 คนนะค่ะ แบบว่าอายสุดๆเลย โดนตีหน้าชั้นตามจำนวนข้อที่ผิดและจำนวนเวลาที่ช้าเกินกำหนดนะค่ะ หนูบอกตรงๆเลยว่าอายมากจริงๆ แต่หลังจากวันนั้นมากลุ่มเราก็ไม่เคยหลับในห้องเรียนอีก และรวมทั้งเป็นกลุ่มแรกที่ตอบได้ครบและส่งก่อนเสมอๆ และหลังจากนั้นมา 3 อาทิตย์ท่านอาจารย์ก็เปลี่ยนไป อาจารย์สอนได้น่ารักมาก สนุกสนานมากเลย รวมทั้งรู้สึกว่าอาจารย์จะเอาใจใส่กับนักเรียนห้องนี้เป็นพิเศษ ซึ่งทำให้พวกเราตั้งใจเรียนมาก และอยากเรียนกับท่านอาจารย์คนนี้มาก ขนาดไปติดต่อให้ท่านสอนพิเศษเองเลยค่ะ โดยที่ม.5 นั้นเราไม่ได้อาจารย์ท่านนี้มาสอนอีก เราจึงไปติดต่อท่านให้มาสอนพิเศษ ซึ่งก็ได้ผล ห้องเราทำคะแนนเคมีท็อปในชั้นเรียน ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว ขนาดเด็กห้องเก่งยังติดอันดับ 5 – 7 เลย แต่เราติดในอันดับต้นๆ โดยเฉพาะกลุ่มเรา ในม.4 คะแนนเคมีที่ 1 ของสาย คือนางสาวสุภารัตน์ ช่างเกวียน ที่ 2 ของสายเป็น นายสุวิทย์ รักษาไพร และ ที่ 4 ของสายคือเราเอง ซึ่งที่ปรึกษาแปลกใจมากเลย เพราะว่าวิชาอื่นนอกจากคณิตศาสตร์ และเคมี พวกเราไม่ติดในตารางเลยยกเว้น สุภารัตน์ ช่างเกวียนที่ติด วิชาชีววิทยา ที่ 2 ของสาย ซึ่งอาจารย์หลายท่านก็ตกใจเช่นกัน แต่เรายอมรับเลยว่า “ท่านอาจารย์สอนเก่งมากเลย สอนสนุก ไม่น่าเบื่อ และครบทุกเนื้อหา จนเรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมากเลย” จนตอนนี้เราเสียดายมากเลยที่ และคิดถึงท่านมากเลย เพราะอะไรถึงบอกว่าท่านอาจารย์สอนสนุก ลองคิดดูง่ายๆว่า เนื้อหาของรายวิชา เป็นอะไรที่เข้าใจยากมาก และสับสน รวมทั้งเด็กมาสนใจในรายวิชาของอาจารย์ และท่านอาจารย์ก็ไม่แนะนำให้ท่องสูตร ท่านอาจารย์สอนแบบพยายามให้เข้าใจในเนื้อหามากกว่าที่จะท่องเอา และจากจุดๆนี้เอง ตัวดิฉันจึงอยากจะเป็นเหมือนท่าน จึงตั้งใจไว้ว่าเราจะสอนเด็กโดยที่ให้เข้าใจแบบไม่ให้เด็กท่องสูตร ซึ่งเป็นความตั้งใจสูงสุด และตอนนี้เรามาเรียนสาขาวิชานี้ รู้สึกได้เลยว่า เหมือนเราเจออะไรบางอย่างจากสาขานี้ มันใช่ทางออกหรือป่าว? เราก็คิดอยู่ และอีกอย่างหนึ่งนะ สาขานี้หากปรับปรุงใช้กับเมืองไทยได้จริงๆ เด็กไทยคงจะมีหัวคิดมากกว่านี้แน่นอน เพราะว่ามานสอนกระบวนการคิด ซึ่งแต่ก่อน ดิฉันไม่เคยมองเห็นมันเลย แต่พอมาเรียนเราจึงต้องกลับไปมองมุมที่เรามองข้ามไป ซึ่งทำให้เราเห็นว่า “การมองหันหลังกลับไปมองว่า ตัวเราทำอะไรลงไปนั้น ทำให้เรารู้ตัวเสมอ” เพราะแบบนี้เราจึงรู้สึกว่ารอบคอบมากขึ้นและคิดอะไรแปลกๆใหม่ๆได้หลายๆมุม อาทิ ทำไมครูต้องมาวิจารณ์การทำเพาเวอร์พอย ซึ่งใครจะทำมาอย่างไง เขาก็ต้องมีจุดมุ่งหมายในการทำ ไม่ใช่อยากทำเฉยๆๆ แต่ว่า ท่านอาจารย์ในปัจจุบันกลับไม่ถาม แต่บอกให้นักศึกษาปรับปรุงไปในแบบที่ท่านอาจารย์คนนั้นต้องการ ซึ่งคนเราหลายคน หลายความคิด ซึ่งมันก็ตรงที่ว่า “อาจารย์หลายท่าน ก็หลายวิธีการ” ซึ่งตัวดิฉันรับไม่ได้จริงๆกับข้อนี้ มันเป็นการปิดกั้นความคิดเรา ซึ่งก็ทำให้ดิฉันนั้นเจอและเก็บเกี่ยว แล้วดิฉันจะนำไปปรับปรุงใช้กับการสอนของดิฉันในอนาคตต่อไป
