รณีศึกษาที่ 11: ตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา ข้าพเจ้าไม่ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์เลยเพราะว่ามันน้าเบื่อ ปวดหัว อาจารย์สั่งการบ้านเยอะมากๆ จนไม่มีเวลาเล่นกับเพื่อน ถ้าทำไม่เสร็จก็โดนครูตี แต่พอข้าพเจ้าได้เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นก็รู้สึกชื่นชอบวิชาคณิตศาสตร์ขึ้นมาทันทีเพราะว่า อาจารย์สอนเข้าใจดีมากเลย สอนเรื่องที่ยากๆให้ง่ายลง อาจารย์ไม่สั่งการบ้าน แต่อาจารย์จะให้ทำในห้องเรียน ตรงไหนที่ไม่เข้าใจอาจารย์ก็จะอธิบายจนกว่าจะเข้าใจ อาจารย์จะมีเทคนิคหรือว่าวิธีลัดง่ายๆ มาสอนตลอดเลย ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และอาจารย์ก็จะสอนพิเศษให้โดยไม่คิดเงินสักบาทเดียว ที่สำคัญ ข้าพเจ้าชื่นชอบในตัวอาจารย์มาก เพราะทั้งสวย ทั้งเก่ง และใจดี พอขึ้นม.4 ข้าพเจ้าได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์กับอาจารย์ผู้ชาย อาจารย์ก็สอนดี เวลาสอนก็จะเล่าเรื่องตลกให้ฟังทำให้ไม่ง่วงนอน และอาจารย์เป็นกันเองกับนักเรียน เวลาที่นักเรียนไม่เข้าใจตรงไหน ก็จะกล้าที่จะถามอาจารย์ ตั้งแต่นั้นมาก็ทำให้ข้าพเจ้าชอบวิชาคณิตศาสตร์ และประทับใจในตัวอาจารย์ เลยทำให้ข้าพเจ้าอยากจะยึดอาจารย์เป็นแบบอย่าง และข้าพเจ้าอยากจะเก่งคณิตศาสตร์เหมือนอาจารย์ และอยากจะเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่ดีเหมือนอาจารย์

กรณีศึกษาที่ 12: การที่ดิฉันได้เข้ามาเรียนคณะศึกษาศาสตร์ จากที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าอยากจะมาเรียน ในตอนที่ดิฉันเป็นเด็กอาชีพครูไม่เคยมีในความคิดของดิฉันเลย ในขณะที่ใครหลายๆคนอยากจะเป็นครูกัน ในสมัยประถมศึกษาวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ดิฉันชอบมากที่สุด เหตุเพราะว่าดิฉันทำข้อสอบได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน ซึ่งในครั้งนั้นดิฉันได้รับรางวัลจากครูที่สอน และได้รับรางวัลจากแม่ของดิฉัน ดิฉันรู้สึกดีใจมาก เมื่อเข้ามาเรียนในระดับมัธยมศึกษา ตอนที่ดิฉันเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ 2 มีอาจารย์ฝึกสอนมาสอนวิชาคณิตศาสตร์ด้วยกัน 4 ท่าน อาจารย์สอนสนุก เข้าใจง่าย ดิฉันรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ ดิฉันได้ค้นคว้าหาหนังสือเสริมเพิ่มเติม ได้ฝึกทำแบบฝึกหัด เมื่อสอบกลางภาคดิฉันได้คะแนนสูงสุดในห้อง และได้เกรด 4ทั้งสองรหัสวิชาที่เป็นคณิตศาสตร์คือวิชาที่บังคับกับวิชาเลือก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ดิฉันไม่เคยได้เกรด 4 ในวิชาคณิตศาสตร์ที่เป็นวิชาเลือกเลยดิฉันรู้สึกดีใจมาก ทำให้ดิฉันชอบวิชาคณิตมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ดิฉันอยากเป็นครูเพราะอยากเป็นครูเหมือนอาจารย์ทั้งสี่ท่านเพราะอาจารย์ที่มาฝึกสอนไม่เพียงแต่สอนวิชาการเท่านั้นแต่ยังสอนให้ดิฉันรู้จักรักสามัคคีในหมู่เพื่อนด้วย อย่าแบ่งแยกกันเป็นกลุ่มๆ โดยให้ทั้งห้องอมอมยิ้มอันเดียวกันทั้งห้อง วันนั้นเป็นวันที่ดิฉันจดจำไม่เคยลืมเลย ดิฉันจึงมีความตั้งใจว่าดิฉันจะไปเป็นครูเหมือนกับอาจารย์ที่มาฝึกสอน และดิฉันก็ได้เข้าเรียนเป็นครู สาขาวิชาคณิตศาสตร์ที่ดิฉันชอบ ในคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแห่งนี้

