บันทึกเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากอีเมลล์ระหว่างบุคคลในประชาคมศึกษาสิทธิของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยเรื่องจังหวัดระนองเปิดให้บุตรแรงงานต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานจดทะเบียนภายใน ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒

ท.ต.๑ คืออะไร ? 

ถ้าดูในแบบเอกสารที่เรียกว่า ท.ต.๑ เอง เราก็พบว่า ท.ต.๑ ก็คือ “คำร้องขอจดทะเบียนประวัติของคนต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว กัมพูชา” (เฉพาะบุตร) ซึ่งออกโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

ใครคือผู้ทรงสิทธิ์ที่จะร้องขอจดทะเบียนประวัติดังกล่าว ?

โดยตัวเอกสารเองก็ตอบว่า “บุตรของคนต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว กัมพูชา”

แต่ถ้าไปพิจารณาคำให้สัมภาษณ์ของนายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ก็คือ บุคคลที่ถูกกำหนดเป็นเป้าหมายโดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒

ระยะเวลาร้องขอจดทะเบียนประวัติของบุตรแรงงานต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒

โดยนโยบายครั้งนี้ผ่อนผันให้มีการจดทะเบียนบุตรที่มีอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ของแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ได้จดทะเบียนและขอรับใบอนุญาตทำงาน โดยอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้เท่ากับระยะเวลาที่แรงงานต่างด้าวได้รับการผ่อนผัน โดยขอให้ไปดำเนินการจดทะเบียนได้ ณ ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง และเทศบาลเมืองระนอง ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒ เท่านั้น

เอกสารประกอบการร้องขอการขึ้นทะเบียนประวัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒

นายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ระบุว่า บิดาหรือมารดาจะต้องนำบุตรมายื่นคำขอจัดทำทะเบียนประวัติ ด้วยตน เอง สำหรับหลักฐานในการยื่นคำขอ ประกอบด้วย (1) รูปถ่ายของบุตร ขนาด ๑ นิ้ว จำนวน ๒ รูป (๒) บัตรประจำตัว หรือ ทร.๓๘/๑ ของบิดาหรือมารดา (ฉบับปัจจุบัน) (๓) สูติบัตร หรือ ทร.๓๘/๑ ของบุตร (กรณีบุตรมีสูติบัตร หรือ ทร.๓๘/๑) (๔) พยานที่ให้การรับรองความเป็นบิดา มารดากับบุตร เช่น นายจ้าง บุคคลผู้น่าเชื่อถือ สำหรับอัตราค่าธรรมเนียม จำนวน ๘๐ บาท

การได้รับบัตรประจำตัวราษฎรไทยประเภทคนต่างด้าว : ผลประการหนึ่งของการขึ้นทะเบียนประวัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒

          ในอีเมลล์ที่อาจารย์วีนัส สีสุข ส่งเมื่อ  Fri, 27 Nov 2009 22:51:09 +0700 ไปยังบุคคลในประชาคมศึกษาสิทธิของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยเรื่อง จังหวัดระนองเปิดให้บุตรแรงงานต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานจดทะเบียนภายใน ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ อธิบายว่า “กรณีบุตรแรงงานที่อายุตั้งแต่ ๕ ปีขึ้นไปเมื่อรายงานตัวจัดทำทะเบียนแล้วต้องขอทำบัตรประจำตัว(บัตรสีชมพู) โดยถ้าเป็นการขอทำบัตรครั้งแรกก่อนอายุ ๑๕ ปีบริบูรณ์ ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ๖๐ บาท เป็นไปตามที่กฎกระทรวงปี ๒๕๕๑ กำหนดไว้ ได้มีหนังสือแจ้งสำนักทะเบียนไปแล้ว ช่วยส่งข่าวต่อด้วยครับ” และอีเมลล์เมื่อ Sat, 28 Nov 2009 12:43:47 +0700อาจารย์วีนัส สีสุข อธิบายว่า “การขึ้นทะเบียนดังกล่าวได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมอยู่ในข้อ ๑๒ แห่งกฎกระทรวงที่ส่งมา”

ปัญหาการใช้ ท.ต.๑ เพื่อร้องขอทำทะเบียนประวัติประเภทบุตรแรงงานต่างด้าว

คุณชาติชาย ซึ่งทำงานเป็นเอนจีโอที่ระนองส่งข่าวในอีเมลล์ระหว่างบุคคลในประชาคมศึกษาสิทธิของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยเรื่องจังหวัดระนองเปิดให้บุตรแรงงานต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานจดทะเบียนภายใน ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒ ว่า “แล้วเจ้าหน้าที่ที่ทางอำเภอที่ระนอง ปฏิเสธการทำ ท.ต.๑  ให้แก่ลูกของแรงงานต่างด้าว ที่พ่อแม่ไม่ได้จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวรายใหม่เมื่อปี ๒๕๕๒ กล่าวคือ พ่อแม่ที่ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา ที่ไม่ใช่ปี ๒๕๕๒แม้จะมีการต่ออายุบัตรแรงงานก็ไม่สามารถนำบุตรมาขึ้น ท.ต.๑ ได้

เหตุผลคืออะไร ?