กรณีศึกษาที่ 27: เมื่อตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ ม. 4 ก็จะเรียนอยู่สายวิทย์ ซึ่งก็จะมีวิชาที่แตกต่างจากตอน ม.ต้น ก็จะมีวิชา ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ทั้ง 3 วิชานี้ เป็นวิชาใหม่ และก็ยากมาก ตอนเรียนอยู่ ม. 4 รู้สึกไม่ชอบวิชาเคมีเลย เพราะว่าเรียนไม่รู้เรื่อง อาจารย์สอนเนื้อหากลับไปกลับมา วกวน ทำให้งงและสับสน ซึ่งน่าเบื่อมากๆเลยเวลาเรียน เรียนก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เลยทำให้ไม่ชอบวิชาเคมี และไม่อยากที่จะเรียน เพราะว่าเกิดความสับสนในเนื้อหาวิชาและได้เกรดไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ทำให้ไม่ชอบวิชาเคมีเลยตั้งแต่นั้นมา แต่พอขึ้น ม.5 ก็ได้เรียนวิชาพวกนี้อีก ซึ่งยากกว่าเดิม แต่เปลี่ยนอาจารย์ผู้สอนใหม่ และวิชาเคมีอาจารย์ก็สอนได้ดีกว่าตอนอยู่ม.4 อาจเป็นเพราะว่าเป็นคนละอาจารย์ เลยมีเทคนิคการสอนที่แตกต่าง และอาจารย์ท่านนี้สอนได้เข้าใจดีมาก และมีการให้ทดลองต่าง ๆ รู้สึกสนุกมากเวลาที่ทำการทดลอง เพราะเราได้เรียนรู้สิ่งที่เราไม่เคยรู้และไม่เคยทำมาก่อน และอาจารย์ก็สอนได้ละเอียดดี และมีการอธิบายอย่างละเอียด ฝึกให้ทำโจทย์แบบฝึกหัด และอาจารย์ทำให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย และมีเทคนิคการทำโจทย์ต่าง ๆ อีกด้วย และทำให้รู้สึกชอบวิชานี้ขึ้นมา เพราะว่าเรียนแล้วเข้าใจ และรู้สึกสนุกมากเวลาได้ทดลองต่าง ๆ อาจารย์ให้เราได้ทดลองด้วยตนเอง ปฏิบัติเอง ส่วนของเนื้อหาก็ละเอียด และสอนเป็นลำดับขั้นตอน ทำให้ไม่สับสน และจากวิชาที่ไม่ชอบเลยมาก่อน แต่ตอนนี้กลับชอบและชอบมาก และอยากที่จะเข้าเรียน อยากที่จะเรียนรู้ในวิชานี้ และมีความสุข สนุก ในเวลาเรียน และทำให้ผลการเรียนในวิชาเคมีนี้ดีขึ้น
กรณีศึกษาที่ 28: มันเป็นความประทับใจที่ดีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ข้าพเจ้าจำได้ดี เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นตอนที่ข้าพเจ้ากำลังศึกษาอยู่ ม. 6 ครับมันเป็นการสอบเเข่งขันของอำเภอเพื่อเป็นตัวแทนได้รับทุนไปเรียนต่างประเทศ ตอนที่สมัครสอบนั้นก็ไม่คิดว่าตัวเองนั้นจะติดหรือว่าได้ทุนหรอกน่ะครับ เพราะว่าเห็นหน้าคู่แข่งแต่คนแล้วเป็นตัวเต็งในการสอบครั้งนี้ทั้งนั้น นอกจากนี้ยังมีรุ่นพี่ที่จบไปแล้วมาสอบด้วย ผมรู้จักเค้าด้วยเพราะพี่เค้าเคยเรียนเดียวกันกับผมตอนประถม ตอนนั้นพี่เค้าก็เป็นที่หนึ่งของโรงเรียนด้วย ผมคิดว่าพี่เค้าคงได้แน่เลย ถึงแม้ไม่คาดหวังแต่มันก็มีบ้างที่ผมอยากเป็นคนที่ได้รับทุนนั้น