GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ต้นทุนชีวิต

ช่วงที่เป็นนักศึกษา เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการ “ค้นหาตัวเอง” เรียนรู้ชีวิตให้รอบด้าน รู้จักคนให้หลากหลาย สะสมไว้เป็น “ต้นทุน” ชีวิตให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้
          วันก่อนได้รับเชิญจากหน่วยกิจการนักศึกษาของคณะให้ไปร่วมพูดคุยกับนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก (ปี 4-6) ในกิจกรรมวันพุธบ่ายเรื่อง แพทย์เฉพาะทางกับการศึกษาต่อ ซึ่งมีตัวแทนอาจารย์แพทย์จากภาควิชาต่างๆ ทั้งหมด 10 ภาควิชาไปร่วมพูดคุย บรรยากาศเป็นกันเองมากๆ ค่ะ เพราะตัวแทนที่ไปล้วนเป็น เลือดใหม่ อาจารย์ที่เป็น รุ่นเดอะ ในวันนั้นเป็นรุ่นพี่ของฉันเพียง 3 รุ่น (อาจารย์รุ่นเก่ากว่านี้เลยไม่มีใครมาเป็นตัวแทน เพราะกลัวจะกลายเป็น รุ่นเดอะสุด”) การพูดคุยเลยสนุก แซวกันไปแซวกันมาตามประสาพี่ๆ น้องๆ
             ผิดกับสมัยที่ฉันเป็นนักศึกษาแพทย์ที่กิจกรรมวันพุธบ่ายมีแต่กิจกรรมวิชาการ ไม่บรรยายวิชาการโดยอาจารย์จากภาคต่างๆ ก็เป็น CPC (clinico-pathological conference) ซึ่งนำเอาผู้ป่วยที่น่าสนใจและได้รับการผ่าตรวจศพมาอภิปราย แต่ก็รู้ๆ กันนั่นแหละค่ะ กิจกรรมแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการบรรยายในห้องเรียนคือนักศึกษาเล่นบทเป็นผู้ฟังอย่างเดียว ไม่ซักถามหรืออภิปรายอะไร ฉันชอบกิจกรรม CPC ของรพ.ศิริราช เพราะเป็นกิจกรรมที่นักศึกษาแพทย์ของที่นั่นมี บทบาท ชัดเจน เด็กๆ จะรู้โดยอัตโนมัติว่า ในวันนั้น เขาจะต้องส่งตัวแทนของแต่ละชั้นปีขึ้นอภิปรายปัญหาผู้ป่วย ดังนั้น หลังจากที่เขาได้รับ scenario ผู้ป่วยซึ่งกระจายแจกทั่วทั้งโรงพยาบาลแล้ว เขาจะเลือกตัวแทน ช่วยตัวแทนหาข้อมูลและช่วยอภิปราย พอถึงวันจริง ตัวแทนก็อภิปรายด้วยความมั่นใจ เพราะสิ่งที่เขาพูดได้ผ่านการคิดอย่างเป็นระบบและได้รับการกลั่นกรองทั้งจากตัวเขาเองและเพื่อนๆ มาแล้ว แม้ว่าจะมีการ เตี๊ยม ผู้พูดมาก่อน แต่ฉันมองว่าเป็นโอกาสดีของตัวแทนที่จะได้ฝึกพูด ฝึกอภิปรายโดยมีอาจารย์คอยสนับสนุนในสิ่งที่เขาพูดถูก เพิ่มเติมในสิ่งที่เขาตกหล่น และแก้ไขในสิ่งที่เขาเข้าใจผิด ดีกว่าไปพูดผิดพูดถูกเอาตอนจบเป็นหมอ ถึงตอนนั้นคงไม่มีอาจารย์ตามไปช่วยอีกแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสดีที่นักศึกษาจะได้เห็นแบบอย่างการอภิปรายจากอาจารย์ รุ่นน้องเห็นแบบอย่างการอภิปรายจากรุ่นพี่ สำหรับคณะของเรา ฉันคิดว่า น่าจะนำเอารูปแบบนี้มาปรับใช้ในกิจกรรม CPC ของเราบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายของกิจกรรมว่าจัดเพื่อใคร ถ้าเพื่ออาจารย์ การจัดแบบเดิมก็คงใช้ได้ แต่ถ้าจัดเพื่อนักศึกษาซึ่งฉันเข้าใจว่าน่าจะเป็นข้อนี้มากกว่า เราคงต้องเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมมากขึ้น และยอมสละเวลาส่วนหนึ่งให้นักศึกษาเล่น บทนำ บ้าง