ถ้าจะเดา ก็คือ ในกรณีที่บิดาหรือมารดาที่เป็นแรงงานขึ้นทะเบียนตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๗ ไม่ขาดการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน การขึ้นทะเบียนผู้ติดตามแรงงานตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๗ จึงยังมีผล บุตรจึงไม่ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ติดตามแรงงานใหม่ แต่มีสิทธิอาศัยในไทยตามบุพการีตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒

แต่ในกรณีที่ในกรณีที่บิดาหรือมารดาที่เป็นแรงงานขึ้นทะเบียนตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๗ และไม่เคยทำใบอนุญาตทำงานหรือขาดการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน การขึ้นทะเบียนผู้ติดตามแรงงานตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๗ จึงสิ้นผลแล้ว บุตรจึงไม่อาจขึ้นทะเบียนเป็นผู้ติดตามแรงงานใหม่ และไม่มีสิทธิอาศัยในไทยดังเช่นบุพการีตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒

โจทย์วิจัยที่ควรต้องช่วยกันทำในประชาคมวิจัยของเราในวันนี้ ด่วน

ต้องช่วยกันตอบว่า ท.ต.๑ คืออะไร ? ทั้งหมดนี้ เขาใช้กฎหมายและนโยบายอะไรรองรับคะ ท่านทั้งหลายที่ศึกษาเรื่องแรงงานต่างด้าวหรือสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยต้องช่วยบอกหน่อยค่ะ อาจารย์วีนัสจับปากกาขึ้นมาอธิบายได้แล้วค่ะ เราทั้งหลายเกิดช่องว่างในสมอง ขาดอากาศหายใจ ช่วยด้วยค่ะ

อีกที คำถามในรายละเอียด ก็คือ ท.ต.๑ นี้ ออกโดยระเบียบอะไร ? และระเบียบนี้ออกตาม พ.ร.บ.อะไร ? แล้วกฎกระทรวงมีเกี่ยวอะไรด้วย ? แล้วอะไรคือสถานะตามกฎหมายไทยของเอกสารนี้ ? แล้วใครมีหน้าที่ต้องไปรายงานตัวโดยใช้เอกสารนี้ ? และผลของสถานะบุคคลตามกฎหมายนี้คืออะไร ? วันนี้ เราต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อนวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒

สมมติฐานการวิจัย

เป็นสิ่งที่โต้แย้งมิได้ว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒ ยอมรับให้สิทธิอาศัยชั่วคราวแก่บุตรของแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนแรงงานอย่างถูกต้องครบขั้นตอน ดังนั้น บุตรในสถานการณ์นี้ยังมีสิทธิอาศัยตามบุพการีอีกด้วย

ผลก็คือ พวกเขาเหล่านี้ย่อมมีสิทธิที่จะถูกบันทึกในทะเบียนประวัติตามมาตรา ๓๘ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ จึงเป็นหน้าที่ของกรมการปกครองซึ่งดูแลงานทะเบียนราษฎรของรัฐไทยที่จะกำหนด “กระบวนการทำงาน (Work Process)” เพื่อแปลงแนวคิดของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒ ให้มีผลในทางปฏิบัติ

ท.ต.๑ จึงเป็น “เครื่องมือทางกฎหมายทะเบียนราษฎร (legal tool for civil registration)” อันหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น “สะพาน” ให้บุตรแรงงานต่างด้าวได้ใช้ในการเดินข้ามจาก (๑) บุตรของแรงงานต่างด้าวซึ่งยังไม่ถูกบันทึกใน ท.ร.๓๘/๑ ได้รับการบันทึกใน ท.ร.๓๘/๑ และมีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทคนต่างด้าวอยู่ชั่วคราวในทะเบียนประวัติซึ่งมีสิทธิอาศัยตามกฎหมายคนเข้าเมือง และ (๒) บุตรของแรงงานต่างด้าวซึ่งถูกบันทึกแล้ว ใน ท.ร.๓๘/๑ แต่ยังไม่มีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทคนต่างด้าวอยู่ชั่วคราวในทะเบียนประวัติซึ่งมีสิทธิอาศัยตามกฎหมายคนเข้าเมือง ได้รับสิทธิของราษฎรประเภทดังกล่าว

