คงไม่มีใครปฏิเสธคำพูดที่ว่า “ พระมหากษัตริย์ไทย” ทรงเป็นพระมหากษตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก จะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจนานัปการที่พระองค์ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทย โดยมิได้เลือกว่า ณ จุดนั้นจะมีคนไทยที่มีเชื้อสายแตกต่าง หากเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ใต่ร่มพระบรมโพธิสมภาร พระเมตตาของพระองค์ก็ทรงแผ่ไปถึงทุกหัวระแหง

      นับได้ว่าเป็นโชคดีของพวกเราที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในยามใด คับขันแค่ไหน “ในหลวง” ก็ไม่เคยทรงทอดทิ้ง พระองค์จะทรงดูแลทุกข์สุขของประชาราษฎร์ พัฒนาและให้การศึกษาในทุกๆ ทางไม่ว่าจะจะเป็นด้านความเป็นอยู่ หรือแม้กระทั่งการทำมาหากิน เพราะพระองค์ทรงทราบดีว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนคือการพัฒนาคนให้รู้จักใช้ชีวิต ดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัส และพระบรมราโชวาทที่ทรงให้ไว้กับคนไทยหลายๆ ครั้ง

       ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภุมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระชนม์พรรษาครบ ๘๒ พรรษา  ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๒ นี้ พวกเราในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง จึงขอร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ด้วยการจัดทำบล็อก “ในหลวง กษัติรย์นักพัฒนาผู้ยิ่งใหญ่”นี้ขึ้น เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ผู้ทรงเป็นดุจ “พ่อ” ของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ


      พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๐ ณ โรงพยาบาลเมานท์ออเบอร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาซูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

พุทธศักราช ๒๔๗๕ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุ ๕ พรรษา ทรงเข้าศึกษา ณ โรงเรียนมาแตร์เดอี ถนนเพลินจิต ประเทศไทย

พุทธศักราช ๒๔๗๖ พระองค์ทรงเข้าศึกาต่อระดับประถมศึกษา ณ โรงเรียนเมียร์มอง ( Miremont) เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

      หลังจากนั้นพระองค์เข้าศึกษาต่อ ณ โรงเรียนโนเวล เดอลาสวิส โรมอนด์ ชัยยี ซูร์ โลซาน และโรงเรียนจิมนาสคลาสสิค คอง โดนาน แห่งโลซาน จนได้รับประกาศนียบัตรชั้นมัธยม และทรงเตรียมพระองค์เพื่อเข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยโลซาน สาขาวิศวกรรมศาสตร์ แต่มิได้เป็นไปตามพระราชประสงค์ เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอนันทมหิดล พระบรมเชษฐาธิราช ได้เสด็จสววรคตโดยกะทันหัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภุมิพลอดุลยเดช จึงต้องเสด็จเถลิงลวัลย์ราชสมบัติต่อมา ซึ่งทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องเปลี่ยนแปลงพระองค์เพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจอันใหญ่หลวง พระองค์จึงทรงเสด็จออกไปศึกษาวิชารัฐศาสตร์และกฎหมายต่อ ณ ประเทศสวิตเซอแลนด์

      ณ วันอาทิตย์ ที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ พระองค์ทรงเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

      ครั้นเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ได้ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ วังสระปทุม และได้ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ พระอัครมเหสีเป็นสมเด็จพระราชินี

      ต่อมาในวันศุกร์ที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๙๓ ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามขัตติยราชประเพณี และเฉลิมพระปรมาภิไธยเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีจารึกในสุพรรณบัฏว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร”

      พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถมีราชโอรถ ละพระราชธิดา ๔ พระองค์ คือ

      ๑.เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระราชสมภพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๔

      ๒.สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๕

      ๓.สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรี สิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบนามราชกุมารี พระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ ๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๘

      ๔.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระราชสมภพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๔กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๐