พอถึงวันสอบมีคนสอบทั้งหมด 21 คนครับรวมทั้งเพื่อน ๆ ที่มาจากโรงเรียนเดียวกันด้วยคับ ทุกคนต่างขะมักเขม้นในการทำข้อสอบ โอ้พระพุทธเจ้าข้อสอบยากโคตะระเลย ผมก็พยายามที่จะทำอย่าเต็มที่ ที่ไม่ค่อยได้ก็น่าจะเป็นคณิตศาสตร์ แต่ก็มั่ว ๆ ไป ถึงแม้ว่าที่โรงเรียนจะได้เกรด 3 เกรด 4ก็ตามเถอะ มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย และแล้วช่วงเวลาที่ต้องใช้สมองก็หมดลง ผมออกมาจากห้องสอบแล้วถามเพื่อนว่าทำได้ไหม เพื่อนก็บอกว่ายากเหมือนกัน ในตอนนั้นผมคิดว่าตัวเองคงไม่ติด 1 ใน 3 แน่นอนเลย เพราะการสอบครั้งนี้เค้าเอา3 คนผ่านเข้าไปสัมภาษณ์แล้วคัดเอาเพียงคนเดียวรับทุน พอถึงวันประกาศผลการสอบอาจารย์เป็นคนไปดูผลให้ครับ อาจารย์บอกว่าผมสอบติด 1 ใน 3 คน ให้เตรียมตัวสัมภาษณ์ ตอนที่ได้ยินที่อาจารย์บอกนั้น ผมดีใจอย่ากับตัวเองได้ขึ้นสวรรค์เลย ส่วนอีกสองคนที่สอบผ่านนั้นก็เป็นคู่เข่งที่เหนือกว่าผมทั้งนั้น คนแรกเธอชื่อจอย เป็นนักเรียนประจำอำเภอครับผมเคยแข่งขันภาษาอังกฤษกับเธอครั้งหนึ่งตอน ป. 6 ครับตอนนั้นผมก็แพ้เธอ และได้ยินจากเพื่อนที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันกับเธอบอกว่าเธอเป็นคนที่เรียนเก่งมากเลยและก็เก่งทุกวิชาด้วย ส่วนอีกคนเป็นไปตามที่ผมคาดไว้ครับ รุ่นพี่ที่เคยเรียนโนงเรียนเดียวกันตอนประถมนั้นเอง ในการสอบสัมภาษณ์นั้นอาจารย์บอกว่าต้องสอบสัมภาษณ์ภาษอังกฤษ โอ้ไม่นะนั้นเป็นอะไรที่ยากมากถึงแม้ว่าผมจะชอบเรียนภาษาอังกฤษก็ตามเถอะ แต่อาจารย์ก็ช่วยผมทุกอย่างเลยในการที่จะติวให้ผมพูดภาษาอังกฤษได้คล่องครับ พอถึงวันสัมภาษณ์ผมได้สัมภาษณ์ลำดับที่ 2 ครับ ตื่นเต้นมากเลย แต่ก็ต้องทำสมาธิให้ได้เพื่อที่จะได้ตอบได้ดี พอสัมภาษณ์เสร็จผมก็ถามเพื่อนคนที่มาสัมภาษณ์แต่เป็นคนละอำเภอครับ เค้าก็บอกว่าอยากจะไปประเทศญี่ปุ่นบ้าง อเมริกา ออสเตรเลีย ถ้าเค้าได้รับทุนนะ ผมคิดว่าคงไม่ได้เพราะพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งก็พยายามทำใจครับ สักพักผมก็กลับบ้านครับ พอถึงวันประกาศผลการสัมภาษณ์ ผมไปดูเองครับตอนนั้นตื่นเต้นมาก ๆ เลย แต่พอเข้าไปดูรายชื่อผู้ที่ได้รับทุนนั้นมันไม่ใช่ชื่อผม ไม่ใช่รุ่นพี่คนนั้น แต่เป็นจอยนักเรียนโรงเรียนประจำอำเภอครับ ตอนที่รู้ก็เสียใจนะครับ แต่ก็พยายามทำใจตั้งแต่ต้นแลัว นั้นเห็นช่วงเวลาที่ผมประทับใจถึงแม้จะไม่ประสบผลสำเร็จก็ตาม นั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมนั้นมีความกล้ามากขึ้นที่จะต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ และแล้วมันก็ทำให้ผมได้เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยขอนแก่นครับ นอกจากเหตุการณ์นี้ที่ทำให้ผมสู้ต่อไปแล้วยังมีอีกอย่างหนึ่งครับนั้นก็คือ คำพูดของรุ่นพี่คนนึงแกชื่อ อั้ม ครับ แกบอกกับยายแกว่า “อั้มไม่กลัวหรอกคนเก่ง กลัวคนขยันมากกว่า” นั้นเป็นคำพูดที่ผมจำได้ทุกวันนี้ ถ้าคนอื่นทำได้ผมก็ต้องทำได้เหมือนกัน อย่างเพิ่งท้อในเมื่อเรายังไม่ได้ลองทำกับสิ่งนั้นอย่างเต็มที่