ในประการแรก บุตรของแรงงานต่างด้าวใน ท.ร.๓๘/๑ ก่อน พ.ศ.๒๕๕๒ ซึ่งทำใบอนุญาตทำงานตลอดมาโดยไม่ขาด ก็ต้องไปยื่นคำร้องขอตามแบบ ท.ต.๑ อีกครั้ง เพื่อที่รัฐบาลไทยจะได้ทราบว่า พวกเขามีตัวตนอยู่จริง และได้รับการรับรองเพื่อเข้าสู่สิทธิตามที่กำหนดโดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒  

กรณีตัวอย่าง ก็คือ น้องหม่อง ทองดี รวมถึงนักเรียนในสถานการณ์เดียวกับน้องหม่องในโรงเรียนบ้านห้วยทราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการบันทึกใน ท.ร.๓๘/๑ แล้ว ก็ต้องไปดำเนินการดังกล่าวเช่นกัน และผลของการกระทำ ก็คือ การได้มาซึ่งบัตรประจำตัวตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทย ที่มีชื่อว่า “คนที่ไม่มีสัญชาติไทย” ตลอดจนสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกำหนด จึงมีสถานะเป็นเพียงราษฎรไทยประเภทคนต่างด้าวในทะเบียนประวัติซึ่งมีสิทธิอาศัยชั่วคราวตามกฎหมายคนเข้าเมือง

ในประการที่สอง หากเป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวที่มีรายการสถานะบุคคลใน ท.ร.๓๘/๑ แล้ว ซึ่งมาขึ้นทะเบียนซ้ำหรือขึ้นทะเบียนใหม่ใน พ.ศ.๒๕๕๒ แม้ “ยัง” ไม่ได้ทำใบอนุญาตทำงาน บุตรก็จะต้องก็ต้องไปยื่นคำร้องขอตามแบบ ท.ต.๑  เพื่อที่รัฐบาลไทยจะได้ทราบว่า พวกเขามีตัวตนอยู่จริง และได้รับการรับรองเพื่อเข้าสู่สิทธิตามที่กำหนดโดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒  

กรณีตัวอย่าง ก็คือ น้องชลชาติและชลิดาแห่งแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่  ซึ่งบิดาและมารดาขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวใน พ.ศ.๒๕๔๗ แต่ไม่ได้ทำใบอนุญาตทำงาน และใน พ.ศ.๒๕๕๒ ก็ไปขึ้นทะเบียนแรงงานซ้ำอีกครั้ง โดยพิจารณาแนวคิดของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒ เด็กทั้งสองคนนี้ก็ควรต้องไปยื่นคำร้องตามแบบ ท.ต.๑ อีกครั้งหนึ่ง

 ผลของการกระทำ ก็คือ การบันทึกรายการสถานะบุคคลของเด็กใน ท.ร.๓๘/๑ ของบุพการี หากยังมิได้กระทำ และการได้มาซึ่งบัตรประจำตัวตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทย ที่มีชื่อว่า “คนที่ไม่มีสัญชาติไทย” ตลอดจนสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกำหนด เช่นกัน

ในประการที่สาม บุตรของแรงงานต่างด้าวใน ท.ร.๓๘/๑ ก่อน พ.ศ.๒๕๕๒ และไม่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานซ้ำใน พ.ศ.๒๕๕๒ อาจจะเคยทำใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจไปยื่นคำร้องขอตามแบบ ท.ต.๑  ทั้งนี้เพราะไม่ได้รับการรับรองในสถานะผู้ทรงสิทธิอาศัยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒  

ในห้องทดลองทางสังคมของเราไม่มีตัวอย่างจริงสำหรับคนประเภทนี้ หากท่านใดมี กรุณาแบ่งปันมาด้วยค่ะ   

ผลของเรื่อง ก็คือ บุพการียังมีรายการสถานะบุคคลตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทย โดยกฎหมายนี้ การจำหน่ายรายการบุคคลจนทำให้บุคคลตกเป็น “คนไร้รัฐหรือบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน” มิได้

แต่บุตรของบุคคลในสถานการณ์นี้อาจยังถูกบันทึกแล้วใน ท.ร.๓๘/๑ หรือยังตกเป็น “คนไร้รัฐหรือบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบีบน” ต่อไป

ทั้งบุพการีและบุตรย่อมไม่มีสิทธิอาศัยชั่วคราวตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการจัดระบบแรงงานต่างด้าว หากรายการสถานะบุคคลถูกบันทึกใน ท.ร.๓๘/๑ ก็จะมีสถานะเป็นเพียงราษฎรไทยประเภท “คนต่างด้าวในทะเบียนประวัติ” ซึ่งไม่มีสิทธิใดๆ เลยตามกฎหมายคนเข้าเมือง อาจถูกผลักดันออกไปจากประเทศไทย หากไม่มีการเสี่ยงภัยความตาย

