วันเกิด คือวันที่เราลิมตามดูโลก....ถ้าไม่มีแม่วันนั้น คงจะมีมีลูกในวันนี้ แล้วลูกวันนี้ ทำอะไรดีๆ

 

วันแรกที่เราลืมตาดูโลก  มีลมหายใจ  หัวใจน้อยๆ เริ่มทำงานนั้น 
มีผู้หญิงคนหนึ่งที่เจ็ดปวด ทรมาน แทบขาดใจ 
แต่มีเพียงเสียงร้องของเด็กน้อยที่เป็นสัญลักษณ์ถึงการมีชีวิต 
ผู้หญิงคนนั้นก็ลืมความเจ็บปวดทั้งหมด  เผยรอยยิ้มน้อยๆ 
ให้เห็นพร้อมกับน้ำตาแห่งความยินดี

 

 

 

วันเกิดถือเป็นวันสำคัญของชีวิต   หลายคนจึงใช้วันนี้ฉลองให้กับตัวเอง
ที่โชคดีได้เกิดมาเป็นคนที่สมบูรณ์ไม่พิการทางกายหรือทางสมอง
แต่หากลองคิดอีกที  เราน่าจะยกวันนี้ให้เป็นวันแม่
ถ้าไม่มีแม่วันนั้น คงจะมีมีลูกในวันนี้
แล้วลูกวันนี้  ทำอะไรดีๆ
ให้แม่....ภูมิใจหรือยัง

 

 ขออันเชิญภาพที่ประทับใจมาไว้มาในบันทึกนี้  เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต
 
 
         สำหรับฉันแล้ว วันเกิดของฉัน ฉันยกให้เป็นวันแม่อีกวันหนึ่ง  หลังจากตักบาตรพระตอนเช้าแล้ว  ฉันจะต้องกราบแม่ของฉัน   แม่จะกอดฉันทุกครั้งลูกหัวให้ศีลให้พร  พรใดจะประเสริฐเท่ากับพรของแม่ไม่มีอีกแล้ว  ยิ่งฉันต้องสูญเสียพ่อตั้งแต่เล็ก  แม่ได้ทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ได้อย่างสมบูรณ์  แม่ไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันขาดพ่อ แม่ทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อเลี้ยงฉันให้ดีที่สุด ไม่ให้น้อยหน้าใคร   แม้ว่าบางครั้ง  ฉันเห็น พ่ออุ้มหรือจูงมือลูก พ่อลูกโอบกอดกันด้วยความรัก   ฉันก็รู้สึกลึกๆ  เมื่อไหร่หนอ ฉันจะมีวันนี้บ้าง?   แต่มันก็เป็นแค่ความฝันของเด็กคนหนึ่ง ชั่วครู่ที่แว๊บเข้ามา   ตอนเด็กอาจรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจบ้าง นั่นเป็นความคิดตอนที่ฉันยังเด็ก..... คิดไปตามประสาของเด็ก ที่ยังไม่เข้าใจอะไรมากมาย   พอโตขึ้นออกจะรู้สึกผิดที่คิดแบบนั้น....
ฉันมีแม่ที่ประเสริฐยิ่งนัก  บางคนมีทั้งพ่อทั้งแม่พร้อมหน้าแต่ไม่ได้เรียนหนังสือ จบ ป. 6 ก็ทำงาน หรือไม่ก็เข้าไปทำงานในเมืองบ้าง ต่างจังหวัดบ้าง  บางคนพ่อแม่ส่งให้เรียน ก็ไม่เรียน......
   แต่ฉันก็โชคดี ที่เติบโตมาจากสังคมชนบท ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีแม่อุ๊ย (ยาย) ญาติพี่น้อง บ้านใกล้เรือนเคียงดูแลรักใคร่ฉันเหมือนลูกหลาน  มีพี่ชายลูกของป้าเคยดูแล  ครูใหญ่โรงเรียนหน้าบ้านฉัน รักฉันเหมือนลูกสาว ลูกชายคนเล็กท่านก็จึงเป็นเหมือนพี่ชายอีกคนหนึ่ง....ฉันจึงไม่โดดเดี่ยวจนเกินไปนัก
 
วันเกิดของฉัน คือวันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี คือวันแม่อีกวันหนึ่งของฉัน   นอกเหนือจากวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม   สายๆ เราจะพากันไปทำบุญถวายสังฆทาน  เย็นๆ ก็พากันไปทานอาหารอร่อยๆ  บางครั้งเราก็ทำทานกันเองที่บ้าน  แต่ฉันไม่อยากให้วันเกิดของฉันเป็นภาระของแม่  ถ้าทำอาหารทานกันเอง แม่ก็จะต้องเป็นคนลงมืออีกแหละ  ฉันจึงต้องพาแม่ออกไปทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งลูกๆ ของฉันนั้นชอบใจยิ่งนัก....