กรณีศึกษาที่ 13: ในชีวิตการเรียนของฉัน มีครูที่ฉันประทับใจอยู่สองคน คือ ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์และครูสอนวิชาเคมี ครูคนแรกสอนวิชาคณิตศาสตร์เป็นครูผู้หญิงค่ะ ครูคนนี้เป็นครูที่ปรึกษาของฉันเองค่ะ ครูสอนคณิตศาสตร์ได้เข้าใจมากค่ะนอกจากครูจะสอนในเนื้อหารายวิชาแล้ว ครูยังเป็นคนที่ชอบพูดให้คติเตือนใจสอดแทรกเวลาที่ฉันและเพื่อนเรียนกับครู และฉันก็ชอบฟังสิ่งที่ครูพูดมากค่ะ ครูจะเป็นที่ปรึกษาให้กับทุกๆคนเมื่อมีปัญหา ครูจะคอยพูดเตือนอยู่เสมอเพี่อกระตุ้นให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน ครูให้ความสนิทสนมกับนักเรียน และครูยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกศิษย์ซึ่ง เพื่อน ๆ ของฉันต่างก็เรียกครูคนนี้ว่าแม่ ครูคนที่สองคือครูสอนวิชาเคมี ครูคนนี้เก่งมาก เก่งทั้งในด้านการสอนและด้านอื่นๆ สิ่งที่ครูสนใจครูจะศึกษาจนกระทั่งครูรู้และครูจะศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา ถ้าวิชาไหนที่ฉันได้เรียนกับครูคนนี้ฉันคิดว่าเป็นวิชาที่

ท้าทายมากสำหรับฉัน เพราะครูเน้นการให้เหตุผลสนับสนุนกับสิ่งที่จะตอบไปถ้าไม่มีการศึกษาให้เข้าใจก็จะไม่สามารถตอบคำถามของครูได้แล้วงานที่ทำส่งก็จะไม่ผ่าน เช่น วิชาโครงงานวิทยาศาสตร์ และ ครูคนนี้จะเคร่งครัดในกฎระเบียบมาก จนกระทั่งบางครั้งที่เรียนก็รู้สึกเบื่อ เช่น การทำความเคารพครูในตอนแรกของการเข้าเรียน ถ้าวันไหนฉันและเพื่อนไปเรียนแล้วทำความเคารพไม่พร้อมกัน หรือมีเพื่อนคนไหนไม่ทำ ครูก็จะให้ทำความเคารพไปเรื่อยๆจนกว่าครูจะพอใจ แต่ฉันก็เข้าใจค่ะว่าที่ครูทำแบบนี้ก็เพราะครูอยากให้นักเรียนมีระเบียบวินัย ในเวลาที่ฉันและเพื่อนของฉันได้คุยกับครู ครูจะแนะนำสิ่งที่ดีให้กับพวกเราอยู่เสมอทั้งด้านการเรียนและด้านอื่นๆ ฉันนำสิ่งที่ครูทั้งสองคนได้สอนไว้มาเป็นแนวทางในชีวิตการเรียนของฉัน และฉันอยากจะเป็นครูที่ดีเหมือนครูทั้งสองคนด้วยค่ะเวลาที่ฉันมีโอกาสได้เป็นครูสอนนักเรียน