ขอให้สังเกตว่า ไม่ว่าแรงงานต่างด้าวใน ท.ร.๓๘/๑ จะทำใบอนุญาตทำงานจนทำให้ได้รับการยอมรับว่า มีสิทธิอาศัยตามมาตรา ๑๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ หรือไม่ หากได้รับการบันทึกรายการสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทยแล้ว ก็ย่อมได้รับการรับรองสิทธิในความเป็นบุคคลตามกฎหมายไทยตลอดไป ย่อมมีสถานะบุคคลตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทยตลอดไป ซึ่งบทบัญญัติที่รองรับสถานะบุคคลตามกฎหมายนี้ ก็คือ มาตรา ๓๘ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ฉบับดั้งเดิม[1] หากเป็นการเข้าสู่ ท.ร.๓๘/๑ ก่อน พ.ศ.๒๕๕๑ และหากเป็นการเข้าสู่ ท.ร.๓/๑ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๑ กฎหมายที่เป็นฐานรองรับสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายทะเบียนราษฎร ก็คือ มาตรา ๓๘ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑[2]

ขอให้สังเกตต่อไปว่า เรื่องตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทยดังกล่าวมา เป็นเรื่องที่ประเทศไทยมีพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะต้องรับรองสิทธิในความเป็นสถานะบุคคลตามกฎหมายของมนุษย์ที่พบตัวในประเทศไทย อันได้แก่ ข้อ ๖[3] แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘ และข้อ ๑๖[4] แห่ง กติกาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๖ คณะรัฐมนตรีหรือรัฐสภาหรือศาลมิอาจกำหนดให้เป็นอย่างอื่นได้ การปฏิเสธที่จะรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายของมนุษย์ย่อมเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

แต่พันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศนี้มิได้หมายความบังคับรัฐไทยให้ต้องยอมรับให้สิทธิในสัญชาติไทยหรือสิทธิเข้าเมืองหรือสิทธิอาศัยโดยพลัน ปัญหาการรับรองสิทธิทั้งสามสิทธิดังกล่าวมาเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาภายใต้ชุดความคิดอีกชุดหนึ่ง ไม่ควรเอามาปะปนกัน

ในท้ายที่สุดที่ต้องยืนยัน ก็คือ หากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒ ยังไม่อาจขจัดปัญหาความไร้รัฐให้แก่บุตรของแรงงานต่างด้าวจากพม่าลาวกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย รัฐบาลไทยโดยคณะรัฐมนตรีนี้ก็ยังไม่สิ้นภารกิจที่จะแสวงหาแนวคิดและวิธีการที่จะจัดการให้บุตรดังกล่าวได้รับการขจัดปัญหาความไร้รัฐ มิฉะนั้น พวกเขาก็จะเป็นกลุมมนุษย์ในสังคมไทยที่ยังมิได้รับการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย อันทำให้รัฐบาลไทย โดยเฉพาะกรมการปกครอง ยังบกพร่องที่จะปฏิบัติตามข้อ ๖ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘ และข้อ ๑๖ แห่ง กติกาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๖

มาช่วยกันคิดกันค่ะว่า จะเสนอคณะรัฐมนตรีให้ทำอย่างไรกันดี

------------------------------------------------------------------------- 

ฉบับ PDF

รอการสรุปต่อไปนะคะ บันทึกนี้ยังไม่จบ.......รอข้อมูล....รอเวลาที่จะมาเขียนต่อ.....


[1] ซึ่งบัญญัติว่า “ให้มีทะเบียนบ้านสำหรับบุคคลที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  หรือเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ต่างหากจากทะเบียนบ้านตามมาตรา ๓๖ ให้ผู้อำนวยการทะเบียนกลางมีอำนาจออกระเบียบกำหนดแบบพิมพ์ทะเบียนบ้านสำหรับบุคคลดังกล่าวและแบบพิมพ์อื่น ๆ”

[2] ซึ่งบัญญัติว่า

“ให้นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นจัดทำทะเบียนบ้านสำหรับ คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และบุตรของบุคคลดังกล่าวที่เกิดในราชอาณาจักร ในกรณีผู้มีรายการในทะเบียนบ้านพ้นจากการได้รับอนุญาตหรือผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักร ให้นายทะเบียนจำหน่ายรายการทะเบียนของผู้นั้นโดยเร็ว

ให้ผู้อำนวยการทะเบียนกลางจัดให้มีทะเบียนประวัติสำหรับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ตามวรรคหนึ่งตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

รายการและการบันทึกรายการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามระเบียบที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนด

[3] ซึ่งบัญญัติว่า “ทุก ๆ คนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลในกฎหมายไม่ว่า ณ ที่ใด (Everyone has the right to recognition everywhere as a person before the law.)

[4] ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นบุคคลตามกฎหมายในที่ทุกสถาน (Everyone shall have the right to recognition everywhere as a person before the law.)”