    คุณทราบไหมคะว่า แม่ยังปฏิบัติกับฉันเหมือนฉันยังเป็นเด็กเล็กๆ ในสายตาของแม่เสมอ  แม่จะคอยโทร. เตือนให้ฉันทานข้าว  กินยา  อยู่ไหนลูก เมื่อไหร่จะกลับบ้าน  ขับรถดีๆ นะลูก  อยากทานอะไร  โอ๊ย! ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าแม่ทำได้.... แม่ทำให้ฉันทุกอย่าง  

    เวลาที่ฉันทำงานฉันจะเป็นหญิงแกร่ง  เข้มแข็ง ทำงานอย่างแข็งขัน ทุ่มเท เหมือนที่แม่ฉันเป็น  ผอ.ทุกคนที่ฉันทำงานด้วย จะตั้งฉายาให้ฉันว่า “หญิงเหล็ก” สงสัยท่านเห็นว่าฉันหัวแข็ง   (ฮา)  แต่เวลาฉันอยู่กับแม่ ฉันก็ยังเป็นเหมือนเด็กผู้หญิงขี้อ้อนคนหนึ่ง  ขี้แย  ขี้เล่น ขี้สงสาร อ่อนไหวเสียน้ำตาได้ง่ายเหลือเกิน  อันนี้แม่ไม่ได้สอน มันเป็นเอง  ฮา.....
    แม่จ๋า.... มีภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้ของแม่ไหมจ๊ะ... หนูรู้ว่ามีภูมิใจ เพราะแม่รักหนู แต่หนูว่ายังทำให้แม่ภูมิใจในตัวหนูไม่มากเท่าที่ควร  เพราะหนูชอบทำงานจนลืมเวลา  ช่วงที่ผ่านมาหนึ่งเดือนเต็มๆ หนูทำงานหนัก กลับบ้านดึก  ไม่ค่อยมีเวลาให้แม่  หนูขอโทษค่ะ  ต่อไปหนูจะเพลาๆ ลงค่ะ จะมีเวลาให้แม่มากกว่านี้จ๊ะ  หนูสัญญา..... ลูกสาวของแม่พูดจริงทำจริงนะจ๊ะ แม่ก็รู้ดีใช่มั้ยจ๊ะแม่จ๋า....

  รักแม่ที่สุดในโลกจ้ะ 

       
        3 ปีก่อน สุขภาพฉันทรุดหนัก  ทำงานหนัก ไม่ยอมหยุดพัก มันพักไม่ได้จริงๆ ค่ะ  งานแผนงาน สารสนเทศ  ประกันคุณภาพ งานวัดผลประเมินผล (GPA)  ที่โรงเรียนเดิมไม่มีใครทำแทน เพราะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก  ก่อนที่จะประสบอุบัติเหตุ  ฉันทำให้แม่ทุกข์ใจเพราะแม่ห่วงฉัน
 

แม่บอกว่า เห็นลูกผอมแล้วแม่ใจไม่ดี.....
 
      ตลอดระยะเวลาที่ฉันเข้าโรงพยาบาล เพื่อผ่าตัดสมอง  แม่ดูแลฉันตลอดเวลา ทุกวัน  ฉันรู้ว่าแม่ห่วงฉันมากแค่ไหน ฉันจึงต้องยิ้มไว้ ยิ้มสู้ ทำหน้าทะเล้น  เพื่อไม่ให้แม่เป็นทุกข์   แม้ข้างใจหัวใจนั้น ฉันกลัวเหลือเกิน....กลัวว่า หากฉันตื่นขึ้นมา ฉันจำแม่ ลูก และใครๆ ไม่ได้...
 