กรณีศึกษาที่ 14: ในช่วงที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นมีความคิดเสมอมาว่า จะต้องเข้าเรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ให้ได้ แต่เมื่อเข้าเรียนชั้นมัธยมปลาย ได้เรียนฟิสิกส์ ซึ่งเป็นวิชาที่ยากมาก และตัวดิฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจในเนื้อหาวิชานี้ ถึงขั้นเรียกได้ว่าทำข้อสอบวิชานี้ไม่ได้เลย จึงทำให้เกิดความคิดว่าถ้าหากเรียนต้องเรียนไม่จบแน่ทำให้เสียเวลาเปล่าๆ ถึงแม้ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็คงเรียนไม่ทันคนอื่นที่มีพื้นฐานด้านนี้มาดี ดังนั้นดิฉันจึงเปลี่ยนความคิดที่จะไม่เรียนเกี่ยวกับด้านนี้และพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่เรียนสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ จึงเลือกที่จะเรียนศึกษาศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์ศึกษา เพราะว่าไม่ได้เรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เลย และคณิตศาสตร์ก็เป็นวิชาที่ดิฉันชอบเรียนด้วย

อาจเรียกได้ว่าสิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เปลี่ยนความคิดในการเรียนคือ การรู้ตัวเองเองจากผลการเรียนทำให้รู้ตัวว่าตัวเองเหมาะสมกับด้านใด และช่วยให้ตัดสินใจเลือกในทางที่ตัวเองถนัดจนกระทั่งมาอยู่ ณ ตรงจุดนี้ในปัจจุบัน

กรณีศึกษาที่ 15: ตอนที่ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่เรียนคณิตศาสตร์อย่างมีความสุข คือตอนที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพราะชอบเนื้อหาคณิตศาสตร์ในระดับชั้นนี้ซึ่งเป็นเรื่อง ความน่าจะเป็น และสถิติ เพราะจากการเรียนในเรื่องเหล่านี้ทำให้เห็นว่าวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีทักษะและกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน และบวกกับเป็นคนที่ชอบวิชาคำนวณจึงทำให้ชอบเรียนวิชานี้

แต่แรงจูงใจอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้หันมาเรียนคณิตศาสตร์อย่างจริงจังคือ วันแรกที่ท่านอาจารย์คนนี้จะสอน อาจารย์ถามว่าปิดเทอมใครได้ไปเรียนพิเศษที่ขอนแก่นบ้าง และอาจารย์ก็ให้ทำโจทย์ลองดูว่าที่ไปเรียนน่ะได้ความรู้ไหม แต่ข้าพเจ้าก็ทำได้ค่ะ และคำถามของอาจารย์ตอนนั้น จึงทำให้คิดได้ว่าเราจะต้องตั้งใจเรียนและต้องอ่านหนังสือไปล่วงหน้าและตอนนั้นลองทำแบบฝึกหัดเยอะมาก เพื่อเวลาที่อาจารย์ถามจะได้ตอบได้ อาจารย์จะได้ไม่ดูถูกว่าเสียเงินมาเรียนตั้งแพงแต่ไม่ได้ความรู้กลับไปเลย

แต่ท่านอาจารย์คนที่สอนวิชานี้สอนดีมากค่ะ อธิบายดี มีเทคนิคการสอนที่ทำให้นักเรียนอยากจะเรียน อาจารย์จะสั่งการบ้านทุกวันและให้ส่งงานก่อน 08.00 น

ถ้าใครส่งไม่ทันตามเวลาที่กำหนดอาจารย์ก็จะไม่ตรวจให้ จึงทำให้ต้องทำการบ้านให้เสร็จและมาโรงเรียนแต่เช้า จากเหตุการณ์ในช่วง ม.5 จึงเห็นว่าอาจารย์ทำให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น ตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้อยากเรียนและชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์คนไหนสอนก็ตามหรือบางท่านก็สอนไม่รู้เรื่องแต่ก็ชอบเรียนเหมือนเดิมเพราะเรียนรู้ด้วยตอนเองจากการทำแบบฝึกหัดค่ะ จึงทำให้คิดว่าเป็นช่วงเวลาที่เรียนคณิตศาสตร์อย่างมีความสุข เพราะได้ทั้งความรู้และข้อคิดต่างๆในการทำงานมากมายค่ะ