           กิจกรรมวันพุธบ่ายปัจจุบัน น่าสนใจ (ระคนน่าอิจฉาเด็กๆ) มาก เพราะนอกจากกิจกรรม CPC ที่ยังคงเดิม (แต่อาจต้องเปลี่ยนรูปแบบอย่างที่ว่าไป) แล้ว ยังมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์แต่ไม่ใช่วิชาการ อย่างเช่นกิจกรรมคราวนี้ และกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแพทย์เลย เช่น การแสดงดนตรี การเชิญบุคคลที่มีชื่อเสียงด้านต่างๆ มาเล่าประสบการณ์ชีวิตด้านอื่นๆ ให้ฟัง ทั้งนักพูด ศิลปิน คอลัมนิสต์ ฉันเลยได้อานิสงค์ของเด็กๆ เข้าไปฟังด้วย ฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการจัดกิจกรรมเหล่านี้ให้กับนักศึกษาแพทย์ เพราะเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้เด็กๆ รู้ว่า ชีวิตของเขาในวันข้างหน้าไม่ได้มีแต่โรงพยาบาลกับคนไข้เท่านั้น แต่ยังมีส่วนประกอบสำคัญอีกหลายอย่างที่จะทำให้ ชีวิตเป็นชีวิต ฉันนึกเสียดายช่วงชีวิตตอนเป็นนักเรียนแพทย์ที่ไม่ใส่ใจกิจกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากการเรียน ทำให้ โลก ของฉันแคบมาก ฉันไม่รู้จักศิลปะ ไม่รู้จักดนตรี ไม่รู้จักการทำชีวิตให้รื่นรมย์ ฉันรู้ว่ามันเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในชีวิต และไม่อยากให้เกิดขึ้นกับเด็กๆ ฉันมักจะบอกนักศึกษาแพทย์อยู่เสมอว่า ช่วงที่เขาเป็นนักศึกษา เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการ ค้นหาตัวเอง เรียนรู้ชีวิตให้รอบด้าน รู้จักคนให้หลากหลาย สะสมไว้เป็น ต้นทุน ชีวิตให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้ เพราะวันข้างหน้าเมื่อเราเรียนสูงขึ้น หรือเรียนต่อเฉพาะทาง ความรู้ของเราก็จะยิ่งแคบลง เพื่อนวิชาชีพอื่นของเราก็ยิ่งน้อยลงแทบจะเหลือแต่เพื่อนที่เป็นหมอด้วยกัน เพราะเพื่อนวิชาชีพอื่นที่เคยมีนั้นคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว เขาคุยเรื่องเศรษฐกิจ เงินๆ ทองๆ การทำมาหากิน เราคุยเป็นแต่เรื่องคนไข้ ความเจ็บป่วย หลายๆ ครั้งเข้าไม่เพื่อนเราก็เราที่ต้องถอยหลังและห่างกันไปในที่สุด แต่ถ้าเรามีต้นทุนชีวิตเยอะ เราก็มีสังคมที่กว้างขึ้น มีเรื่องหลากหลายในการคบและพูดคุยกับคนอื่น หรือถ้าคนอื่นๆ ที่จะทำให้ชีวิตเรารื่นรมย์เหลืออยู่น้อย เราก็ยังรู้จักวิธีการที่จะทำให้ชีวิตเรารื่นรมย์ได้ด้วยตัวเราเอง

        ฉันมีโอกาสถ่ายทอดข้อความข้างบนให้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 ฟังเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะทางหน่วยกิจการนักศึกษาของคณะจัดกิจกรรมพัฒนนิเทศนอกสถานที่ที่จังหวัดตรัง อย่างที่บอกนั่นแหละค่ะ ฉันพลาดโอกาสที่ดีในชีวิตไปเมื่อคราวที่ฉันเป็นนักศึกษาแพทย์ เมื่อถึงวันที่ฉันกลายมาเป็นอาจารย์ ฉันจึง ฉวยโอกาส เหล่านี้ของนักศึกษาแพทย์ไว้ ฉันพยายามเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาแพทย์ทั้งหลายด้วยเหตุผล มิใช่เพื่อทำตามหน้าที่ของอาจารย์แต่เพียงอย่างเดียว แต่เพื่อเติมส่วนของชีวิตที่ยังไม่สมบูรณ์ของฉันด้วย
          ฉันไม่อาจทราบได้ว่าเด็กๆ เข้าใจและมองเห็นสิ่งที่ฉันพูดหรือไม่ ด้วยวัยของพวกเขาที่ผ่านโลกมาน้อยกว่าฉัน และโลกที่ผ่านมาของพวกเขามีแต่เรียน เรียน เรียน และเรียนทำให้เขามิอาจมองเห็นภาพทั้งหมดของชีวิตในวันข้างหน้าได้ แต่อย่างน้อยฉันก็ดีใจที่ได้บอกในสิ่งที่อยากบอก และหวังว่าบนเส้นทางที่พวกเขากำลังเดินไปนั้น คงมีสักคนที่ได้ทำให้ ชีวิตเป็นชีวิต จริงๆ ไม่ใช่ชีวิตที่ต้องคอยเติมส่วนที่ขาดหายไปอย่างฉัน