หลังผ่าตัดใบหน้าก็บวมเปล่งปลั่ง (ฉุ) ฉันรับน้ำเกลือไปถึง 8 กระปุก  ไม่รวมยาอื่นๆ ที่ไหลเข้าไปในตัวฉันพร้อมๆ กับน้ำเกลือ
  หลังจากการผ่าตัด ฉันก็อ้วนเอ๊า  อ้วนเอา..... สมใจแม่  ฮา  แม่บอกว่า เห็นลูกอ้วนแล้วสดใส แม่สุขใจยิ่งนัก
ออกจากโรงพยาบาล 2 สัปดาห์ ฉันก็ไปสอนหนังสือ ทั้งๆ ที่แม่คัดค้าน.... แต่ฉันห่วงเด็กๆ ที่รอฉันอยู่  ฉันดื้อกับแม่อีกแล้ว
       ฉันใช้ชีวิตตามปกติ ทานยาบำรุงสมองทุกวัน ฉันกลัวความจำเสื่อม  เดี๋ยวจะสอนลูกศิษย์ไม่ได้  3 ภาพข้างล่างนี้  ผ่านมา ได้ 4  เดือน  ผมด้านหน้ายังยาวได้  1 นิ้วกว่าๆ  คุณหมอที่แสนดี ท่านเมตตา ลงมือโกนผมของฉันเองเลยนะ  โกนแค่ส่วนที่จะผ่า ครึ่งหัวด้านซ้าย   แถมยังออกแบบทรงผมใหม่ให้ฉัน  ให้แสกผมอีกด้านมาปิดแล้วติดกิ๊ปเอาไว้  น่ารักมากๆ  ยอดคุณหมอของฉัน  นพ. โอภาส  เพ็ญพงศ์ ท่านเป็นคุณหมอประจำบ้าน ที่พวกเราให้ความเคารพมาก  ฉันจึงไม่ต้องใส่วิก  ฉันเข้าพระราชทานปริญญาบัตร ป.โท ที่ มน. และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทช. ทั้งๆ ที่ ผมยาวแค่ 1 นิ้ว เอง   ฮิ  ฮิ  และกำลังอ้วนท้วนสมบูรณ์มากๆ
          
ส่วนรูปข้าราชการ พึ่งถ่ายเมื่อ วันที่ 25 พย. 52  ก่อนเข้าไปทำงานที่โรงเรียน วันเสาร์ เตรียมงานประเมิน  เพราะฝ่ายบุคลากรจะทำบอร์ดใหม่   ตอนนี้ผมยาวแล้ว อ้วนแก้มยุ้ยเชียว...เห็นไหม?
แม่ฉันอดทนยืนรอฉันออกมาจากโดม หนูรู้นะจ๊ะว่า... “แม่เมื่อยมากๆ”  
วันรับปริญญา แผลที่หน้าผากด้านซ้ายยังเห็นชัดมากๆ
 ฉันภูมิใจแม่มาก วันเกิดของฉันคือวันแม่  เพราะ แม่แสนดี   ทั้งฉันและน้อง (ผู้การอนุรักษ์ : น้องเอก) จึงอยากประกาศให้คนทั่วไปได้รู้ว่าแม่ฉันเป็นที่หนึ่งของฉันและน้อง รวมทั้งหลานทุกคน

ขอเชิญชมประมวลภาพของครอบครัว ที่มีแม่สุรางค์ เป็นผู้นำทางหนึ่งเดียวคนนี้ค่ะ

     สงกรานต์ที่ผ่านมา ไปทานปลาเผาที่เขื่อนสิริกิติ์ 
 

 

รุ่งขึ้นไปรดน้ำดำหัวที่บ้านป้า รวมญาติและผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน ทำให้ฉันได้เจอครูสมัยเด็กๆ คือ ครูใหญ่ (พ่อเสงี่ยม  ครูดอกเทียน) จึงมีโอกาสรดน้ำดำหัวครูทั้ง 2 ท่านด้วย
 
แม่บอกเสมอ ตั้งแต่ฉันเป็นเด็ก จะสุข จะทุกข์ เราต้องยิ้มไว้ ยิ้มสู้ อย่าท้อ ฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่างให้ได้ และต้องอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพผู้ใหญ่ จริงใจกับทุกคน...

