" เพื่อนเอ๋ย..สวรรค์หน่ะมีจริง แต่ทางลัดไปสวรรค์หน่ะไม่มีจริงหรอก "

                "  อินนาลิ้ลลาฮี่ ว่าอินนาอี้ลัยฮี่ รอญี่อูน " 
     เอ เป็นเด็กชุมพรที่เข้ามาเรียนที่วิทยาลัยศิลป์ปีเดียวกันกับที่ผมเข้าเรียนที่นั่น ผมเลือกลงคณะพานิชย์ศิลป์ แต่เอเลือกคณะวิจิตรศิลป์ เราอยู่คนละห้องคนละคณะแต่สูบกัญชาวงเดียวกัน เอ เป็นคนไม่ค่อยพูด ยิ้มเก่ง จากการที่เป็นคนผิวเข้ม หน้าตาโหดๆ และโกนหัว จึงเป็นที่มาของชื่อ " เณรแอ "อย่างไม่ต้องสงสัย   "หน้าตามันโหดพอที่จะย่างเด็กหว่ะ"ใครบางคนในวงเสริมความคิดเหมือนจะยืนยันว่าเหมาะแล้วที่จะเรียกมันว่า "เณรแอ" แม้หน้าตาจะโหดก็โหดแต่หน้าตา จากการที่ชอบยิ้มมากกว่าพูด รักเพื่อนฝูง และวาดภาพเก่งคนหนึ่งแถมยังยำได้เนียน เณร จึงเป็นที่รักของใครหลายคนรวมทั้งผมด้วย
     ที่นี่แทบทุกคนจะต้องมีฉายา แต่ผมไม่มีหรอกครับคงแก่เกินไปที่ใครจะตั้งฉายาให้ อาจมีบ้างที่น้องๆห้องเดียวกันจะเรียกว่าปู่ หรึอแกล้งเอาดอกไม้มาใหว้ในวันพ่อแต่ก็ไม่มีฉายาอะไรเป็นเรื่องเป็นราว
     นอกจากเวลาสูบบุหรี่หน้าห้องน้ำ และเวลาเข้ารอบที่ห้องของมันแล้ว ก็แทบไม่ได้เจอ"ไอ้เณร"เลย จึงไม่รู้เลยจริงๆว่านอกจากกัญชาแล้ว เณรกับเพื่อนบางคนยังเป็นหมออีกด้วย คือสามารถฉีดผงขาวเข้าเส้นเลือดได้ด้วยตัวเอง สวรรค์ครับ หลายคนที่เคยลองบอกว่ามันถึงสวรรค์  มนุษย์จินตนาการถึงสวรรค์ว่าคือสถานที่แห่งความสุขหาที่เปรียบมิได้ มนุษย์บางคนจึงคิดว่าความสุขที่ตัวเองคิดว่าสุดๆแล้วไม่น่าจะมี(ยา)อะไรมาเปรียบได้ มันต้องเป็นสวรรค์อันนี้แน่นอน ครับและมนุษย์เหล่านั้นก็เป็นเยาวชนที่มีไอ้เณรรวมอยู่ด้วย
     วันเวลาผ่านไปใวเหมือนโกหก สิบกว่าปีเจอไอ้เณรอีกครั้งเป็นปีหลังซึนามิมันมาช่วยน้าทำบาร์เครื่องดื่ม และเปิดร้านเขียนรูปที่เขาหลัก จำมันแทบไม่ได้ เณรไม่ได้โกนหัวเป็นเณรแอเหมือนเมื่อก่อน มันมามาดใหม่ด้วยผมทรง "หัวผีเชาะ ("เชาะ"เป็นภาษาปักษ์ใต้หมายถึง ผูก หรือ มัดเงื่อน) หรือ Rasta man นั่นเอง แต่ยังชอบยิ้มมากว่าพูดเหมือนเดิม เพราะความที่ไม่ค่อยพูด และรั้นแบบเงียบๆ เณรจึงเป็นคนค่อนข้างเก็บกดและมักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับตัวเอง น้าทักก็เคยเตือนในฐานะผู้ใหญ่ที่ผ่านอะไรมาเยอะกว่า เณรกลับทำตัวออกห่างและใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น