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 31872
เขียน:
แก้ไข:
ดอกไม้: 1
ความเห็น: 7
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (7)

ชอบมากเลยค่ะ คุณ dogaholic อยากให้แนวคิดนี้ได้รับการเผยแพร่ออกไปมากๆค่ะ เพราะเด็กไทยที่เป็น "เด็กเรียน" มักจะมีโลกแคบจริงๆ เอาแต่เรียน เรียน และเรียน ไม่เป็นอันทำอะไรที่ทำให้ชีวิตมีความรื่นรมย์ แถมคุณพ่อคุณแม่ก็เหมือนจะช่วยกันตอกย้ำให้พวกเขาเอาแต่มุ่งเรียน ไม่ปล่อยให้เด็กๆได้มีโอกาสใช้ชีวิตแบบตามสบายกันบ้างเลย

เขียนดีอีกแล้ว ก็ติดตามอยู่หลายวันว่าเมื่อไหร่ถึงจะมาเล่าให้ฟังสักที เรื่องดีๆ แบบนี้มีไว้แบ่งปันกันดีกว่า ฉันก็เห็นด้วยที่หลายคนเพื่อนฉันสมัยเรียนเอาแต่เรียนชวนทำกิจกรรมก็ไม่ไป ส่วนฉันมักจัดอยู่ประเภทมีค่ายที่ไหนต้องแบกถังแก๊ส ถังน้ำให้เขาประจำ(เพราะทำกับข้าวไม่เก่ง) แต่เรียนด้วยทำอย่างอื่นบ้างย่อมดีกว่าทำเป็นอยู่อย่างเดียวแน่นอน เพราะประสบการณ์มากมายใช่จะหาได้จากหนังสือเท่านั้น

เป็นแฟนประจำงานเขียนของคุณเลยนะ  ชอบความคิดของคุณที่ว่าบทเรียนชีวิต ไม่จำเป็นต้องได้รับจากการเล่าเรียนหรือการอบรมสั่งสอนจากครูเท่านั้น เราสามารถได้รับความรู้ ข้อคิดเห็นและแนวคิดต่างๆได้จากการฟัง การอ่าน การทำงาน หรือกิจกรรมต่างๆ การพูดคุยกับผู้คน หากเราได้สนใจในสิ่งที่เขาพูดและคิดวิเคราะห์ว่าทำไมเขาจึงพูดและคิดเช่นนั้นเช่นนั้น เราจะพบว่าทุกคนจะมีจุดของตัวเอง พยายามค้นหาจุดดีในตัวเองและส่งเสริมให้ดีเลิศขึ้นไปเรื่อยๆ ฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ   อย่าพยายามคิดอย่างท้อถอยว่าเราไม่มีดี เราทำไม่ได้ สักวันหนึ่งเราจะขอเป็นคนเก่งเช่นเขาบ้างนะคะคุณ Dogaholic !!!

เราเป็นแฟนประจำงานเขียนของคุณ ชอบมากเลยล่ะ มีคนบอกเราว่า ถ้าศึกษาพุทธธรรมให้ลึกซึ้งจะพบคำตอบของชีวิต คุณ Dogaholic มีความเห็นอย่างไรคะ

ผมว่าแพทย์ขาดการเล่าเรียนอย่างหนึ่งที่พึงเรียนที่สุดคือวิชาคุณธรรมและจริยธรรมครับ

น่าจะบรรจุเป็นวิชาบังคับด้วยนะครับ

อาจารย์จะกลับมาสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆให้กับนักศึกษาแพทย์แล้วมาถ่ายทอดให้พวกเราประทับใจอีกไหมคะนี่ พี่โอ๋คิดถึงวิธีการเขียนที่อ่านสนุกและได้ข้อคิดของอาจารย์มากค่ะ