กรณีศึกษาที่ 29: ข้าพเจ้าจบมาจากโรงเรียนบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เมื่อสมัย ม.6 ข้าพเจ้ามีเพื่อนในกลุ่ม 6 คน ซึ่งปกติกคนที่จะคบกันเป็นเพื่อนสนิทจะต้องมีอะไร ๆ หลาย ๆ อย่างที่เหมือนกันหรือเข้ากันได้มากที่สุด แต่กลุ่มของข้าพเจ้าจะมีบุคลิกแตกต่างกันไป มีเพียงเรื่องเดียวที่เหมือนกันคือ ชอบนินทาคนอื่น ข้าพเจ้าเรียนในชั้น ม.6/2 และเป็นหัวหน้าห้อง การเรียนนั้นโรงเรียนของข้าพเจ้าจะต้องเดินไปเรียนตามห้องต่าง ๆ ซึ่งวิชาที่มีเรียนทุกวันคือวิชาคณิตศาสตร์ ทุกวันจะต้องเดินไปเรียนด้วยกัน แล้วเวลานั่งอาจารย์ก็จะจับแยกกัน มิฉะนั้นพวกนี้คงนั่งคุยกันทั้งชั่วโมงแน่ ๆ เวลาที่ทำงานที่ต้องส่งเป็นกลุ่มก็จะช่วยกันทำ แต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยมีบทบาทในงานแต่ละชิ้นสักเท่าไร เพราะข้าพเจ้าไม่ถูกกับงานศิลปะทุกชนิด มีครั้งหนึ่งที่อยากไปช่วยเพื่อนทำ แต่กลับเป็นการช่วยให้งานเสร็จช้าลง เพราะงานของเขาเละขึ้นมา ข้าพเจ้าจึงได้แต่นั่งดูช่วยหยิบนั่นหยิบนี่ ขนาดวิชาศิลปะที่ต้องวาดรูปส่ง อาจารย์บอกว่าคะแนนเต็ม 10จะไม่ให้คะแนนต่ำกว่า 6 แต่ข้าพเจ้าได้มา 5 คะแนน วาดไม่สวยแค่ไหนไม่อยากนึก วิชางานช่างที่จะต้องประดิษฐ์ผลงานส่ง ถ้าเป็นงานเดี่ยวข้าพเจ้าก็จะเอาไม้ไอติมมาต่อกันให้เป็นกระถางดอกไม้ (งานประดิษฐ์หากิน) จนคุณครูว่าอยู่ตั้ง ม.6 ทำมาได้แค่นี้ ก็เลยบอกคุณครูว่า ทำได้อย่างนี้ก็ดีนักหนาแล้วครับ ถ้าเกิดว่าเป็นงานกลุ่ม หน้าที่ของข้าพเจ้าคือ หาอุปกรณ์ที่เพื่อนจะทำมาให้ ถ้าเกิดว่าวิชาพวกนี้เป็นวิชาทฤษฎี ก็คงไม่มีปัญหาสำหรับข้าพเจ้า เหตุผลที่เลือกเล่าเหตุการณ์นี้เป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดเพราะ ข้าพเจ้าคิดว่า การทำงานเป็นกลุ่มนั้นย่อมจะมีคนที่มีความสามารถไม่เท่ากัน จะต้องช่วยกันทำ เพราะงานไม่ได้มีแค่เนื้องาน มันมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีกเยอะ เราอาจมีส่วนร่วมด้านอื่นที่ไม่ใช่ด้างผลงานได้ จากระดับมัธยมศึกษาจนมาถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อน ๆ ก็ยังช่วยเหลือกันและหน้าที่ของข้าพเจ้าก็ยังคงเดิม
กรณีศึกษาที่ 30: จากประสบการณ์การเรียนรู้ที่เรียนมาดิฉันคิดว่าสิ่งที่ทำให้ดิฉันเข้าใจมากยิ่งขึ้น คือ การสอนของครูที่มีการยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้เกิดความเข้าใจถ้าการสอนเอาแต่สอนไปเรื่อยไม่ยกตัวอย่างก็จะทำให้นักเรียนไม่เข้าใจและดิฉันคิดว่าครูผู้สอนต้องมีการสักถามความเข้าใจของนักเรียน เช่น ให้โจทย์ทางคณิตศาสตร์มาคือสี่เหลี่ยมรูปหนึ่งมีพื้นที่ 40 ตารางเซนติเมตร และมีความยาว 8 เซนติเมตร เมื่อเด็กตอบคำถามออกมาเป็นประโยคสัญลักษณ์ได้ 2 แบบ คือ