กรณีศึกษาที่ 16: ในชีวิตของข้าพเจ้ามีประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการเรียนที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตในการเรียนอย่างมาก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนตัวเอง โดยถือว่าตนเองมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนครั้งนี้ นั้นคือ ในช่วงประถมศึกษา การเรียนของข้าพเจ้าอยู่ในระดับพอใช้ แต่ก็มีบางอย่างที่ข้าพเจ้าไม่เคยเข้าใจเลยนึกถึง คือ ไม่เคยอ่านหนังสือเลยถึงแม้เป็นในช่วงสอบก็ไม่เคยอ่านหนังสือ จนเข้าสู่ระดับการศึกษาชั้นม.1 ซึ่งสอบได้เรียนห้องคิงซึ่งเป็นห้องหนึ่งที่มีคนเก่ง ก็ยังไม่อ่านหนังสือ แต่พอถึงชั้มม.2 ก็มีเหตุการณ์หนึ่งคือได้ตกมาอยู่ห้องสอง ซึ่งเพื่อนที่เรียนด้วยกันนั้นยังอยู่ห้องหนึ่งจึงทำให้เกิดการคิดพิจารณาตัวเองว่าทำไมถึงได้ตกมาอยู่ห้องสอง จึงคิดถึงและรู้ว่าตนเองไม่อ่านหนังสือ เวลาสอบและเวลาเรียนหรือทำกิจกรรมในห้องเรียนหรือคิดอะไร ไม่เคยทำเองคอยแต่หลอกเพื่อน ไม่ค่อยคิดอะไร จึงทำให้ปรับเปลี่ยนตนเองใหม่ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนตัวเองตัวเองจากที่ไม่เคยอ่านหนังสือเลย มาอ่านหนังสือ และในการสอบหรือทำกิจกรรมก็ไม่คิดจะหลอกใคร จะทำด้วยตนเอง คิดเอง และถือให้เป็นคติมาตลอดว่าจะไม่หลอก จึงทำให้ตนเองได้การเรียนดีขึ้น และที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มาอ่านหนังสือนั้น ข้าพเจ้าได้คิดว่าการอ่านหนังสือ นอกจากอ่านหนังสือเรียนแล้วยังต้องอ่านหนังสือที่เป็นความรู้รอบตัว เพื่อฝึกให้ตนเองมีนิสัยรักการอ่าน ซึ่งตรงนี้ได้แนวคิดมาจากคำพูดของอาจารย์ชมรมรักการอ่านที่โรงเรียนมัธยม อาจารย์ได้พูดว่า “ในการอ่านหนังสือ เราอย่าคิดว่าเราจะอ่านเพื่อสอบหรืออ่านเพื่อมีความรู้ไปพูดให้คนอื่นฟัง แต่ให้คิว่าเราอ่านหนังสือเพื่อให้เข้าใจ อ่านแล้วเราเข้าใจก็พอ” คือการอ่านหนังสือทุกครั้งตั้งจุดประสงค์เพื่อความเข้าใจเท่านั้น ข้าพเจ้าก็นึกถึงคำพูดอาจารย์ทุกครั้งที่อ่านหนังสือ จึงอ่านเพื่อให้ตนเองเข้าใจ โดยไม่ยึดติดว่าจะอ่านช้า หรืออ่านเร็ว แต่ขอเพียงให้ตนเองเข้าใจสำหรับประสบการณ์ครั้งนี้ข้าพเจ้าจำได้ดี ไม่เคยลืมเพราะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการเรียน และช่วยให้ข้าพเจ้าอ่านหนังสือได้เข้าใจโดยไม่ต้องจำ