       น้องชายกลับมาบ้าน วันพ่อ เพื่อมากราบแม่  แม่ที่เป็นทั้งพ่อและแม่ของเรา  และซื้อของขวัญวันเกิดมาให้พี่สวยด้วย  เพราะสัปดาห์หน้าเขามาไม่ได้  เป็นกระเป๋าถือ  น้องรู้ว่าฉันชอบเปลี่ยนกระเป๋าบ่อยๆ  ถูกใจมาก  ปีนี้น้องมาอวยพรวันเกิดให้พี่สาว พร้อมกับกราบแม่ ใน 2 โอกาส  นานๆ เราจะได้อยู่กันพร้อมหน้า เฮ่อ!...มีความสุขจังเลยค่ะ...

 

        ฉันและน้องชอบซื้อรองเท้าคู่ใหม่ให้แม่ เลือกคู่ที่สวยๆ นิ่มๆ ใส่สบาย ไม่เมื่อย บางที่ก็เป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพ  ปีนี้แม่อายุ 60 แล้ว แม่เดินทางเหน็ดเหนื่อยมาตลอดชีวิต แม่ต้องสวมร้องเท้าที่แสนนุ่มเหมือนเดินบนพรมนะจ๊ะแม่จ๋า
คุณยายที่แสนดี รักลูก และหลานเท่ากัน ไม่เคยลำเอียง

 

        อ้อ!... จะว่าพร้อมหน้าเสียทีเดียวก็ไม่ถูกนัก เพราะขาดพี่แอ้ง (คุณสามี)  เพราะขานั้นเขาเข้ากรุงเทพฯ ทุกสัปดาห์ เพื่อเรียน ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหยุดเรียนเสียทีไม่รู้ แต่เมื่อเป็นความสุข ความชอบ ก็ตามใจ  เคารพในการตัดสินใจของเขา  2 ตรี 2 โท แล้วยังต่อเอก อีก ไม่เหนื่อยบ้างหรือคะคุณพี่  พี่แอ้งไม่ห่วงฉันกับลูก เพราะพี่แอ้งมั่นใจและเชื่อมันในตัวคุณแม่ยายไงคะ.....
วันเกิดของฉัน ไม่ต้องการอะไร ขอแค่ทำให้แม่มีความสุขที่สุดก็พอใจแล้ว
และของขวัญที่ดีที่สุดของฉัน คือ ความสุขของแม่ น้องและลูกๆ ที่น่ารักค่ะ
รวมเป็นครอบครัวที่อบอุ่นรักใคร่และห่วงใยกันเสมอ....
 
เมื่อวันที่ 5- 6 ธันวาคม 2552 เราอยู่กนพร้อมหน้าพร้อมตา  ช่วงที่ทำงานหนักลูกทั้ง 3 
เตรียมอาหารบำรุงให้ฉันดื่ม เมื่อกลับถึงบ้านค่ะ
   เวลาที่มีคนที่เรารักมากระซิบบอกเราว่า “สุขสันต์วันเกิดจ้ะ.....ที่รัก” 
“ขอบคุณค่ะ”  เรากล่าวพร้อมรอยยิ้ม  แก้มแดงระเรื่อด้วยความพึงพอใจ
เคยมีใครสักคนไหม? ที่บอกว่า ฝากขอบคุณ คุณแม่ของน้องด้วยนะ ที่ให้ชีวิตของสาวน้อยน่ารักเกิดมา และขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เราได้เจอกัน”  จะมีไหมเนี่ย!.....
  ถ้ามีคนพูดแบบนี้นะ  รักตายเลย.... เพาะฉันคิดว่า  เขาคนนั้นเป็นคนรักคอบครัว  เขารักเราแล้ว ต้องรักแม่ของเราด้วยจริงไหมคะ.....
 

 ขอส่งความสุขเล็กๆ ของฉัน แบ่งปันให้กับกัลยาณมิตรทุกท่าน
ที่กรุณาให้เกียรติเข้ามาอ่านเรื่องราวของครูใจดี  อย่าลืมรักแม่ให้มากๆ นะคะ

 

 

บันทึกโดย  ครูใจดี 

ภาพครอบครัว : ถ่ายกันเองค่ะ

ภาพ : สมเด็จย่า และพระพี่นาง  จาก internet