- 40 ÷ 8 = 5
- 5 ÷ 40 = 8
ครูไม่ควรรีบตัดสินว่าเด็กคนที่สองทำผิดเพราะเขาอาจมีความเข้าใจเพราะเข้าต้องรู้ว่า 5 คือ ความกว้าง แต่นำมาเขียนประโยสัญลักษณ์ผิดเพราะคำที่ว่า ห้าหารสี่สิบเท่ากับแปดเวลานำไปเขียนเลยเขียนตามที่พูดถ้าครูอยากให้นักเรียนเข้าใจต้องมีการอธิบายให้นักเรียนเข้าใจถูกต้อง
กรณีศึกษาที่ 31: ตอนที่ดิฉันกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษานั้น ดิฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือเรียน ผลการเรียนก็อยู่ในระดับกลางๆ ชอบเล่นกีฬามากๆ โดยเฉพาะบาสเกตบอล ถึงขนาดโดดเรียนไปเล่นบาสกับเพื่อนอยู่บ่อยๆ ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยคิดเรื่องอนาคตของตนเองว่าจะเรียนต่อในคณะอะไร พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีสุดท้ายของชีวิตเด็กมัธยม ก็ได้เรียนวิชาพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นวิชาที่เรียนแล้วดิฉันประทับใจมากที่สุด เพราะอาจารย์จะชอบพูดถึงเรื่องการเตรียมตัวสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย อาจารย์จะมีเรื่องต่างๆมาเล่าสู่นักเรียนฟังเสมอและจะคอยพูดให้เราได้ตื่นตัวที่จะอ่านหนังสือสอบ มีประโยคหนึ่งที่ดิฉันชอบมากและยังคงจำได้คือ การอ่านหนังสือก็เหมือนกับการที่เราตักน้ำใส่ในตุ่ม ยิ่งเราอ่านหนังสือมากเท่าไหร่ก็เหมือนกับว่าเรามีน้ำในตุ่มมากขึ้นเท่านั้น และการที่มีน้ำในตุ่มมากก็แสดงว่าเรามีความพร้อมในการสอบมากด้วย จากวันนั้นทำให้ดิฉันเริ่มอ่านหนังสือและคิดถึงอนาคตของตนเองมากขึ้น นอกจากนี้อาจารย์ยังให้นักเรียนได้นั่งสมาธิในคาบเรียนและนอกคาบเรียน ซึ่งนอกคาบเรียนนั้นจะต้องนั่งทั้งหมด 15 ครั้ง ครั้งละครึ่งชั่วโมง ซึ่งตอนแรกๆเมื่อรู้สึกปวดขาเราก็จะชอบขยับตัวทำให้ปวดขามากกว่าเดิม แต่พอนั่งหลายๆครั้ง ก็ทำให้สามารถอดทนต่อความเจ็บปวดจนกระทั่งทำให้ความเจ็บปวดนั้นหายไปได้ และมีความรู้สึกว่ามีจิตใจสงบมากขึ้นด้วย
กรณีศึกษาที่ 32: เรื่องนี้เกิดขึ้นขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเรียนอยู่ชั้นป.6 การเรียนในชั้นนี้วิชาที่ข้าพเจ้าชื่นชอบและโปรดปรานมากที่สุดคือวิชาคณิตศาสตร์ สาเหตุก็เพราะว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ข้าพเจ้ามีความสนใจและมีความถนัดมากที่สุด ซึ่งในวิชานี้อาจารย์มักให้การบ้านเป็นประจำและข้าพเจ้าก็มักถูกรับเลือกจากอาจารย์ให้ไปเฉลยแบบฝึกหัดอยู่หน้ากระดานเสมอ จากการที่ได้ถูกรับเลือกออกไปเฉลยแบบฝึกหัดหน้ากระดานทุกวัน ทำให้ข้าพเจ้ามีความกระตือรือร้นและมันก็กระตุ้นให้ข้าพเจ้าอยากทำการบ้านมาทุกวัน และก็อยากทำให้ถูกต้องด้วยเพราะจะได้ออกไปเฉลยที่หน้ากระดาน