      ต่อมาในระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำริที่จะทรงผนวช หลังจากตัดสินพระราชหฤทัยที่จะทรงผนวชแล้ว ได้ทรงแจ้งพระราชประสงค์ให้นายกรัฐมนตรีทราบ และได้นำกระแสพระราชดริหารือรัฐบาล เพื่อที่จะทรงตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กับขอพระราชทานให้รัฐบาลรับภาระทุกอย่างเป็นการสนองพระเดชพระคุณในการนี้

      วันที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ เป้นหมายกำหนดการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง

      หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุต่อสมเด็จพระราชอุปัชฌาย์แล้ว สมเด็จพระสังฆราชเจ้าถวายพระสมณฉายานามว่า  “ภุมิพโลภิกขุ”

      ตลอดเวลาการครองเพศบรรพชิต พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับ ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา ๑๕ วัน คือ ระหว่างวันที่ ๒๒ ตุลาคม ถึงวันที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๙๙


      โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้การอุปถัมป์ในด้านต่างๆ เช่น ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์มีทั้งโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชน ดังนี้

๑.โรงเรียนจิตรลดา

๒.โรงเรียนราชวินิต

๓.โรงเรียนวังไกลกังวล

๔.โรงเรียนราชประชาสมาสัย

๕.โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

๖โรงเรียนเพื่อลูกหลานชนบท

๗.โรงเรียนร่มเกล้า

๘.โรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจน

 

      พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในการเปิดพระราชพิธีเนื่องในวโรกาสต่างๆอาทิเช่น พระราชพิธีบำเพ็ญการกุศล ทรงสนับสนุนให้มีการสร้างศาสนสถาน อีกทั้งยังทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนา ไม่ใช่เฉพาะแต่ศาสนาที่พระองค์ทรงนับถือ เนื่องจากทุกศาสนาต่างสอนให้คนเป็นคนดี

      เรือใบเป็นกีฬาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเป็นพิเศษ พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของประเทศไทยลงแข่งเรือใบในกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 9-16 ธันวาคม พ.ศ. 2510 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยทรงเข้าค่ายฝึกซ้อมตามโปรแกรมการฝึกซ้อม และทรงได้รับเบี้ยเลี้ยงในฐานะนักกีฬา เช่นเดียวกับนักกีฬาคนอื่น ๆ ในที่สุด ด้วยพระปรีชาสามารถ พระองค์ทรงชนะเลิศเหรียญทอง และทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเหรียญทอง จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2510

๑.ทรงตั้งกรมมหรสพขึ้น เพื่อฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไทย

๒.ทรงตั้งโรงละครหลวงขึ้นเพื่อส่งเสริมการแสดงละครในหมู่ข้าราชบริพาร

๓.ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกแบบอาคารสมัยใหม่เป็นแบบทรงไทย เช่น ตึกอักษรศาสตร์ ซึ่งเป็นอาคารเรียนหลังแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาคารโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย

 

      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วง และเอื้ออาทรต่อทุกข์สุขของพสกนิกรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะความทุกข์ของไพร่ฟ้าจากพยาธิภัย ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามท้องที่ต่างๆ ทุกครั้ง พระองค์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะแพทย์ ทั้งแพทย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจากโรงพยาบาลต่างๆ และแพทย์อาสาสมัคร โดยเสด็จพระราชดำเนินไปในขบวนอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้รักษาผู้ป่วยไข้ได้ทันที นอกเหนือจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้ริเริ่มหลายโครงการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ดังนี้

๑.โครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน

๒.โครงการแพทย์หลวงเคลื่อนที่พระราชทาน

๓.หน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่พระราชทาน

๔.โครงการแพทย์พิเศษตามพระราชประสงค์

๕.โครงการแพทย์ หู คอ จมูก และโรคภูมิแพ้พระราชทาน

๖โครงการศัลยแพทย์อาสาราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย

๗.โครงการแพทย์ หู คอ จมูก และโรคภูมิแพ้พระราชทาน

๘.โครงการอบรมหมอหมู่บ้านในพระราชประสงค์

๙.หน่วยงานฝ่ายคนไข้ ในกองราชเลขานุการ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