     ความฝันก็คือความฝัน แต่ความจริงกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะการอยู่กับความฝันมากเกินไปจึงมีปัญหากับโลกแห่งความจริง เณรจึงเงียบมากขึ้น แม้จะไม่สบายจนแทบไม่มีแรงเดินแต่ก็ไม่ยอมปริปากบอกใครแม้แต่กับอู๊ดเพื่อนซี้ที่อยู่ด้วยกัน ใครถามก็ตอบว่า "กินยาแล้ว.หาหมอแล้ว.ดีขึ้นแล้ว"   ผมกับอู๊ดสังเกตเห็นเณรน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วในระยะไม่กี่วัน และนั่งเหม่อลอย จนผมต้องเอ่ยกับอู๊ดว่า "รู้สึกใจไม่ดีเลย" อู๊ดมองหน้าผมเหมือนบอกให้รู้ว่ารู้ว่าผมคิดอะไรและรู้ว่าผมก็รู้ว่าเขาคิดอะไร เราคิดเหมือนกัน ผมเริ่มต้นถามอู๊ดว่า"พอจะรู้หมั๊ยว่ามันมาจากใหน ผู้หญิง หรือ เข็มสัก?"  "..บังไม่รู้เหรอว่าเณรกับพี่ขาวเป็นหมอคลีนิคเดียวกัน" อู๊ดหมายถึง ขาว เพื่อนที่เคยร่วมก๊วนหอพักเดียวกันในซอยหัวหลางที่เสียชีวิตไปเมื่อสาม สี่ปีที่แล้ว ผมใจหายวาบ
     "เณรเป็นไงบ้าง?" อู๊ดถามขึ้น "พรุ่งนี้จะไปหาหมอ"เณรพูดช้าๆเสียงเหมือนมีอะไรจุกอยู่ในคอ "ไม่ต้องไปพรุ่งนี้หรอก ไปวันนี้ตอนนี้เลย" แล้วเราก็จัดการหารถพาเณรไปโรงพยาบาลตะกั่วป่า ผมบอกให้เณรเอาผ้าไปซักชุดเพราะรู้ว่าเณรจะไม่ได้กลับมาคืนนี้ แต่คิดไม่ถึงว่าเณรจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเลย หลังจากถึงมือหมอใช้เวลาอยู่กับเณรซักพักจนโล่งใจ ก็รีบเอารถมาคืนและสัญญาว่าพพรุ่งนี้จะมาเยี่ยม ก่อนกลับเณรพูดกับผมแบบถอนใจว่า"หนุกมากเกิน"ผมบอกเขาว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่ต่อความยาวสาวความผิดในอดีต ขอให้เข้มแข็งรักษาสุขภาพให้ดีเพื่อจะได้ต่อสู้กับโรคร้ายในวันนี้ให้ได้ดีกว่า "ขอบคุณมากครับบัง"เณรพูดและยกมือใหว้ขณะที่ผมหันหลังกลับ  เที่ยงของอีกวันเราก็ซื้อขนมและของที่เณรอยากได้เอาไปฝาก แม่กับญาติๆของเณรที่รู้ข่าวจากชุมพรก็มาถึง และรับตัวเณรกลับไปที่ชุมพรเพราะใกล้บ้าน เณรยังคงโทรกลับมาและครั้งสุดท้ายด้วยเสียงที่จุกในลำคอมากกว่าเดิม บอกว่าอยากได้ผ้าใบและอุปกรณ์วาดรูป อู๊ดก็จัดการส่งไปให้แต่เมื่อไปถึงเณรต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หลังจากถอดเครื่องหายใจหมอบอกว่าอวัยวะภายในล้มเหลว และหยุดทำงานหมดแล้ว เณรยังยื้อชีวิตหายใจอยู่ได้อีกสองวันก็สิ้นใจ...