เพราะเวลาที่ข้าพเจ้าจะได้รับคัดเลือกออกไปเฉลยหน้ากระดาน ส่วนมากข้าพเจ้าจะทำถูกคนเดียวทั้งห้องทำให้ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกภูมิใจในความสามารถของตนเอง และได้รับความชื่นชมจากเพื่อนๆว่าเก่งจัง ซึ่งอาจารย์ก็จะชมข้าพเจ้าอยู่เสมอว่าเก่งและขยันทำงาน จากกการเรียนชั้นป.6 ทำให้ข้าพเจ้าค้นพบตนเองว่า ข้าพเจ้ามีทักษะและความสามารถทางคณิตศาสตร์จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้ามุ่งมั่นตั้งใจและทุ่มเทเรียนวิชาคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ข้าพเจ้าก็ได้เลือกเรียนสาขาคณิตศาสตรศึกษาซึ่งเป็นมีการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เป็นหลักตามความชอบของข้าพเจ้า
กรณีศึกษาที่ 33: เรื่องที่หนูประทับใจก็มีหลายเรื่องราวซึ่งจะแตกต่างกันไป ในด้านการเรียนหนูประทับใจมากตอนเรียนอยู่ปี2 เทอมที่1 เป็นเทอมที่ทดสอบหนูหลายเรื่องมากที่เดียวทั้ง ความอดทน ความสามารถทางด้านคอมพิวเตอร์ ความพยายาม ความตั้งใจเรียน เป็นต้น ใครที่เรียนสาขาคณิตศาสตร์ต้องรู้จักอาจารย์เอื้อจิตร พัฒนจักร เป็นอย่างดี เพราะอาจารย์เข้มงวดเรื่องเนื้อหาวิชามาก ต้องคิดได้หลากหลายวิธีมากที่สุด เนื้อต้องไม่ซ้ำกับกลุ่มอื่น ต้องมีเนื้อหาที่น่าสนใจ นำเสนองานได้อย่างน่าสนใจ ส่วนใหญ่หน้าที่ภายในกลุ่มหนูจะเป็นคนทำนำเสนอ ซึ่งความสามารถด้านคอมพิวเตอร์มีอยู่อย่างน้อยนิด แต่สถานการณ์มันบังคับต้องให้เราทำงานอย่างเต็มความสามารถ ซึ่งรุ่นพี่เรียนกับอาจารย์เพียงเทอมละวิชาก็ว่าหนักแล้ว แต่รุ่นเรา เทอมนี้เรียน 3 วิชา ได้แก่ Representation , Connections, Literacyซึ่งเป็นอะไรที่เรียนหนักมาก แต่ก็ยังดีที่มีสมาชิกในกลุ่มช่วยเหลืองานซึ่งกันและกัน จากนั้นเทอมนั้นก็ผ่านมาด้วยดี ได้เกรดเอเหมาะสมกับงานที่หนักและเรียนยาก
กรณีศึกษาที่ 34: จริง ๆ แล้วดิฉันก็เป็นคนที่ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แต่ทำไม่ดิฉันถึงทำมันไม่ค่อยได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศษส่วนในสมัยที่ยังประถม ซึ่งตอนนี้ก็รู้เรื่องนั้นอาจเป็นเพราะได้ใช้มันบ่อยขึ้นในหลายเนื้อหาเมื่อเรียนสูงขึ้น ส่วนเรื่องการหา ค.ร.น. การหา ห.ร.ม. ซึ่งเรียนไม่รู้เรื่องในสมัยที่ยังอยู่ ม.1 ตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจมัน พอดิฉันขึ้นม.3ดิฉันรู้สึกว่าตนเองเรียนคณิตศาสตร์รู้เรื่องขึ้นและทำคะแนนได้ดี ตอนนี้ดิฉันตั้งใจมากส่งสมุดบันทึกสิ่งที่เรียนรู้และการบ้านทุกวันก่อน 8 โมงเช้า และแน่นอนเพื่อนๆของดิฉันก็ตั้งใจเช่นกัน ซึ่งเหตุที่พวกเราต้องส่งสมุดบันทึกทุกวันเพราะว่าคุณครูสอนคณิตศาสตร์ของเราคนนี้โหดมาก เวลาเข้าเรียนทุกคนจะเงียบ ไม่มีใครกล้าคุยกัน หรือแม้แต่จะกดปากกาเสียงดัง การที่จะขออนุญาตเข้าห้องน้ำเวลาครูสอนมีน้อยมาก แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งตอนสอบในกลุ่มเพื่อนของดิฉันเข้าใจและทำได้หมดเลยยกเว้นดิฉันที่ทำไม่ได้ คะแนนเต็ม 10ได้2 ดิฉันเครียดมากจึงให้เพื่อนในกลุ่มสอน ก็เริ่มเข้าใจ แต่ก็ยังสับสน ดิฉันจึงกลับไปทบทวนมันที่บ้าน ว่าทำไมเราถึงทำไม่ได้เหมือนเพื่อนทั่งที่มัน บวก ลบ กันธรรมดา แล้วตอนนี้ดิฉันก็ทำมันได้ และคิดว่าทำได้ดี