กรณีศึกษาที่ 17: เรื่องประทับใจตอนเรียนสมัยประถม ตอน ป.1-ป.4 ผมเป็นเด็กปานกลางสอบได้อันดับที่ 12-14 ของห้องตลอดทั้งห้องก็เกือบๆ 40 คน แต่พอขึ้น ป.5 ด้วยความที่ผมชอบคณิตศาสตร์ และค่อนข้างมั่นใจว่าตนเองเก่งพอสมควร ตอนนั้นมีการทำแบบฝึกหัดก่อนเรียนทุกวัน วันละ 10 ข้อ ผมมั่นใจว่าผมทำได้เร็วที่สุดของห้อง และก็เสร็จก่อนตลอด แต่จะผิดบ่อยมาก อ.จิตนา เชียงบาล จะเตือนผมตลอดว่า “เธอนะคิดเร็วแต่เธอสับเพร่าเอง” หลังจากนั้นผมก็เริ่มจะรอบคอบมากขึ้น หลังจากนั้น ผมก็เป็นที่ 1 ของห้องมาตลอดจนจบ(ติด1ใน5ของสายชั้น) ป.6 นี่เป็นแรงผลักดันอย่างนึงที่ทำให้ผมเรียนศึกษาคณิตศาสตร์ ตอนนี้ครับ