     คำกล่าวภาษาอาหรับที่เอ่ยใว้เมื่อต้นเรื่อง เป็นคำกล่าวที่มุสลิมต้องกล่าวเมื่อได้รู้ข่าวคนตาย ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากใหน หรือนับถือศาสนาอะไรก็ตาม ซึ่งความหมายมีว่า "แท้จริงเราทุกคนลว้นเป็นสิทธิของอัลเลาะฮ์ และแท้จริงเราจะกลับไปสู่พระองค์ " ผมเป็นมุสลิมและผมก็กล่าวอย่างนั้น

     ผมลางานเสาร์-อาทิตย์ สองวันเพื่อเดินทางไปจังหวัดชุมพรที่บ้านของเณร มันเคยชวนผมหลายครั้งให้ไปเที่ยวที่บ้าน ก็พยายามหาโอกาศแต่ไม่คิดว่าจะได้มางานศพเณร ผมมาถึงก่อนจะเผาสองวัน ไม่ได้มาเพื่อจะพูด จะพบหรืออาลัยอาวรณ์คนที่ตายไปแล้วหรอกครับ แต่มาเพราะสงสารคนที่ยังอยู่มากกว่า เคยมีคนพูดว่า "พ่อแม่ไม่ควรมีอายุยืนกว่าลูก" แต่ผมว่าน่าจะเปลี่ยนเป็น "ลูกไม่ควรอายุสั้นกว่าพ่อแม่" น่าจะดีกว่า เพราะ พ่อ แม่ ไม่ควรต้องมาจัดงานศพให้ลูกที่ตัวเองเลี้ยงดูถนุถนอมมากับมือ  

      ผมร่วมเดินทางมากับน้าของเณร ซึ่งเป็นนักดนตรีอาชีพ เป็นมือกีร์ต้าเบสชั้นเทพของวงที่มีชื่อเสียง ถ้าเอ่ยชื่อทุกคนที่นี่จะต้องรู้จัก โดยเฉพาะขาร็อกรุ่นเก๋าของเมืองไทย แต่ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่การเป็นคนดัง หรือการโซโล่กีร์ต้าเบสอย่างหาตัวจับมิได้ แต่ด้วยวัยและประสบประการณ์ที่มากกว่า จึงเห็นปัญหาได้ดีกว่า  " เป็นคนดื้อเงียบ ชอบเก็บตัวและคิดอะไรคนเดียวนานๆ บอกมันหลายครั้งแล้ว อย่าล้อเล่นกับอารมณ์ของตัวเอง คนที่ทำอย่างนั้นได้ต้องมีตบะที่แข็งพอ ผ่านอะไรมามาก หรือมีจิตใจที่เข็มแข็งเท่านั้น " น้าทักคงหมายถึงการที่เณรนั่งจมอยู่กับตัวเองเป็นเวลานานและทำตัวออกห่างเพื่อน เพราะการคิดอะไรคนเดียวนานๆ คือการตัดสินตัวเอง   " ไม่ยอมปรึกษาใคร คิดเองเออเองอยู่คนเดียวโดยหารู้ไม่ว่าการคิดเองตัดสินเองนั้นเป็นการพิพากษาชีวิตของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว "น้าทักอธิบายและเสริมอีกว่า " มีอะไรก็อโหสิกรรมให้มันเถอะอย่าถือสาไอ้เอเลย มันจากเราไปแล้ว " ผมกับอู๊ดรับคำ

     แค่นี้เองครับ ชีวิตก็แค่นี้แหละ  ร่างกายที่ดูตามหลักเคมีแล้วแสนจะธรรมดาจริงๆ ก็แค่คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน และไนโตรเจน มีแคลเซี่ยมนิดหน่อย กำมะถันซักหยิบมือ และมีฝุ่นผงที่เป็นธาตุธรรดาเสริมอีกนิดหน่อย แค่นี้จริงๆ เราหาซื้อของพวกนี้ได้จากร้านขายยาใกล้บ้านได้ด้วยซ้ำ ใครจะรู้ว่าอะไรกันที่ทำให้ อะตอมนับล้านตัวเหล่านั้นในจักรวาลต้องมารวมตัวกันอย่างซับซ้อนและมีพันธกิจร่วมกันจนกลายมาเป็นเรา มีหน้าตาเหมือนเรา และจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น!  และความจริงที่หลายคนไม่อยากฟังก็คือแม้คนที่มีอายุยืนที่สุด อะตอมเหล้านี้ก็อยู่ได้แค่หกแสนห้าหมื่นชั่วโมงเท่านั้นเองครับ หลังจากนั้นพวกมันก็จะเปิดหมวกอำลากันไปอย่างเงียบๆ เหลือใว้เพียงกองฝุ่นอะตอมที่ไม่มีชีวิตและเคยเป็นเรา  แค่นั้น....

            "แล้วช่วงเวลาที่เหลือของคุณหล่ะ อยากไปสวรรค์ชั้นใหน ?"