กรณีศึกษาที่ 36: ในช่วงของการเรียนระดับประถมนั้น ข้าพเจ้ามีความชอบในวิชาคณิตศาสตร์ ชอบที่จะนั่งบวก ลบ คูณ หารเลข ในหนังสือเลขคณิตคิดเร็ว ชอบที่จะทำการบ้านตามที่ครูได้สั่งมา ความรู้สึกตอนนั้นอยากจะเรียนแต่คณิตศาสตร์ แต่พอได้เริ่มเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ตอนนั้นเป็นอะไรที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์เอามากๆ ไม่เคยเรียนคณิตศาสตร์ได้เกรดตกต่ำจนถึง 2 เลย แต่ก็ได้มาตอนมัธยมศึกษาตอนต้น ก็เลยมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ชอบคณิตศาสตร์แล้ว ไม่อยากที่จะเรียน แต่ก็มีช่วงประมาณ ม.2 ที่ครูสอนคณิตศาสตร์ได้เคี่ยวเข็ญให้ข้าพเจ้าตั้งใจเรียนคณิตศาสตร์ โดยครูจะสอนในชั่วโมงนั้นๆ แล้วต่อมาก็จะตั้งคำถามให้นักเรียนตอบ โดยที่ครูจะสุ่มเลือกคนที่จะตอบคำถามเอง คนที่ครูจะเลือกนั้นก็คือคนที่ไม่ตั้งใจเรียน เมื่อเป็นแบบนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็กลัวที่จะตอบคำถามของครูไม่ได้ ก็เลยจะต้องตั้งใจเรียน และการตั้งใจเรียนของข้าพเจ้าครั้งนี้ก็ทำให้เกรดของข้าพเจ้าเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย และครูก็ได้ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ว่า การตั้งใจเรียนคณิตศาสตร์นั้น จะทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจบทเรียนได้มากขึ้น ต่อมาในช่วงของการเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย การเรียนคณิตศาสตร์ของข้าพเจ้า ก็อยู่ในระดับปานกลาง แต่ก็มีบางเรื่องที่ข้าพเจ้าชอบที่จะเรียน และ ผลการเรียนในแต่ละภาคเรียนนั้น ก็ทำให้ ข้าพเจ้าพอใจ ดังนั้นในช่วงที่ข้าพเจ้าเลือกที่จะเรียนต่อในตอน ม.6 นั้น ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจที่จะเรียนครูคณิตศาสตร์ เพราะข้าพเจ้าอยากจะเป็นครูอยู่แล้ว และคิดว่าตนเองมีความเข้าใจในวิชาคณิตศาสตร์มากกว่าวิชาอื่นๆ จึงตัดสินใจเรียนคณิตศาสตรศึกษา