กรณีศึกษาที่ 18: คุณเคยได้ยินประโยคนี้ไหม “คนที่เก่งคำนวณมักจะไม่เก่งภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ” ฉันก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าได้ยินประโยคนี้มาจากไหน แต่ฉันมักจะใช้มันเป็นประโยคที่คอยปลอบใจตัวเองมาตลอด ภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ฉันไม่อยากเรียนที่สุด เพราะฉันไม่เคยทำได้เลย คะแนนสอบออกมาทีไรเป็นต้องตกทุกที ดีหน่อยก็คาบเส้นพอดี เกรดออกมาก็มีแต่ เกรด 2 ดีสุด ๆ ก็ 2.5 ยิ่งเกรดได้น้อยยิ่งทำให้ฉันไม่ค่อยสนใจที่จะเรียน นั่นคือความรู้สึกของฉันตอนเรียนม.ปลาย พอฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัย ความรู้สึกของฉันก็ไม่เปลี่ยนไปเลย ฉันแทบอยากจะวิ่งหนีให้ไกลวิชาภาษาอังกฤษ ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยมาฉันเรียนอังกฤษไปแล้ว 2 ตัว ได้เกรด C + ทั้ง 2 เลย มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองคงจะไม่มีวันทำได้ดีกว่านี้แล้ว แต่เมื่อฉันเรียนอังกฤษตัวที่ 3 ความคิดของฉันก็เริ่มจะเปลี่ยนไป และเปลี่ยนไปในทางที่ดีด้วย ชั่วโมงแรกที่เรียนวิชานี้ก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าสนุก อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน แกจะสอนเรื่องที่ยาก ๆ ให้เป็นเรื่องง่าย มีเทคนิคในการจำ ถึงแม้บางมันจะดูแปลก ๆ แต่ก็ใช้ได้ผลดีทีเดียว อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฉันมีความสุขกับการเรียนวิชานี้คือ ไม่มีการบ้าน แกบอกว่าถึงให้การไปก็ไม่มีใครทำเหมือนเดิม สู้มาทำในห้องเรียนดีกว่า ช่วยกันทำช่วยกันเฉลย ถึงแม้ว่าการทำแบบนี้จะทำให้มันช้าแต่ก็ชัวน์ ดีกว่าไปเร็วแต่ไม่รู้เรื่อง ฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้การที่แกเป็นคนอารมณ์ดีเข้ากับนักศึกษาได้ง่ายจึงทำให้นักศึกษาหลาย ๆ คนชอบแก ส่งผลให้นักศึกษาหลายคนไม่คิดที่จะโดดเรียนวิชานี้รวมทั้งฉันด้วย ทุกครั้งที่เข้าเรียนวิชานี้ฉันจะตั้งใจเรียนและมีความสุขอย่างมาก เพราะฉันรู้สึกว่าฉันเรียนอย่างเข้าใจ พอถึงสอบกลางภาคฉันทุ่มเทให้กับวิชานี้เป็นอย่างมาก มีการสรุปที่เรียนมาในสมุดเล่มเล็ก ๆ มีการท่องคำศัพท์ ฉันทุ่มเทให้วิชานี้อยู่ 3 วัน ตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่าต้องทำข้อสอบให้ได้ อาจารย์สอนดีขนาดนี้แล้วถ้าทำข้อสอบไม่ได้ฉันคงแย่มาก ๆ เพื่อน ๆ ฉันหลายคนแปลกใจกับพฤติกรรมของฉันที่เปลี่ยนไป จากคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือ ไม่เคยท่องคำศัพท์ ตอนนี้มีสมุดเล็ก ๆ จดคำศัพท์และสรุปเนื้อหาที่เรียนมา แม้กระทั่งตัวฉันเองก็ยังรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เลย พอถึงวันสอบฉันรู้สึกมั่นใจเป็นอย่างมากว่า ฉันต้องทำข้อสอบได้แน่ ๆ “ฉันทำได้ ฉันสามารถทำได้” พอเห็นข้อสอบยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่ฉันทุ่มเทให้มันได้ผลจริง ๆ ถึงแม้ฉันจะทำไม่ได้ทุกข้อก็ตาม แต่ฉันก็ดีใจที่ได้เดาน้อยลง พอคะแนนสอบออกมาช่างเป็นอะไรที่มีความสุขจริง ๆ การทุ่มเทของฉันไม่เสียเปล่า คะแนนเต็ม 60 ฉันทำได้ 47.25 สุดยอดเลย (A อยู่ใกล้แค่เอื้อม) ฉันไม่เคยสอบอังกฤษได้คะแนนเยอะขนาดนี้เลย ไม่คิดมาก่อนเลยว่าคนอย่างฉันจะทำได้ ต้องขอบคุณอาจารย์ขนมจีน(พวกฉันเรียกแกอย่างนั้นเพราะหน้าตาแกเหมือนนักร้องที่ชื่อขนมจีน) แกทำให้ฉันรู้สึกว่าภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว ขอบคุณที่ทำให้ฉันไม่เกลียดวิชานี้อีกต่อไป ขอบคุณที่ทำให้ฉันมีความสุขขณะอยู่ในห้องเรียน ขอบคุณที่มอบเสียงหัวเราะให้พวกฉัน ขอบคุณที่ทำให้ฉันได้รู้ว่า “ไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้ ถ้าฉันตั้งใจที่จะทำ” ฉันสัญญาว่าตั้งใจเรียนแบบนี้ตลอดไปและจะต้องเรียนวิชานี้ให้ได้ A เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเอง คงจะไม่มีอะไรน่าภาคภูมิใจได้เท่ากับการเรียนจากได้เกรด C+ มาเป็น เกรด A อีกแล้ว ความสำเร็จของวิชานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และครูที่ดีในอนาคต

เมื่อฉันเรียนจบออกไปเป็นครูฉันต้องเป็นอย่างอาจารย์ขนมจีนให้ได้ ฉันจะทำให้คนที่เกลียดวิชาคณิตฯหันมาชอบวิชาคณิตฯให้ได้ ....

กรณีศึกษาที่ 19: ความประทับใจของข้าพเจ้า เริ่มต้นตอนที่สมัยข้าพเจ้ากำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา 6 ตอนนั้นข้าพเจ้าเป็นคนที่เรียนคณิตศาสตร์ไม่ค่อยรู้เรื่อง คิดเลขก็ช้า จึงทำให้ตอนนั้นไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์อย่างมาก พอดีช่วงนั้นพ่อกับแม่ได้เปลี่ยนมาประกอบอาชีพค้าขาย ตอนวันหยุดหรือช่วงปิดเทอมข้าพเจ้าก็จะไปช่วยพ่อกับแม่ค้าขายเป็นประจำช่วงที่หยุด จึงทำให้ข้าพเจ้าเริ่มคุ้นเคยกับการทอนเงิน ทีแรกข้าพเจ้าก็ทอนเงินไม่ค่อยคล่องสักเท่าไหร่ บางครั้งก็ทอนผิดบางครั้งก็ทอนถูก ตอนนั้นถูกแม่ดุบ่อยครั้ง พอไปช่วยพ่อกับแม่ขายของบ่อยๆขึ้นจึงทำให้ข้าพเจ้ามีความคล่องที่จะทอนเงินมากขึ้น ทีแรกตอนทอนเงินให้ลูกค้าใหม่ๆ ก็จะใช้เครื่องคิดเลข แต่พอนานเข้าข้าพเจ้าก็เลิกใช้เครื่องคิดเลข ข้าพเจ้าเริ่มที่จะมีความคิดที่เร็วกว่าเดิมมาก พอเปิดเทอมข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้าคิดเลขได้เร็วขึ้นและถูกต้องกว่าเดิม พออาจารย์ประกาศผลสอบออกมา ข้าพเจ้าแทบไม่อยากเชื่อ คะแนนของข้าพเจ้าที่สอบได้เกือบเต็ม หลังจากนั้นมาข้าพเจ้าก็เริ่มรู้สึกว่าข้าพเจ้าชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์มาก ทุกครั้งที่ชอบข้าพเจ้าก็จะได้เกือบเต็มตลอด จากการที่ทีแรกข้าพเจ้าไม่ค่อยชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แต่ตอนนี้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการเรียนคณิตศาสตร์เป็นเรื่องที่สนุก ท้าทาย ตอนนี้ข้าพเจ้าจึงคิดว่าโตขึ้นเมื่อข้าพเจ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัย ข้าพเจ้าก็จะเลือกเรียนในสิ่งที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ จนถึงปัจจุบันนี้ การที่ข้าพเจ้ามีแรงบัลดาลใจจากการที่ค้าขาย จึงทำให้ข้าพเจ้าทำความฝันของข้าพเจ้าให้เป็นจริง คือข้าพเจ้าสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือข้าพเจ้าได้เรียนในสาขาที่ข้าพเจ้าชอบคือ สาขาคณิตศาสตรศึกษา

กรณีศึกษาที่ 20: อาจจะถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของการเป็นนักเรียนเลยก็ว่าได้ แต่บางครั้งเหตุการณ์ที่แย่ๆก็สามารถเปลี่ยนให้เป็นแรงบันดาลใจให้เราทำอะไรที่ดีขึ้นได้เหมือนกัน เหตุการณ์นี้เกิดตอนที่ฉันเรียนอยู่ม.3 ช่วงนี้ฉันใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานเต็มที่ได้ทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เคยทำ ติดเพื่อน หนีเรียนไม่อ่านหนังสือ จนวันที่ทำให้ฉันคิดอะไรได้ก็มาถึง เมื่อเกรดออกฉันเสียใจมากจากที่เคยติดอันดับหนึ่งในสามของห้องคิงฉันตกมาอยู่ที่เกือบจะสามสิบ เวลาที่ขับรถกลับบ้านฉันร้องไห้มาตลอดทางเลยแต่จะทำอะไรได้ก็ฉันทำตัวของฉันเองนี่นา ตั้งแต่วันนั้นมาฉันก็ตั้งใจเอาไว้ว่าต่อไปนี้ฉันจะเข้าเรียนทุกคาบ จะตั้งใจเรียน จะอ่านหนังสือ เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ และที่สำคัญคือฉันไม่ต้องการพบเจอกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายแบบนั้นอีกแล้ว ประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการเรียนของฉันอาจจะไม่เหมือนคนอื่นเขา เพราะประสบการณ์ที่ดี ของคนอื่นคงจะมีแต่เรื่องดีๆ แต่สำหรับฉันแล้วการคิดได้เองแม้จะมาจากประสบการณ์ที่เลวร้ายก็ตาม มันคือประสบการณ์ที่ดีที่สุดในชีวิตการเป็นนักเรียนของฉันเลยแหละ