กรณีศึกษาที่ 37: ข้าพเจ้าเลือกที่จะเรียนทางด้านวิชาคณิตศาสตร์ เพราะข้าพเจ้ามีความชอบในวิชานี้อยู่แล้ว จึงตัดสินใจเรียนคณิตศาสตรศึกษา ดั่งที่เรียนในปัจจุบันนี้ แต่เมื่อตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ปี 2 เทอม 1 นั้นข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกท้อ และไม่อยากจะเรียนคณิตศาสตร์เลย เพราะแต่ละเรื่องนั้นยากที่จะเข้าใจ อาจารย์ก็ตั้งใจสอนให้ได้รายละเอียดที่ครบ สมบูรณ์ แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่เข้าใจเหมือนเดิม จนบางครั้งทำให้เกิดความรู้สึกว่าเราเลือกเรียนผิดทางหรือป่าว แต่ก็คิดว่า คงไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวอีกหน่อยก็คงจะเข้าใจ แต่จนกระทั่งผ่านเทอม 1 ไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังเกิดความรู้สึกท้อในการเรียนอยู่เลย แทบไม่อยากจะลงเรียนในรายวิชาที่เป็นคณิตศาสตร์เลย แต่ไม่ใช่ว่าผลการเรียนข้าพเจ้าจะไม่ดีนะ ผลการเรียนออกมาก็เป็นที่น่าพอใจ แต่ความรู้สึกของข้าพเจ้าก็คือ ยังไม่เข้าใจอย่างชัดเจนในแต่ละเรื่อง
จนกระทั่งเทอม 2 นี้ข้าพเจ้าได้เรียนในรายวิชาที่เป็นคณิตศาสตร์ และอาจารย์คนที่สอนในคอร์สนี้ มีเทคนิคที่ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจได้ง่าย มีการยกตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจน และสอนไปแบบที่ไม่เร่งให้นักศึกษาต้องเข้าใจ แต่สอนในแต่ละเรื่องจนกว่านักศึกษาจะเข้าใจ และสามารถตอบคำถามของอาจารย์ได้ ซึ่งการที่อาจารย์สอนแบบนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกประทับใจอาจารย์ในความพยายามของอาจารย์ที่ทำให้นักศึกษาเข้าใจในบทเรียน และจากการที่อาจารย์ให้ความสนใจนักศึกษามากขนาดนี้ จึงทำให้ข้าพเจ้ามีความกระตือรือร้นที่จะเรียนในวิชาที่เป็นคณิตศาสตร์มากกว่าเทอม 1 ไม่เกิดความท้อแท้ในการเรียน และจากการสอบกลางภาคที่ผ่านมา ข้าพเจ้าก็ค่อนข้างที่จะพอใจกับคะแนนของข้าพเจ้า
อ่านแล้วคิดยังไง เล่าสู่กันฟังด้วยนะครับ
เป็นไปได้ไหมครับ เป็นบรยากาศ "ครูฟังนักเรียน ทำให้นักเรียนค้นพบตนเอง"
ผมชอบทำ Workshop นี้ตอนสอนวันแรกๆ ทำให้รู้จุดเปลี่ยน และอาจได้ค้นพบวิธีการที่นักเรียนแต่ละคนจะเรียนได้ดีที่สุดด้วยครับ มีประโยช์เวลาทำ Coaching โดยเฉพาะโครงการที่เป็น Project ครับ
ขอบคุณมากครับที่แวะไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้... อ่านบันทึกนี้ของอาจารย์แล้วชอบมากครับ
ผมมองว่าเรายังไม่สิ้นหวังกับกระบวนการจัดการเรียนรู้และการผลิตครูในทุกแขนงวิชา ชื่นชมคนดีครับ ขอเป็นกำลังใจให้ในการทำหน้าที่นะครับ
ผมชอบเรื่องที่คุณเสียงเล็กๆ เขียนมากครับขออนุณาตรวบอยู่ใน Plannet ของผมนะครับ
อ.โย
โอ้โห....อาจารย์โยขา.....
อ่านไม่ทันเลยอะค่ะ
ทานข้าวเที่ยงแล้วจะกลับมาอ่านต่อดีกว่านะคะ...ยิ่งอ่านยิ่งหิว(หรือเพราะว่าตาลายอะเนี่ย...^_^)
อ.โยครับ อ่านไม่ทันจริงๆครับ
ผมว่าจะขออนุญาตเอารายละเอียดนี้ไปลงเวปผม
ผมจะพยายามติดตามผลงานอาจารย์ครับ
หรือจะให้ร่วมเขียนหนังสือด้วย จะดีไหมครับอาจารย์
ผมยินดีเป็นตัวตั้งตัวตีครับ
ขอบคุณครับ
ม่อนเอาไปลงได้เลย เขียน Jam เพิ่ม Comment หรือประสบการณ์ของคุณก็ได้
ยินดีครับ
อ.โย